ตอนที่ 13 — รสชาติแห่งความทรงจำอันแสนหวาน
ปานยังคงจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นอย่างเหม่อลอย ภาพของเขาและน้องชายในวัยเยาว์ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขขณะนั่งล้อมวงคุณย่า ที่กำลังป้อนขนมน้ำดอกไม้ให้ พวกเขาสวมชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนๆ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่สวยงาม แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นเงา แต้มสีทองอร่ามบนใบหน้าของคุณย่า รอยยิ้มของคุณย่าดูอบอุ่นเหลือเกิน ราวกับจะส่งความรักและความผูกพันมาถึงปัจจุบัน “พี่ปาน คิดถึงคุณย่าจังเลยครับ” เสียงของต้องดังขึ้น ดึงปานออกจากภวังค์
ปานยิ้มบางๆ “พี่ก็คิดถึงนะ ต้อง” เขาวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ “อยากให้รสชาติขนมที่เราทำครั้งนี้ มันเหมือนกับที่ได้กินจากมือคุณย่าจริงๆ”
“ผมก็หวังอย่างนั้นครับ” ต้องกล่าว “แต่… รู้สึกแปลกๆ นะครับพี่ปาน”
“แปลกยังไง” ปานหันไปมองน้องชาย
“ก็… ผมรู้สึกเหมือนเรากำลังทำอะไรที่ใหญ่กว่าแค่การทำขนม” ต้องเอ่ย “เหมือนเรากำลังกู้คืนอะไรบางอย่างที่หายไป”
“บางที… เราอาจจะกำลังกู้คืนความทรงจำของเราก็ได้นะ” ปานกล่าว “ความทรงจำดีๆ ที่เราเคยมีกับคุณย่า”
ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังเล็กๆ บนฝาลังถึงก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าขนมสุกได้ที่แล้ว ปานและต้องมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล
“ถึงเวลาแล้ว” ปานกล่าว “ลองเปิดดูสิ”
ต้องค่อยๆ เลื่อนฝาลังถึงออกอย่างระมัดระวัง ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยอวลขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม กลิ่นมะลิ กุหลาบ ใบเตย ตะไคร้ และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์จากเกสรดอกพิกุล ผสมผสานกันจนเป็นกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ
“ว้าว…” ต้องอุทาน “ดูสิพี่ปาน! มันขึ้นฟูสวยมากเลย”
ขนมน้ำดอกไม้ที่อบเสร็จแล้วดูน่ารับประทาน สีสันสวยงามตามธรรมชาติของแต่ละส่วนผสม สีชมพูอ่อนๆ ของน้ำดอกกุหลาบ สีเขียวละมุนของน้ำใบเตย และสีขาวนวลของน้ำดอกมะลิที่ยังคงความใสเอาไว้
“เก่งมากเลยนะ ต้อง” ปานกล่าวชื่นชม “เราทำได้แล้ว”
“แต่… มันจะอร่อยเหมือนของคุณย่าจริงๆ หรือเปล่า” ต้องยังคงมีความกังวล
“เราต้องลองชิมดู” ปานพูดพลางหยิบขนมชิ้นแรกที่ยังคงร้อนอยู่ขึ้นมาวางบนจาน เขาค่อยๆ เป่าไล่ไอน้ำออกเล็กน้อย แล้วยื่นให้ต้อง
“ชิมก่อนสิ”
ต้องรับมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขาเพ่งมองขนมในมือ ก่อนจะค่อยๆ นำเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นยังไงบ้าง” ปานถามอย่างใจจดใจจ่อ
“พี่ปาน…” ต้องกลืนน้ำลาย “มัน… มันใช่เลยครับ! รสชาติหวานกำลังดี หอมกลิ่นดอกไม้ที่คุ้นเคย เนื้อสัมผัสก็… นุ่ม เด้ง อย่างที่คุณย่าเคยทำจริงๆ”
