ตอนที่ 1 — แสงแดดรำไร สวนหลังบ้านที่คุ้นเคย
ปลายปากกาของรินดาเลื่อนไปตามหน้ากระดาษว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมาย นิ้วเรียวเคาะเปียโนที่ไม่มีอยู่จริงบนโต๊ะทำงานไม้สักตัวเก่าที่เธอเพิ่งขนย้ายมาจากบ้านพ่อแม่ เสียงแกร็กๆ ของฝนที่โปรยปรายลงมากระทบหลังคาบ้านทาวน์เฮาส์กลางเมืองกรุง ยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัดหนักขึ้นไปอีก กาแฟเย็นที่ชงไว้ตั้งแต่เช้าเหลือเพียงน้ำแข็งที่ละลายจนจืดชืด เธอยกแก้วขึ้นจิบอย่างเบื่อหน่าย สมองที่เคยแล่นฉิวราวกับสายน้ำ กลับแห้งผากราวกับทะเลทรายที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
“หมดไฟ” สองคำนี้ไม่ใช่แค่คำที่ใครๆ พูดกัน แต่มันคือสิ่งที่รินดากำลังเผชิญอย่างแท้จริง นักเขียนนิยายชื่อดังที่เคยสร้างยอดขายถล่มทลาย บัดนี้กลับไร้ซึ่งแรงบันดาลใจที่จะขยับนิ้วพิมพ์ตัวอักษรแม้แต่บรรทัดเดียว ตารางงานที่เคยแน่นขนัด ถูกยกเลิกไปทีละงานๆ สัญญาที่เคยมีถูกเจรจาขอเลื่อนออกไปก่อน ลูกค้าที่เคยรอคอยผลงาน กลับส่งอีเมลมาถามไถ่ด้วยความกังวล
“คุณรินดาคะ ไม่ทราบว่าความคืบหน้านิยายเรื่องใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ?”
“คุณรินดาคะ พอจะส่งโครงเรื่องมาให้พิจารณาได้หรือยังคะ?”
คำถามเหล่านั้นยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของเธอให้หนักหนาขึ้นไปอีก รินดากลอกตาขึ้นมองเพดานห้องที่เริ่มปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน สงสัยว่ามันจะกำลังสะท้อนสภาพจิตใจของเธอได้เป็นอย่างดี
“เอาไงดีวะเรา” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าเล็กน้อยจากการไม่ได้ใช้งานมาหลายวัน “ไปอยู่เฉยๆ ก็ดีเหมือนกันนะ”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราวกับแสงสว่างวาบเดียวท่ามกลางความมืดมิด เธอเคยคิดถึงบ้านสวนหลังเก่าของคุณปู่คุณย่าที่ต่างจังหวัดมาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้กลับไปเยือนนานๆ หลังทั้งสองท่านเสียชีวิตลง บ้านหลังนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ มีเพียงป้าที่แวะเวียนมาทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว
“ใช่เลย! กลับบ้านสวน” รินดาลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ เธอเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าชุดที่ดูสบายๆ ไม่ต้องประดิดประดอยอะไรมากนัก ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เก็บไว้มุมห้องออกมา และเริ่มเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็น
“โทรหาป้าก่อนดีกว่า” เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ร่างรายชื่อ ‘ป้าสมศรี’ ก่อนจะกดโทรออก
“ฮัลโหลจ้ะรินดา” เสียงทุ้มแหบของป้าดังมาตามสาย “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
“ป้าคะ รินดาอยากจะขอไปพักที่บ้านสวนสักพักค่ะ พอดีว่า… เอ่อ… รู้สึกเหนื่อยๆ น่ะค่ะ” เธอเลือกใช้คำพูดที่ฟังดูไม่น่ากังวลจนเกินไป
ป้าสมศรีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “อ้าวเหรอจ๊ะ ได้สิลูก มาเถอะ บ้านหลังนั้นก็มีแต่ฝุ่นฟุ้งอยู่เฉยๆ ไม่มีใครดูแลเต็มที่อยู่แล้ว มาอยู่ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้มีคนช่วยดูแลให้ป้าด้วย”
“ขอบคุณค่ะป้า แล้วหนูจะเข้าไปวันไหนดีคะ”
“วันมะรืนนี้แล้วกันนะ ป้าจะเข้าไปเตรียมบ้านรอ พรุ่งนี้ค่อยเก็บของให้เรียบร้อยนะลูก”
“ได้ค่ะป้า แล้วเจอกันนะคะ”
รินดาวางสายโทรศัพท์ลง รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก การตัดสินใจครั้งนี้เหมือนเป็นการปลดปล่อยพันธนาการที่รัดรึงเธอไว้มานาน เธอไม่สนว่าการจากไปอย่างกะทันหันนี้จะส่งผลกระทบต่องานของเธออย่างไรบ้าง สิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้คือการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองกรุง และกลับไปหาอ้อมกอดที่อบอุ่นของธรรมชาติ
