ตอนที่ 1 — ลมพายุแห่งอดีตพัดพา
เสียงกรีดร้องของสายลมแปรปรวนดังเสียดแก้วหู ร่างกายของ “รสา” ถูกกระชากลากไปอย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับเศษใบไม้ในพายุหมุน ดวงตาเบิกกว้างมองเห็นภาพรอบตัวพร่าเลือนเป็นสีขาวโพลน สลับกับภาพสีดำมืดมิดที่วนเวียนเข้ามาเป็นระยะๆ ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งแทรกซึมเข้าทุกอณูของร่างกาย ขณะที่สมองยังประมวลผลไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น สัญชาตญาณบอกให้เธอต่อสู้ ดิ้นรน แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับไร้ผล ราวกับกำลังถูกดูดลงไปในความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง
“ไม่จริงน่า! นี่มันอะไรกัน!” เสียงของเธอขาดหายไปกับเสียงลมอันบ้าคลั่ง เธอพยายามตะโกนร้องอีกครั้ง แต่เสียงที่ออกมากลับแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มันเป็นความรู้สึกสิ้นหวังที่กัดกินหัวใจอย่างช้าๆ ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปคือการยืนอยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กำลังจะเข้าไปชมโบราณวัตถุสมัยอยุธยาที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต “รูปจำลองพระมาลาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” นั่นคือหัวข้อวิจัยที่เธอทุ่มเทมานานหลายปี แสงสีทองอร่ามที่สะท้อนจากกระจกตู้จัดแสดง จู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง จนทำให้เธอต้องยกมือขึ้นบังตา ภาพนั้นยังคงติดตาเธออยู่ไม่จางหาย
จากนั้น… ทุกอย่างก็ดับมืดลง
ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงยังคงหลอกหลอนเธออย่างต่อเนื่อง แต่แล้ว… ความเย็นยะเยือกก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความอุ่นสบายของแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างแผ่วเบา เสียงลมที่เคยหวีดหวิวเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงคลื่นซัดสาดชายฝั่งแผ่วๆ และเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วที่คุ้นหู ภาพรอบตัวเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น แสงสีเขียวขจีของต้นไม้ใหญ่ที่ทอดเงายาวลงบนผืนทรายขาวละเอียด รวงผึ้งสีเขียวของแมกไม้ที่พลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอก และ… ท้องทะเลสีฟ้าครามที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
“ที่นี่… ที่ไหน?” รสาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบแห้งผิดปกติ เธอพยายามลุกขึ้นนั่ง สัมผัสกับผืนทรายที่นุ่มละเอียดใต้ฝ่ามือ “ฉัน… ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามาจนแทบจุก เธอจำได้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ชายหาดส่วนตัวที่ไหนกัน “หรือว่า… ฉันฝันไป?” เธอหยิกแขนตัวเองเบาๆ ความเจ็บปวดที่แล่นปราดเข้ามาบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
“ไม่! ไม่น่าจะใช่!” เธอสำรวจตัวเอง ชุดที่เธอสวมใส่เป็นชุดเดรสสีขาวเรียบๆ ที่เคยใส่ไปมหาวิทยาลัยเมื่อวานนี้ ยังคงเหมือนเดิม แต่… ความรู้สึกของสภาพแวดล้อมรอบตัวมันไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด กลิ่นอายของทะเล กลิ่นไอของพืชพรรณ และแสงแดด มันให้ความรู้สึกที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะเป็นในเมืองกรุง
เธอค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ร่างกายยังคงอ่อนปวกเปียกเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน เธอเดินโซซัดโซเซไปตามชายหาด มองไปรอบๆ อย่างพิจารณา พยายามหาร่องรอยบางอย่างที่จะบอกเธอได้ว่าเธออยู่ที่ไหน หรือมีใครอยู่ที่นี่บ้าง แต่มีเพียงผืนทรายว่างเปล่ากับต้นไม้ที่ทอดตัวยาวไปตามแนวชายฝั่ง
“ใครก็ได้! ได้โปรดช่วยด้วย!” เธอตะโกนร้องออกไปสุดเสียง แต่เสียงของเธอก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงคลื่นและเสียงลมอีกครั้ง
ขณะที่ความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มันเป็น… เรือ?
เรือลำใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งประมาณหนึ่งร้อยเมตร เป็นเรือสำเภาโบราณที่มีใบเรือสีขาวสะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม เธอกระพริบตาปริบๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เห็น “เรือสำเภา… หรือว่านี่คือ… อยุธยา?”
ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ความหลงใหลในประวัติศาสตร์อยุธยาที่เธอสั่งสมมานานหลายปี ความรู้เรื่องเรือสำเภาที่เป็นพาหนะสำคัญในการค้าขายและเดินทางในสมัยนั้น มันผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ไม่… ไม่จริงน่า!”
เธอวิ่งลงไปที่ริมน้ำ สาดน้ำทะเลเย็นเฉียบเข้าใบหน้า พยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับคืนมา “ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ! นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
แต่ภาพเรือสำเภาลำนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับกำลังเย้ยหยันความเชื่อของเธอ นอกจากนี้… เธอยังสังเกตเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินอยู่บนเรือ แต่ละคนสวมใส่เครื่องแต่งกายที่เธอคุ้นเคยจากภาพวาดและรูปจำลองในพิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้าสีสันสดใส ผ้าโพกศีรษะ และอาวุธที่คาดอยู่ที่เอว… มันคือชุดสมัยอยุธยาอย่างไม่ต้องสงสัย
“พระเจ้า… นี่มัน… หรือฉันจะ… ย้อนเวลา?”
คำถามนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเธอ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มด้วยความตกใจและความไม่เชื่อ “ฉันเป็นนักประวัติศาสตร์ ฉันศึกษาเรื่องนี้มาตลอดชีวิต แต่การที่จะมาอยู่ที่นี่จริงๆ… มันเป็นไปไม่ได้! มันเป็นแค่เรื่องในนิยาย!”
เธอทรุดตัวลงนั่งบนผืนทรายอีกครั้ง หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ภาพของพิพิธภัณฑ์ แสงสีทองของพระมาลา รูปจำลองสมเด็จพระนเรศวรมหาราช… ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดใจ “แสงสีทองนั่น… มันคือประตูมิติงั้นเหรอ? เป็นไปได้ยังไง?”
เธอเงยหน้ามองเรือสำเภาอีกลำ สังเกตเห็นธงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา มันเป็นรูปสิงห์สีทองบนพื้นสีแดง ธงประจำแผ่นดินอยุธยา!
“นี่มัน… เกินกว่าจะจินตนาการ!” รสาอุทานออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา สมองของเธอเต็มไปด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมา ผสมปนเปกับความตกใจจนแทบจะสติแตก “ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง… และกำลังจะถึงจุดจบ… อยุธยา… ปีไหนกันแน่?”
เธอพยายามรวบรวมสติเท่าที่มี “ถ้าฉันมาอยู่ที่นี่จริงๆ… ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และจะกลับไปยังไง?” คำถามมากมายถาโถมเข้ามา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ ที่เธอจะหาได้ในเวลานี้
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นสิ่งของบางอย่างที่กองอยู่ไม่ไกลนัก เป็นกระเป๋าเป้สะพายหลังใบโปรดของเธอ! มันดูเหมือนจะลอยมาติดหาดก่อนหน้านี้ “ไม่นะ… กระเป๋าของฉัน!” เธอรีบวิ่งเข้าไปคว้ามันมาทันที หัวใจเต้นแรงด้วยความหวังเล็กๆ “ขอให้มีอะไรที่มีประโยชน์อยู่ข้างในเถอะ!”
เธอเปิดซิปกระเป๋าอย่างรวดเร็ว สิ่งแรกที่เธอหยิบออกมาคือโทรศัพท์มือถือของเธอ หน้าจอแตกละเอียด ไม่สามารถใช้งานได้ “แย่แล้ว… ไม่มีสัญญาณ… แน่นอน…” เธอยิ้มแห้งๆ ให้กับตัวเอง
แต่แล้ว… สิ่งที่เธอพบในกระเป๋าทำให้เธอแทบจะหยุดหายใจ มันคือสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เธอใช้จดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยของเธอ และ… หนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาเล่มหนาที่เธอพกติดตัวไปไหนมาไหนเสมอ!
“โชคดี… หรือว่านี่คือโชคชะตา?” เธอหยิบหนังสือขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มือสั่นเทา “ถ้าฉันต้องอยู่ที่นี่จริงๆ… ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด และ… บางที… ฉันอาจจะรู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้”
เธอเงยหน้ามองเรือสำเภาอีกลำที่ค่อยๆ แล่นเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ “ฉันต้องตัดสินใจแล้ว… จะอยู่ที่นี่ต่อไป หรือจะลองหาทางกลับ? แต่จะกลับได้อย่างไร? และถ้าฉันอยู่ที่นี่… ฉันจะทำอะไรได้บ้าง?”
ความรู้สึกของการเป็นคนแปลกหน้าท่ามกลางยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย กัดกินหัวใจเธออย่างช้าๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความตื่นเต้นและความกระหายใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ที่เธอเคยมี ก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง “อยุธยา… ดินแดนที่ฉันฝันถึง… ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าฉันจริงๆ แล้ว… ฉันจะทำอย่างไรต่อไป?”
เธอตัดสินใจลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มั่นคงกว่าเดิม “ฉันจะไม่ยอมให้โชคชะตาเล่นตลกกับฉันง่ายๆ หรอก!” เธอสูดหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติและความกล้าหาญทั้งหมดที่มี “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… ฉันจะต้องผ่านมันไปให้ได้!”
5,844 ตัวอักษร