ปานยิ้มกว้างด้วยความโล่งใจ เขารีบหยิบขนมอีกชิ้นขึ้นมาชิมเอง รสชาติที่ได้สัมผัส มันเหมือนถูกสะกดให้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นของบ้านคุณย่า เสียงหัวเราะของคุณย่า แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา เสียงนกร้องจากนอกบ้าน ทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำ
“ใช่แล้ว… ต้อง” ปานเอ่ยเสียงสั่นเครือ “นี่แหละ… รสชาติที่คุณย่าเคยทำให้เรากิน”
ทั้งสองพี่น้องนั่งลงข้างกัน มองดูขนมน้ำดอกไม้ที่เหลืออยู่บนจานด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความสุข ความซาบซึ้ง และความโหยหา
“ผมไม่เคยคิดเลยครับพี่ปาน ว่าการทำขนมง่ายๆ แบบนี้ มันจะมีความหมายได้มากขนาดนี้” ต้องกล่าว
“มันไม่ใช่แค่ขนมนะ ต้อง” ปานตอบ “มันคือความทรงจำ มันคือความรัก มันคือสิ่งที่เชื่อมโยงเรากับคุณย่าไว้”
“แล้ว… ไอ้ส่วนผสมลับในกล่องไม้โบราณนั่น มันคืออะไรครับพี่ปาน” ต้องถามขึ้นมาอีกครั้ง “ที่ทำให้ขนมของเราอร่อยขึ้นขนาดนี้”
ปานหยิบกล่องไม้โบราณขึ้นมาอีกครั้ง เขาเปิดมันออก แล้วมองเข้าไปในผงสีน้ำตาลอ่อนที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
“พี่คิดว่า…” ปานเริ่มพูด “มันไม่ใช่แค่ส่วนผสมอะไรสักอย่างนะ… พี่ว่ามันคือ ‘ความตั้งใจ’ ของคุณย่าต่างหาก”
“ความตั้งใจครับ” ต้องทวนคำ
“ใช่” ปานพยักหน้า “คุณย่าท่านคงใช้เวลา ความใส่ใจ และความรักทั้งหมดที่มี ในการคัดสรรส่วนผสมแต่ละอย่าง ทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน ไม่เคยเร่งรีบ ท่านทำขนมพวกนี้ด้วยความสุข และอยากแบ่งปันความสุขนั้นให้กับพวกเรา”
“แล้ว… ที่เราใส่เกสรดอกพิกุลเข้าไป มันก็เหมือนเป็นการใส่ ‘ความทรงจำ’ ของคุณย่าลงไปในขนมของเราด้วยใช่ไหมครับ” ต้องกล่าวเสริม
“ถูกต้อง” ปานยิ้ม “เราใส่ความทรงจำ ความรัก และทุกอย่างที่เรามีลงไปในขนมนี้ แล้วผลลัพธ์ที่ได้… มันก็คือรสชาติที่เรากำลังสัมผัสอยู่นี่แหละ”
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่ปาน” ต้องกล่าว “เราไม่ได้แค่ทำตามสูตร แต่เรากำลังส่งต่อความรู้สึกที่คุณย่าเคยมีให้เรา เหมือนที่คุณย่าเคยส่งต่อให้เรา”
“ใช่” ปานเห็นด้วย “และเราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อเป็นเกียรติให้กับคุณย่าของเรา”
ทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นฉายชัดในดวงตาของพวกเขา ความตึงเครียดที่เคยมีเริ่มคลายลง กลายเป็นความสงบและความสุขที่อบอุ่น
“งั้น… เรามาลองทำอีกชุดหนึ่งไหมครับ” ต้องเสนอ “ชุดนี้เราจะลองปรับเปลี่ยนบางอย่างดู”
“ปรับเปลี่ยนยังไง” ปานถาม
“คือ… ผมนึกถึงตอนที่คุณย่าเคยทำน้ำดอกไม้สีชมพูให้ผมบ่อยๆ” ต้องอธิบาย “ท่านจะใส่กลีบกุหลาบแห้งลงไปในส่วนผสมด้วยเสมอ ผมเลยอยากลองใส่มันลงไปในขนมของเราดูบ้าง”
ปานพยักหน้าเห็นด้วย “ดีเลย… มาลองดูกัน”
พวกเขาทั้งคู่ช่วยกันเตรียมส่วนผสมสำหรับขนมน้ำดอกไม้ชุดใหม่ คราวนี้มีทั้งส่วนที่ใช้กลีบกุหลาบแห้ง และส่วนที่ยังคงใช้สูตรเดิม ปานสังเกตเห็นว่าตอนที่ต้องหยิบกลีบกุหลาบแห้งจากโหลแก้วเก่าๆ นั้น มือของเขาดูมีความมั่นใจมากขึ้น
