เสียงร้องจากห้องสมุดต้องห้าม

ตอนที่ 5 / 35

ตอนที่ 5 — การเดินทางสู่อดีต

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพักของภัทรพงศ์ เขาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนหลับไปแล้ว แต่ภาพของเงาร่างและเสียงกระซิบในหัวก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ "พร้อมแล้วใช่ไหมคะ" เสียงของสุมาลีดังขึ้นจากหน้าประตู ภัทรพงศ์ลุกขึ้นจากเตียง เขามองตัวเองในกระจก ใบหน้าซีดเผือด มีร่องรอยของความกังวลปรากฏชัดเจน "พร้อมครับ" เขาตอบรับ ทั้งสองออกเดินทางไปยังคฤหาสน์ร้างตามที่สุมาลีได้ข้อมูลมา ภัทรพงศ์ขับรถยนต์คู่ใจไปตามถนนที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความเจริญของเมืองไปสู่ชนบทที่เงียบสงบ ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งนาและป่ารกทึบ "คุณแน่ใจนะว่าเราจะเจอมัน" สุมาลีถามขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง "ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ" ภัทรพงศ์ตอบ "แต่ผมรู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว" พวกเขาขับรถไปเรื่อยๆ ตามคำบอกเล่าของสุมาลี และตามคำแนะนำของคนท้องถิ่นที่พวกเขาแวะถามทางเป็นระยะ ระหว่างทาง ภัทรพงศ์ก็ยังคงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขารู้สึกผิดที่ทำให้สุมาลีต้องมาตกอยู่ในอันตรายนี้ "คุณสุมาลีครับ" เขาเอ่ยขึ้น "ผมขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องมาลำบาก" "ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ" สุมาลีตอบ "เราเจอเรื่องนี้มาด้วยกัน" เธอมองภัทรพงศ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ "คุณอย่าโทษตัวเองเลยนะคะ" "แต่ถ้าผมไม่ไปเปิดหนังสือเล่มนั้น..." "แล้วถ้าคุณไม่เปิด แล้วมีใครคนอื่นมาเปิดล่ะคะ" สุมาลีพูดเสริม "บางทีมันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้" เธอเว้นจังหวะ "แล้วอีกอย่าง ดิฉันเชื่อว่าคุณมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องทำแบบนั้น" ภัทรพงศ์เงียบไป เขาซาบซึ้งในกำลังใจของสุมาลี เขาขับรถต่อไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งถนนเริ่มลาดยางกลายเป็นทางลูกรังที่ขรุขระ "น่าจะใกล้ถึงแล้วค่ะ" สุมาลีบอกพลางชี้ไปยังป้ายบอกทางเก่าๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น "ทางเข้าหมู่บ้านร้าง" ภัทรพงศ์เลี้ยวรถเข้าไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและก้อนหิน รถค่อยๆ แล่นเข้าไปในป่าทึบที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก ราวกับว่าธรรมชาติกำลังพยายามปิดกั้นไม่ให้ใครเข้ามา "ที่นี่ดูวังเวงจังเลยนะคะ" สุมาลีพูดเสียงเบา "ครับ" ภัทรพงศ์พยักหน้า "รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่งเลย" หลังจากขับรถฝ่าป่ามาอีกพักใหญ่ ทิวทัศน์ก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น และแล้ว... เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏภาพที่ทำให้ทั้งสองต้องตะลึง มันคือคฤหาสน์หลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า ท่ามกลางความรกร้างของทุ่งหญ้าและต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุม ผนังของอาคารเต็มไปด้วยรอยร้าว มีหน้าต่างกระจกบางบานแตกหัก บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน มันคือภาพที่ตรงกับนิมิตของภัทรพงศ์อย่างไม่ผิดเพี้ยน "ใช่จริงๆ ด้วย" ภัทรพงศ์พึมพำด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความโล่งใจและความหวาดกลัว ทั้งสองจอดรถไว้ด้านนอกรั้วเหล็กที่ผุพัง แล้วเดินเท้าเข้าไปในบริเวณคฤหาสน์ อากาศที่นี่รู้สึกเย็นยะเยือกกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าความตายและความเศร้าโศกได้ถูกแผ่ซ่านออกมาจากตัวอาคาร "ดูเหมือนจะไม่มีใครมาที่นี่นานแล้วจริงๆ" สุมาลีกล่าว ขณะที่เท้าของเธอเหยียบลงบนใบไม้แห้งที่ปกคลุมพื้น ภัทรพงศ์เดินสำรวจไปรอบๆ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่พลังงานที่ชั่วร้ายโดยตรง แต่เป็นความรู้สึกของความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวัง และความโกรธแค้นที่ถูกเก็บงำไว้ "เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ" สุมาลีบอก ประตูหน้าของคฤหาสน์เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย เมื่อภัทรพงศ์ผลักเข้าไป เสียงเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้น ก้องไปทั่วบริเวณ บรรยากาศภายในยิ่งทึมเทาและน่าขนลุกกว่าภายนอกมาก ฝุ่นเกาะหนาเตอะตามเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวบางส่วน เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นก็ผุพังจนแทบจะแยกส่วน "เหมือนไม่มีใครเคยเข้ามาหลังจากที่มันถูกทิ้งร้างเลย" ภัทรพงศ์พูดพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ "คุณคิดว่า... เราจะเจอหนังสือเล่มนั้นที่นี่ไหมคะ" สุมาลีถาม "ผมไม่แน่ใจครับ" ภัทรพงศ์ตอบ "แต่ถ้าคำจารึกนั่นบอกว่า 'ที่ที่ถูกลืมเลือน' มันก็ต้องอยู่ที่นี่แหละ" ทั้งสองเดินสำรวจไปตามห้องต่างๆ ของคฤหาสน์ แต่ละห้องดูเหมือนจะซ่อนเรื่องราวในอดีตเอาไว้ เฟอร์นิเจอร์โบราณ ภาพวาดสีซีด และข้าวของเครื่องใช้ที่ยังคงวางทิ้งไว้เหมือนเจ้าของเพิ่งจะจากไป ขณะที่กำลังเดินสำรวจห้องทำงานที่ดูเหมือนจะเป็นห้องสมุดส่วนตัวของเจ้าของคฤหาสน์ ภัทรพงศ์ก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่อยู่ใต้โต๊ะทำงานเก่าๆ "นั่นไง!" เขาอุทาน มันคือหีบไม้ใบหนึ่ง ที่มีสัญลักษณ์ดวงตาคล้ายกับที่อยู่บนปกหนังสือ แต่สัญลักษณ์นี้ดูเก่าแก่กว่า และมีความซับซ้อนมากกว่า "หีบนี่..." ภัทรพงศ์พูด "เหมือนกับที่ผมเห็นในห้องเก็บเอกสารเลย" สุมาลีเดินเข้ามาดูใกล้ๆ "แล้วเราจะเปิดมันยังไงคะ" ภัทรพงศ์ลองดันหีบดู แต่ก็แน่นหนามาก ไม่มีกุญแจ ไม่มีร่องรอยของลูกบิด เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "บางที... เราอาจจะต้องใช้คาถาอะไรบางอย่าง" เขาพูดพลางนึกถึงเรื่องราวที่เขาเคยศึกษา "คุณหมายถึง... ต้องสวดคาถาเหรอคะ" สุมาลีถามด้วยความไม่แน่ใจ "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ" ภัทรพงศ์ตอบ "แต่ผมรู้สึกว่ามันมีความเชื่อมโยงกัน" ทันใดนั้นเอง ภัทรพงศ์ก็รู้สึกถึงกระแสลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาในห้องอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบา "ปลดปล่อย... ข้า..." เสียงนั้นมาจากไหนกันแน่? ภัทรพงศ์เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ "คุณได้ยินไหมคะ" เขาถามสุมาลี "ได้ยินอะไรคะ" สุมาลีถามพลางมองหน้าเขา "เสียง... เสียงกระซิบ" ภัทรพงศ์อธิบาย "เหมือนมันกำลังบอกให้เราปลดปล่อยอะไรบางอย่าง" "คุณแน่ใจนะคะว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง" สุมาลีถามด้วยความเป็นห่วง "ที่นี่มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ" "ผมแน่ใจครับ" ภัทรพงศ์ยืนยัน "ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ" เขาก้มลงมองหีบไม้อีกครั้ง สัญลักษณ์ดวงตาบนนั้นดูเหมือนจะเปล่งแสงจางๆ ออกมา ภัทรพงศ์ตัดสินใจลองสัมผัสที่สัญลักษณ์นั้น ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนสัญลักษณ์ ความรู้สึกราวกับไฟฟ้าช็อตแล่นผ่านร่างของเขา ภาพนิมิตเมื่อครั้งก่อนก็กลับมาฉายชัดในหัวอีกครั้ง แต่คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิม เขาเห็นภาพของหญิงสาวนางหนึ่ง สวมชุดโบราณ ใบหน้าของเธอดูเศร้าหมอง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และเธอกำลังถูกจองจำอยู่ในห้องใต้ดินที่มืดมิด "ช่วยด้วย..." เสียงของหญิงสาวดังขึ้นในหัวของภัทรพงศ์ "ช่วยฉันออกไปที..." ภัทรพงศ์สะดุ้งเฮือก เขาหลับตาลงแน่น พยายามควบคุมสติของตัวเอง "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น" เขาพึมพำ "คุณภัทรคะ" สุมาลีเข้ามาประคองเขา "คุณเป็นอะไรไปคะ" "ผม... ผมเห็นภาพ..." ภัทรพงศ์เล่าเรื่องภาพนิมิตที่เขาเห็น "ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งครับ เธอ... เธอถูกขังอยู่" "ถูกขัง? ที่ไหนคะ" "ในห้องใต้ดิน... ของที่นี่แหละครับ" ภัทรพงศ์ตอบ "ผมรู้สึกว่า... เธอคือคนที่ถูกจองจำอยู่ในหนังสือเล่มนั้น" ขณะที่ภัทรพงศ์กำลังจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นเอง พื้นห้องก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!

5,419 ตัวอักษร