ในวันที่ท้องฟ้าเป็นสีคราม...เราสองคน

ตอนที่ 4 / 30

ตอนที่ 4 — เสียงเพรียกจากอดีตที่คุ้นเคย

แสงสุดท้ายของวันกำลังเลือนหายไปจากท้องฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินผืนแผ่นดิน อรุณและปัณณ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมบนเนินดินเตี้ยๆ ริมทุ่งนา ความเงียบที่เคยอบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยความอึดอัดเล็กน้อย การสนทนาอันลึกซึ้งเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของอรุณ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองเห็นบางอย่างที่เคยปิดบังซ่อนเร้นมานาน "ผมว่า...คุณอรุณมีเรื่องราวที่ดีมากอยู่ในตัวนะครับ" ปัณณ์กล่าวต่อ "เรื่องราวของความฝัน ความมุ่งมั่น และการเดินทางของหัวใจ" เขาหันมามองอรุณ ดวงตาของเขาฉายแววเห็นอกเห็นใจ "บางที...การที่เราพยายามจะหลีกหนีจากบางสิ่ง บางอย่างในอดีต มันอาจจะทำให้เราปิดกั้นตัวเอง จากการมองเห็นสิ่งดีๆ ที่อยู่ตรงหน้าก็ได้นะครับ" อรุณเม้มปากแน่น คำพูดของปัณณ์เหมือนมีมนตร์สะกด มันกระทบใจเธออย่างแรง เธอไม่เคยคิดว่าจะมีใครสักคนมองเห็นเธอได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ "คุณปัณณ์...คิดว่าทำไมหนูถึง...รู้สึกติดขัดนักคะ" เธอถาม เสียงสั่นเล็กน้อย ปัณณ์ถอนหายใจเบาๆ "ผมไม่รู้เบื้องลึกของคุณอรุณหรอกนะครับ" เขาตอบตามตรง "แต่จากที่ผมสังเกต...คุณอรุณดูเหมือนจะพยายามแบกรับอะไรบางอย่างไว้มากเกินไป" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย "เหมือนพยายามจะพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา" "พิสูจน์...พิสูจน์กับใครคะ" อรุณถามอย่างไม่เข้าใจ "กับตัวเอง...กับโลก...หรือกับใครสักคนในอดีตก็ได้" ปัณณ์ตอบ "บางที...เราก็ต้องยอมรับว่าเราก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความฝัน ความกลัว และข้อผิดพลาด" เขาหยิบกล้องขึ้นมาวางบนตัก "การเป็นนักเขียน ไม่ได้หมายความว่าทุกคำที่เขียนจะต้องสมบูรณ์แบบทุกประการ มันคือการสื่อสาร ความรู้สึก และประสบการณ์" อรุณนิ่งเงียบ เธอพยายามประมวลคำพูดของปัณณ์ ราวกับมันเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ประตูบานหนึ่งที่ปิดตายมานาน เธอจำได้ถึงวันที่แม่ของเธอเสียชีวิต ก้อนความรู้สึกผิดและความเสียใจถาโถมเข้ามา จนเธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะเขียนเรื่องราวดีๆ ได้อีกต่อไป เธอหยุดเขียนไปพักใหญ่ จนกระทั่งความฝันในการเป็นนักเขียนมันค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความกลัวและความไม่มั่นใจ "หนู...เคยคิดว่าตัวเองไม่ดีพอค่ะ" อรุณสารภาพ "หลังจากที่แม่เสียไป...หนูรู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลวไปเสียทุกอย่าง" น้ำตาเริ่มคลอเบ้า "หนูพยายามจะเขียนเรื่องราวที่ดีที่สุด เพื่อจะบอกว่าหนูเข้มแข็ง แต่...มันกลับกลายเป็นว่า หนูไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้เลย" ปัณณ์มองอรุณด้วยความเห็นใจ เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี การสูญเสียคนที่รักมันเป็นบาดแผลที่ลึกซึ้ง "การยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง...เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดนะครับ" เขาว่า "มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมรู้ดี" "แล้ว...ถ้าหนูรับไม่ได้ล่ะคะ" อรุณถาม น้ำเสียงเจือด้วยความหวัง "มันก็ต้องใช้เวลาครับ" ปัณณ์ตอบ "ไม่มีใครสามารถผ่านพ้นมันไปได้ในวันเดียว" เขาชี้ไปยังท้องฟ้าที่มืดสนิท "เหมือนกับคืนนี้...มันมืดมิด แต่เราก็รู้ว่าพรุ่งนี้เช้า ดวงอาทิตย์ก็จะกลับมาส่องแสงอีกครั้ง" บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นลง อรุณรู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเย็นของอากาศ แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจ "คุณปัณณ์...