“บางที… การกลับมาที่นี่ การได้สัมผัสกับกลิ่นอายของครัวคุณย่าอีกครั้ง มันช่วยปลุกความทรงจำในตัวเราได้จริงๆ นะ” ปานกล่าว
“ผมก็ว่างั้นครับ” ต้องเห็นด้วย “รู้สึกเหมือนคุณย่าอยู่ใกล้ๆ เราตลอดเวลาเลย”
เมื่อส่วนผสมทั้งหมดพร้อม ปานก็เริ่มบรรจงหยอดส่วนผสมลงในพิมพ์ใบตองอีกครั้ง คราวนี้มีทั้งกลิ่นกุหลาบที่เพิ่มเข้ามา ทำให้ขนมมีมิติของกลิ่นที่หลากหลายยิ่งขึ้น
“พี่ว่า… การเดินทางครั้งนี้ของเรา มันไม่ใช่แค่การมาพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัดนะ” ปานกล่าวขณะช่วยน้องชายหยอดขนม “มันเหมือนเป็นการกลับไปค้นหา ‘รากเหง้า’ ของเราอีกครั้ง”
“รากเหง้า… ที่เป็นรสชาติอาหารของคุณย่า” ต้องเสริม
“ใช่… แล้วก็เป็นความผูกพันในครอบครัวของเราด้วย” ปานกล่าว
ทั้งสองช่วยกันหยิบกลีบกุหลาบแห้งมาโรยหน้าขนมบางชิ้นอย่างประณีต ราวกับกำลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นเอก
“ผมอยากให้ขนมชิ้นนี้… มันมีความพิเศษกว่าเดิม” ต้องกล่าว
“พี่ก็เหมือนกัน” ปานตอบ “อยากให้มันเป็นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เรามอบให้กับคุณย่า”
เมื่อขนมชุดใหม่พร้อมแล้ว พวกเขาก็นำไปนึ่งอีกครั้ง กลิ่นหอมที่ลอยออกมาคราวนี้ยิ่งเข้มข้นและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม มีกลิ่นกุหลาบที่แทรกซึมเข้ามาอย่างอ่อนโยน
“ผมว่า… การใส่กลีบกุหลาบแห้งลงไป มันทำให้กลิ่นโดยรวมดู ‘อุ่น’ ขึ้นนะครับพี่ปาน” ต้องวิเคราะห์
“จริงด้วย… มันเหมือนกับความรู้สึกเวลาที่เราได้กอดคุณย่าเลย” ปานเห็นด้วย
พวกเขายังคงมีเวลาเหลืออีกมากก่อนที่ขนมจะสุก ปานจึงชวนต้องไปสำรวจของใช้เก่าๆ ที่คุณย่าเคยใช้ในห้องครัวอีกครั้ง
“พี่ว่า… เราน่าจะลองหาอะไรที่เกี่ยวกับ ‘การทำน้ำดอกไม้’ ของคุณย่าดูนะ” ปานเสนอ “เผื่อจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้”
“ดีเลยครับ” ต้องตอบรับอย่างกระตือรือร้น
ทั้งสองเดินไปสำรวจบริเวณชั้นวางของที่เต็มไปด้วยขวดแก้วเก่าๆ โหลดินเผา และตะกร้าหวายใบเล็กใบใหญ่ ปานสังเกตเห็นตะกร้าหวายใบหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษกว่าใบอื่น มันมีขนาดเล็กกว่า และมีลวดลายที่ละเอียดอ่อนกว่า
“ตะกร้าใบนี้… ดูแปลกๆ นะ” ปานชี้ “เหมือนคุณย่าจะเก็บอะไรบางอย่างไว้ข้างใน”
เขาค่อยๆ หยิบตะกร้าหวายใบนั้นออกมา เขย่าเบาๆ เสียงดังกรุ๊งกริ๊งเล็กน้อย
“มีอะไรอยู่ข้างในครับพี่ปาน” ต้องถาม
“ไม่รู้สิ…” ปานตอบ “แต่ดูเหมือนมันจะถูกปิดไว้อย่างดีนะ”
เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ แล้วค่อยๆ พลิกตะกร้าหาช่องเปิด ท่ามกลางความคาดหวังของต้อง เขาก็พบเข้ากับกลไกเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ลายสาน
“เจอแล้ว!” ปานอุทาน “มันเปิดได้!”
ปานค่อยๆ คลายกลไกนั้นออก แล้วเปิดฝาตะกร้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
6,257 ตัวอักษร