วันรุ่งขึ้น รินดาจัดการเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นลงกระเป๋า เธอไม่คิดจะนำอุปกรณ์ทำงานอะไรไปเลย นอกจากสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ กับปากกาคู่ใจเล่มหนึ่ง เธอต้องการพักสมองจริงๆ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนบรรยากาศ
“ถึงเวลาแล้วสินะ” เธอมองไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางรออยู่ที่ประตู
เช้าวันมะรืน รินดาโบกรถแท็กซี่ไปยังสถานีขนส่ง เธอเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางธรรมดา ไม่ใช่รถวีไอพีหรือรถทัวร์หรูหราอะไร เธออยากสัมผัสบรรยากาศของการเดินทางแบบที่เคยทำสมัยยังเป็นนักศึกษา
เมื่อรถโดยสารเคลื่อนตัวออกจากสถานี รินดาก็เอนหลังพิงเบาะ มองภาพทิวทัศน์สองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นบ้านเรือนธรรมดา และสุดท้ายก็กลายเป็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา เสียงเพลงเบาๆ จากเครื่องเล่นในรถบัส กลบเสียงกระซิบของลมที่พัดผ่านหน้าต่างที่แง้มไว้เล็กน้อย
“คงจะอีกไม่นานสินะ” เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับจะซึมซับกลิ่นอายของชนบทเข้าสู่ปอด
เมื่อรถบัสจอดเทียบท่าที่สถานีขนส่งอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง อากาศที่เย็นสบายกว่าในเมืองกรุงโชยมาปะทะใบหน้า รินดาก้าวลงจากรถ มองซ้ายมองขวา ก่อนจะตรงไปยังวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
“พี่คะ ไปบ้านสวนของคุณลุงสมชาย ตรงตำบลบ้านแก่นค่ะ” เธอเอ่ยชื่อบ้านของคุณปู่คุณย่าที่คุ้นเคย
“อ๋อ รู้จักๆ ไปครับคุณผู้หญิง” คุณลุงคนขับมอเตอร์ไซค์ตอบรับทันที
รถมอเตอร์ไซค์เคลื่อนตัวออกจากตัวอำเภอ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่รินดารู้สึกผูกพันมาตั้งแต่เด็ก ถนนหนทางเริ่มแคบลงสองข้างทางเป็นบ้านเรือนไม้เก่าๆ สลับกับร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ กลิ่นอายของความสงบและความเรียบง่ายที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ ทำให้หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะที่ผ่อนคลาย
เมื่อมาถึงหน้าบ้านสวนหลังใหญ่ ประตูรั้วเหล็กสีเขียวที่ดูคุ้นตาถูกแง้มไว้ รินดาลงจากมอเตอร์ไซค์ ยื่นเงินค่าโดยสารให้คุณลุง แล้วเดินตรงเข้าไปในบ้าน
“ป้าสมศรีคะ” เธอเอ่ยเรียกเสียงดัง
“มาแล้วเหรอจ๊ะรินดา เข้ามาก่อนเลย” เสียงของป้าดังมาจากในครัว
รินดาเดินเข้าไปในบ้าน กลิ่นอายของสมุนไพรแห้งๆ และดินชื้นๆ ลอยมาแตะจมูก ภาพของบ้านสวนหลังเก่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากความทรงจำของเธอเลยแม้แต่น้อย โต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่เคยเป็นที่รวมญาติในวันสงกรานต์และวันปีใหม่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องรับแขก ฝาบ้านที่ฉาบปูนสีขาวนวล ตอนนี้มีรอยด่างดำของกาลเวลาประปราย แต่กลับดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“เป็นไงบ้างจ๊ะ” ป้าสมศรีก้าวออกมาจากครัว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เหนื่อยไหม”
“ไม่เหนื่อยค่ะป้า แค่เดินทางมา” รินดาตอบพลางก้มลงกราบที่ตักป้า “หนูคิดถึงป้าที่สุดเลย”
“โอ๊ย คิดถึงเหมือนกันจ้ะ มาๆ ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนนะ ป้าทำข้าวไว้ให้แล้ว”
รินดาเดินขึ้นบันไดไม้ไปตามเสียงเรียกของป้า สมศรี เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ราวกับว่าร่างกายที่เคยแห้งแล้ง กำลังจะได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง
4,871 ตัวอักษร