เสียงร้องจากห้องสมุดต้องห้าม

ตอนที่ 19 / 35

ตอนที่ 19 — รอยจารึกแห่งดวงจันทร์

"จี้นี่..." สุมาลีพึมพำ "ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน" ภัทรพงศ์หยิบจี้ขึ้นมาพิจารณา เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากจี้นั้น มันเป็นพลังงานที่อ่อนโยนและอบอุ่น แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย "คุณสุมาลีเคยเห็นที่ไหนครับ" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย "ฉัน... ฉันไม่แน่ใจค่ะ" สุมาลีส่ายหน้าช้าๆ "แต่มันเหมือนกับ... ความรู้สึกที่คุ้นเคยมากๆ เลยค่ะ" ภัทรพงศ์พลิกจี้ไปมา เขาเห็นว่าที่ด้านหลังของจี้นั้น มีอักษรโบราณสลักอยู่เล็กๆ สองสามตัว เขาพยายามเพ่งมอง พยายามจะถอดความหมายของมัน "มีอะไรสลักอยู่ข้างหลังด้วยครับ" เขาบอกสุมาลี "แต่ผมอ่านไม่ออก มันเป็นภาษาที่เก่าแก่มาก" สุมาลีโน้มตัวเข้ามาดูใกล้ๆ "ให้ฉันดูนะคะ" เธอกล่าว "บางที... ฉันอาจจะพอเดาได้" ภัทรพงศ์ยื่นจี้ให้สุมาลี เธอมองอักษรเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออก "นี่มัน... เป็นอักษรโบราณของตระกูลเรานี่คะ" สุมาลีอุทาน "เป็นอักษรลับที่ใช้สลักในของสำคัญ" "ตระกูลของคุณสุมาลี?" ภัทรพงศ์เลิกคิ้ว "แล้วอักษรนี้มีความหมายว่าอะไรครับ" "มันมีความหมายว่า... 'ผู้พิทักษ์แห่งเงา'" สุมาลีตอบ "เป็นตำแหน่งที่สืบทอดกันมาในสายเลือดของตระกูลฉัน... ผู้ที่จะคอยดูแลสมบัติและปกป้องความลับของตระกูล" "ผู้พิทักษ์แห่งเงา..." ภัทรพงศ์ทวนคำ "แล้วจี้นี่... เกี่ยวข้องอะไรกับคุณอิสสระครับ" "ฉันไม่รู้แน่ชัดค่ะ" สุมาลีกล่าว "แต่... จี้รูปดวงจันทร์เสี้ยวแบบนี้... ฉันเคยเห็นในห้องเก็บของเก่าของคุณตาค่ะ ท่านบอกว่ามันเป็นของสำคัญที่ตกทอดมานาน และมีความเกี่ยวข้องกับ 'เหตุการณ์ในคืนจันทร์ดับ' ที่เกิดขึ้นในอดีต" "เหตุการณ์ในคืนจันทร์ดับ?" ภัทรพงศ์รู้สึกว่าเรื่องราวเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ "คุณพอจะจำรายละเอียดได้ไหมครับ" "ไม่มากค่ะ" สุมาลีส่ายหน้า "คุณตาไม่เคยเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ท่านแค่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีวันแก้ไขได้" ภัทรพงศ์มองไปที่กล่องไม้และจี้ในมือของสุมาลี เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาทั้งหมด "คุณสุมาลีครับ... ผมว่าเราต้องกลับไปที่ห้องสมุดอีกครั้ง" "ไปทำไมคะ?" สุมาลีถามอย่างไม่เข้าใจ "ผมอยากจะลองค้นหาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ 'เหตุการณ์ในคืนจันทร์ดับ' และ 'ผู้พิทักษ์แห่งเงา' ดูครับ" ภัทรพงศ์อธิบาย "บางที... หนังสือ 'ศาสตร์แห่งมิติเวลา' อาจจะมีส่วนที่กล่าวถึงเรื่องนี้อยู่" ทั้งสองเดินทางกลับไปยังห้องสมุดหลัก บรรยากาศภายในยังคงอึมครึมเช่นเดิม แต่คราวนี้ พวกเขารู้สึกได้ถึงความหวังที่ริบหรี่จากการค้นพบจี้นี้ ภัทรพงศ์ตรงไปที่ชั้นหนังสือที่เก็บหนังสือโบราณ เขาค่อยๆ ไล่ดูสันหนังสือ พยายามมองหาชื่อหรือสัญลักษณ์ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหา "คุณสุมาลี ลองดูหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือบันทึกของตระกูลเก่าแก่ดูนะครับ" เขาแนะนำ สุมาลีพยักหน้า เธอเดินไปยังอีกฝั่งของห้องสมุด และเริ่มสำรวจหนังสือที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องสมุด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษที่ดังเป็นระยะๆ "เจออะไรไหมครับ" ภัทรพงศ์ถาม สุมาลีส่ายหน้า "ยังเลยค่ะ" เธอกล่าว "มีแต่บันทึกที่เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป หรือไม่ก็เป็นตำนานที่ไม่น่าเชื่อถือ" ภัทรพงศ์ถอนหายใจ เขาเดินกลับมาที่โต๊ะกลางห้องสมุด และวางหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเพิ่งหยิบมาลงไป "ผมว่า... เราอาจจะมองข้ามอะไรบางอย่างไป" "มองข้ามอะไรคะ?" "บางที... คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ในหนังสือที่เขียนขึ้นอย่างเป็นทางการ" ภัทรพงศ์กล่าว "แต่อาจจะอยู่ใน... ข้อความที่ถูกซ่อนเร้น หรือสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน" เขานึกถึงตอนที่พบกระจกบานเก่า ในนั้นมีเงาสะท้อนที่ดูเหมือนจะสื่อสารบางอย่างกับเขา "เหมือนกับที่กระจกบานนั้น... มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น" "คุณภัทรหมายถึง... สัญลักษณ์ หรือข้อความที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหรอคะ?" สุมาลีถาม "อาจจะครับ" ภัทรพงศ์พยักหน้า "ผมจำได้ว่า... ตอนที่เราเจอกับ 'ผู้เฝ้ามอง' ในห้องเก็บของเก่า... เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่ซ่อนเร้นได้" "แล้วเราจะทำอย่างไรคะ?" "ผมคิดว่า... เราต้องลองใช้ 'ประสาทสัมผัส' ที่มากกว่าปกติ" ภัทรพงศ์บอก "ลองใช้ความรู้สึก... สังเกตทุกอย่างรอบตัวอย่างละเอียด" ทั้งสองยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึกๆ และพยายามสัมผัสถึงบรรยากาศภายในห้องสมุด สุมาลีหลับตาลง เธอกำจี้ในมือแน่น "ฉันรู้สึกถึง... ความเย็นยะเยือกบางอย่างค่ะ" เธอเอ่ยขึ้น "มันไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ... แต่มันเป็นความเย็นที่มาจาก... ความเศร้า... และความอาฆาต" ภัทรพงศ์เองก็รู้สึกได้เช่นกัน "ผมรู้สึกเหมือน... มีใครบางคนกำลังจ้องมองเราอยู่" เขาพูด "แต่ไม่ใช่การจ้องมองธรรมดา... มันเป็นการจ้องมองที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง... และความสิ้นหวัง" เขามองไปรอบๆ ห้องสมุด สายตาของเขาสะดุดเข้ากับรูปปั้นหินอ่อนโบราณที่ตั้งอยู่มุมห้อง รูปปั้นนั้นเป็นรูปหญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสือ ใบหน้าของเธอเศร้าหมอง และมือข้างหนึ่งกำลังถือดอกลิลลี่ที่เหี่ยวเฉา "รูปปั้นนี้... ผมไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อนเลย" ภัทรพงศ์กล่าว "ดูสิครับ... มันเหมือนกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่าง" สุมาลีเดินเข้าไปดูใกล้ๆ "ดอกลิลลี่... มักจะสื่อถึงความบริสุทธิ์... และการจากลา" เธอกล่าว "ส่วนใบหน้าเศร้าหมอง... อาจจะหมายถึงความเสียใจ... หรือความสูญเสีย" "แล้วตรงฐานรูปปั้นล่ะครับ" ภัทรพงศ์ชี้ไปที่ฐานหินอ่อน "มีอะไรสลักอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า" ทั้งสองก้มลงไปดูใกล้ๆ ที่ฐานของรูปปั้น มีอักษรโบราณที่ดูเลือนรางมากสลักอยู่เล็กน้อย ภัทรพงศ์พยายามใช้มือลูบเบาๆ เพื่อสัมผัสถึงรอยสลัก "ผมอ่านไม่ออกเลยครับ... มันจางมาก" เขาบอก "ลองให้ฉันดูนะคะ" สุมาลีกล่าว เธอหยิบจี้รูปดวงจันทร์เสี้ยวออกมา และนำมาถือไว้ใกล้ๆ กับฐานรูปปั้น ทันใดนั้นเอง! อักษรโบราณที่ฐานรูปปั้นก็พลันเรืองแสงจางๆ ขึ้นมา! แสงสีเงินอ่อนๆ สว่างวาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป "อะไรกันคะเนี่ย!" สุมาลีอุทานด้วยความตกใจ "จี้นี่... มันมีพลังอะไรกันแน่!" "ผมเห็นแล้วครับ!" ภัทรพงศ์กล่าวด้วยความตื่นเต้น "อักษรที่สลักไว้... มันคือ... 'ในความมืดมิด... แสงสว่างจะนำทาง... สู่วันที่มิอาจลืมเลือน'" "'ในความมืดมิด... แสงสว่างจะนำทาง... สู่วันที่มิอาจลืมเลือน'" สุมาลีทวนคำ "มัน... มีความหมายว่าอะไรคะ" "ผมคิดว่า... มันคือคำใบ้ครับ" ภัทรพงศ์กล่าว "คำใบ้ที่จะนำทางเราไปสู่ความจริงเกี่ยวกับ 'เหตุการณ์ในคืนจันทร์ดับ' และอาจจะ... นำทางเราไปหาคุณอิสสระด้วย" เขามองไปที่จี้รูปดวงจันทร์เสี้ยวในมือของสุมาลี "จี้นี่... ไม่ใช่แค่ของดูต่างหน้า... แต่มันคือเครื่องมือ... หรือกุญแจสำคัญ... ที่จะพาเราไขปริศนาที่ถูกซ่อนไว้" ความรู้สึกอึดอัดในห้องสมุดเริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นและความหวังใหม่ ภัทรพงศ์และสุมาลีมองหน้ากัน พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางยังอีกยาวไกล แต่การค้นพบครั้งนี้ ได้จุดประกายความหวังให้แก่พวกเขาอีกครั้ง

5,517 ตัวอักษร