ขอบคุณนะคะ" เธอเอ่ย "ขอบคุณจริงๆ" "ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ" ปัณณ์ยิ้ม "ผมแค่พูดในสิ่งที่ผมเห็น" เขาหันไปมองทางเข้าหมู่บ้าน "น่าจะมืดมากแล้ว เรากลับกันเถอะครับ เดี๋ยวคุณป้าจะเป็นห่วง" ทั้งสองลุกขึ้นยืน อรุณยังคงนิ่งคิดถึงคำพูดของปัณณ์ตลอดทาง เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ถูกปลดล็อกออกไปในใจ การได้พูดคุยกับเขา การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม มันช่วยให้เธอได้มองเห็นตัวเองในมุมที่แตกต่างออกไป ขณะที่เดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ริมทางเดิน อรุณก็ชะงักเท้า เธอเหลือบไปเห็นร่างของหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่แคร่ไม้หน้าบ้าน ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มที่คุ้นเคย "นั่น...คุณยายของหนูเองค่ะ" อรุณบอกปัณณ์ เสียงตื่นเต้นเล็กน้อย "หนูไม่ได้กลับมานานเลยค่ะ" ปัณณ์พยักหน้า "เราเข้าไปทักทายท่านหน่อยไหมครับ" อรุณพยักหน้าเห็นด้วย เธอเดินนำปัณณ์เข้าไปหาหญิงชราด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป ทั้งดีใจที่ได้เจอ ยิ้มได้ และแอบกังวลว่าคุณยายจะสังเกตเห็นอะไรในตัวเธอหรือไม่ "สวัสดีค่ะคุณยาย" อรุณเอ่ยเสียงหวาน หญิงชรายกมือขึ้นปัดผมที่ปรกหน้าออก ดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า ค่อยๆ ปรับโฟกัสมาที่อรุณ ก่อนจะเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "อรุณ! หลานรัก! มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย" คุณยายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พยายามจะเดินเข้ามากอดหลานสาว แต่ด้วยความชราทำให้เดินได้ไม่ถนัดนัก "หนูเพิ่งมาค่ะคุณยาย" อรุณรีบเข้าไปประคองคุณยาย "หนูคิดถึงคุณยายที่สุดเลย" "โอ้โห...โตเป็นสาวแล้วนะเนี่ย" คุณยายลูบหน้าอรุณอย่างเอ็นดู "ไปอยู่ที่ไหนมา ไม่ยอมมาหาเลย" "หนู...มีเรื่องวุ่นวายอยู่นิดหน่อยค่ะคุณยาย" อรุณตอบเลี่ยงๆ "แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ดีขึ้นแล้วค่ะ" "ดีขึ้นแล้วก็ดีแล้ว" คุณยายยิ้มกว้าง "มานี่ๆ นั่งก่อน" ท่านพาอรุณไปนั่งที่แคร่ไม้ ก่อนจะหันไปมองปัณณ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง "แล้วนี่ใครจ๊ะ หลานรัก" คุณยายถาม "นี่คุณปัณณ์ค่ะคุณยาย" อรุณแนะนำ "เพื่อนหนูค่ะ" "สวัสดีครับคุณป้า" ปัณณ์ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ "สวัสดีจ้ะ" คุณยายมองปัณณ์ด้วยสายตาประเมิน แต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู "หน้าตาดีนะเนี่ย มาเที่ยวบ้านอรุณหรือจ๊ะ" "ผมมาถ่ายรูปครับคุณป้า" ปัณณ์ตอบ "พอดีเจอคุณอรุณระหว่างทาง เลยชวนกันเดินเล่น" "ถ่ายรูปเหรอ" คุณยายตาเป็นประกาย "ดีเลยๆ ถ่ายรูปบ้านหลังเก่าของยายไปด้วยนะ" อรุณมองคุณยายด้วยความรัก เธอรู้ว่าคุณยายอยากจะพูดคุยกับเธอ อยากจะรู้เรื่องราวต่างๆ แต่ก็พยายามแสดงออกอย่างอดทน "คุณยายคะ...อรุณมีอะไรจะบอกค่ะ" อรุณสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "หนู...หนูตัดสินใจแล้วค่ะ" คุณยายมองหน้าหลานสาวด้วยความสงสัย "ตัดสินใจเรื่องอะไรจ๊ะ" "หนู...จะกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้งค่ะ" อรุณตอบเสียงหนักแน่น "หนูจะลองเริ่มต้นใหม่ค่ะ" คุณยายมองหน้าอรุณนิ่ง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ดีแล้วจ้ะหลานรัก" ท่านว่า "ยายรู้ว่าหลานทำได้" อรุณรู้สึกเหมือนมีก้อนหินที่ทับถมอยู่ในใจมานาน ค่อยๆ ถูกยกออกไป เธอหันไปมองปัณณ์ที่ยืนยิ้มให้อยู่ไม่ไกล แววตาของเขาส่งกำลังใจมาให้เธออย่างท่วมท้น ในค่ำคืนที่มืดมิดนี้ อรุณรู้สึกได้ว่า แสงสว่างเล็กๆ ได้เริ่มสาดส่องเข้ามาในใจของเธออีกครั้ง

5,057 ตัวอักษร