บุปผาอัคคี ณ เลือดสุริย์วงษ์

ตอนที่ 3 / 40

ตอนที่ 3 — เสียงเพลงทอดทิ้งที่ริมคลอง

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพักของรสา กระทบกับโคมไฟเก่าแก่ที่ยังคงส่งแสงเรืองรองอยู่ เธอตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการนอนบนเสื่อแข็งๆ แต่ในขณะเดียวกัน สมองของเธอก็เต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของเธอ “อย่างน้อย… ฉันก็ยังปลอดภัย” เธอพูดกับตัวเองขณะลุกขึ้นยืน “และดูเหมือนว่า… ขุนศึกจะไม่ได้มีเจตนาร้ายกับฉันในตอนนี้” เธอเปิดประตูห้องพักออกไป พบกับทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวไปตามลำเรือ มีทหารเดินสวนไปมาบ้างเป็นครั้งคราว เธอเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณดาดฟ้าเรือ ที่ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน “ท่านหญิง!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น รสาหันไปมอง เห็นขุนศึกยืนรอเธออยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายกว่าเมื่อวานเล็กน้อย “ข้ากำลังรอท่านอยู่” “รอข้า?” รสาเลิกคิ้ว “มีอะไรรึ?” “ข้าจะพาเจ้าไปยังเมือง” ขุนศึกกล่าว “เพื่อพบกับ “พระยา” ของข้า” “แล้ว… เขาจะเชื่อเรื่องของดิฉันหรือ?” รสาถามด้วยความกังวล “นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเล่าเรื่องได้น่าเชื่อถือเพียงใด” ขุนศึกตอบ “แต่ข้าจะแนะนำเจ้าให้เขาทราบก่อน ว่าเจ้าเป็นแขกของข้า” “ขอบคุณค่ะ” รสาตอบอย่างนอบน้อม “ดิฉันจะพยายามให้ดีที่สุด” เรือเล็กที่ใช้ในการเดินทางมายังฝั่งถูกเตรียมพร้อมสำหรับพวกเขา รสาขึ้นไปนั่งในเรืออย่างระมัดระวัง โดยมีขุนศึกนั่งเคียงข้างเธอ “นี่คือ… กรุงศรีอยุธยา” ขุนศึกเอ่ยขึ้น ขณะที่เรือเล็กเริ่มพายออกไป “เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรของเรา” รสาเงยหน้าขึ้นมอง ภาพเมืองที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ บ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายริมสองฝั่งคลอง เรือน้อยใหญ่ที่ลอยลำไปมาตามกระแสน้ำ ผู้คนที่มีชีวิตชีวา… มันคือภาพที่เธอเคยเห็นแต่ในรูปภาพและคำบรรยายในหนังสือ “สวยงาม… เกินกว่าที่ฉันจะจินตนาการได้” เธอพึมพำ “นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น” ขุนศึกกล่าว “ใจกลางเมืองนั้น… ยิ่งใหญ่อลังการกว่านี้มากนัก” เรือเล็กค่อยๆ แล่นเข้าไปยังคลองที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ รสาเห็นวัดวาอารามที่มีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน เสียงระฆังดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้เธอรู้สึกถึงความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ “ท่านบอกว่า… จะพาข้าไปพบพระยา?” รสาถาม “ใช่” ขุนศึกตอบ “พระยา “วิเศษชัยชาญ” เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความรอบรู้ และท่านมีอำนาจในการตัดสินใจหลายเรื่อง” “ท่านมีความหวังว่า… พระยาวิเศษชัยชาญจะเชื่อเรื่องของดิฉัน?” รสาถาม “ข้าไม่แน่ใจ” ขุนศึกตอบตรงๆ “แต่ข้าเชื่อว่า… เจ้ามีเรื่องบางอย่างที่น่าสนใจ” เรือเทียบท่าที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง รสาและขุนศึกก้าวลงจากเรือ ท่ามกลางสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมาด้วยความสงสัย “เราจะเดินทางต่อโดยการเดิน” ขุนศึกกล่าว “มันไม่ไกลจากที่นี่นัก” ขณะที่เดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยอิฐ รสาพยายามสังเกตทุกรายละเอียดรอบตัว ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าที่หลากหลาย บางคนแต่งกายด้วยผ้าไหมสีสันสดใส บางคนสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา แต่ทุกคนดูมีความสุขและภาคภูมิใจในบ้านเมืองของตน “ที่นี่… มีความสงบสุขมาก” รสาเอ่ยขึ้น “ในช่วงเวลานี้… ใช่” ขุนศึกตอบ “แต่… ความสงบสุขนั้น… อาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก” คำพูดของเขาทำให้รสารู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง “ท่านหมายถึง… สงคราม?” “พม่า… กำลังเตรียมการใหญ่” ขุนศึกกล่าวเสียงเข้ม “ข้าไม่แน่ใจว่า… เราจะสามารถต้านทานพวกเขาได้นานเพียงใด” “แต่… สมเด็จพระนเรศวร…” รสาเริ่มจะเอ่ย แต่ก็ชะงักไป “พระองค์ทรงแข็งแกร่งมาก” “พระองค์ทรงแข็งแกร่ง… แต่… บางครั้ง… ชะตากรรมก็เล่นตลกกับเรา” ขุนศึกถอนหายใจ “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่… แม้แต่กษัตริย์… ก็ไม่สามารถควบคุมได้” คำพูดของเขาทำให้รสารู้สึกถึงความไม่แน่นอนของอนาคต “แล้ว… พระมาลาแห่งชัยชนะล่ะคะ?” เธอถามขึ้น “ท่านทราบข่าวคราวเพิ่มเติมหรือไม่?” “ข้าได้ยินมาว่า… มันถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี” ขุนศึกตอบ “แต่… มีบางคน… กำลังพยายามที่จะ… ครอบครองมัน” “ครอบครอง?” รสาทวนคำ “เพื่ออะไร?” “ข้าไม่ทราบเจตนาที่แน่ชัด” ขุนศึกกล่าว “แต่… บางที… มันอาจจะมีความสำคัญบางอย่าง… ที่มากกว่าแค่การแสดงถึงสันติภาพ” พวกเขาเดินมาถึงบริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่หลายนาย “เรามาถึงแล้ว” ขุนศึกกล่าว “ที่นี่คือบ้านของพระยาวิเศษชัยชาญ” รสาใจเต้นแรง เธอไม่แน่ใจว่าการพบปะครั้งนี้จะนำพาเธอไปสู่สิ่งใด แต่เธอรู้ว่า… เธอจะต้องใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุด “เชิญ” ขุนศึกกล่าว เชื้อเชิญให้เธอเดินนำเข้าไป เมื่อก้าวเข้าไปในตัวบ้าน รสาพบกับความหรูหราโอ่อ่าตามแบบฉบับของชนชั้นสูงสมัยอยุธยา เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักงดงาม ผ้าไหมปักลายประณีต และภาพวาดต่างๆ ที่ประดับอยู่ตามผนัง “ยินดีต้อนรับ” เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไปด้วยความมีอำนาจดังขึ้น ชายสูงวัย รูปร่างสันทัด ใบหน้าเปี่ยมด้วยสติปัญญา และแววตาที่เฉลียวฉลาด ปรากฏตัวออกมาจากภายในห้อง “ข้าคือวิเศษชัยชาญ” “ดิฉัน… รสาค่ะ” รสาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบคุณที่ให้เกียรติรับดิฉันเข้าพบ” “ขุนศึกได้เล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังแล้ว” พระยาวิเศษชัยชาญกล่าว “หญิงสาวจากดินแดนอันไกลโพ้น… ที่เรือล่ม… และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ” “ดิฉัน… เป็นนักประวัติศาสตร์ค่ะ” รสาเอ่ย “และดิฉัน… มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์… ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่าน” “ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์?” พระยาวิเศษชัยชาญเลิกคิ้ว “เจ้าหมายถึง… ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเรา หรือ… ประวัติศาสตร์จากที่อื่น?” “ประวัติศาสตร์… ของแผ่นดินเรา… ในอนาคตค่ะ” รสาตอบอย่างกล้าหาญ “ดิฉัน… รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… และ… มีบางสิ่ง… ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตได้” สายตาของพระยาวิเศษชัยชาญทอประกายวาววับ “เจ้ากล้ากล่าวอ้างเช่นนั้นหรือ? เป็นเรื่องที่อันตรายนักนะ… การพูดถึงอนาคต” “ดิฉันทราบค่ะ” รสาตอบ “แต่… ดิฉันเชื่อว่า… มีบางสิ่ง… ที่เราสามารถทำได้… เพื่อป้องกัน… ความสูญเสียครั้งใหญ่…” รสาเริ่มเล่าเรื่องราวที่เธอทราบเกี่ยวกับสงครามที่จะเกิดขึ้น การเสียกรุง และความสูญเสียต่างๆ ที่จะตามมา เธอเล่าถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของอาณาจักร และที่สำคัญ… เธอเล่าถึง “พระมาลาแห่งชัยชนะ” ที่มีมากกว่าแค่ความหมายแห่งสันติภาพ พระยาวิเศษชัยชาญรับฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ “เรื่องที่เจ้ากล่าวอ้าง… ช่างน่าเหลือเชื่อ… แต่มันก็… สอดคล้องกับบางสิ่ง… ที่ข้าเคยได้ยินมา” “ดิฉัน… หวังว่า… ท่านจะเชื่อดิฉัน” รสาเอ่ยอย่างมีความหวัง “ความเชื่อ… เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา” พระยาวิเศษชัยชาญกล่าว “แต่… ข้าจะลองพิจารณาเรื่องที่เจ้ากล่าวอ้าง” “ขอบคุณค่ะ” รสาตอบ “ดิฉันยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” เมื่อการสนทนาจบลง รสาก็รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เธอได้บอกเล่าความจริงที่เธอรู้แล้ว และตอนนี้… เธอต้องรอคอยผลลัพธ์ “อย่างน้อย… ฉันก็ได้ลองทำอะไรสักอย่างแล้ว” เธอคิดในใจ ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกจากบ้านของพระยาวิเศษชัยชาญ ขุนศึกก็คว้าแขนเธอไว้เบาๆ “เจ้าทำได้ดีมาก” เขาเอ่ยชม “ข้าไม่เคยคิดว่า… หญิงสาวจากแดนไกล… จะมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้” รสาหันไปมองเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ “ขอบคุณค่ะ… ท่านขุนศึก” “แต่… จำไว้” ขุนศึกกล่าวเสียงเข้ม “การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์… มันเป็นเรื่องที่อันตรายนัก… เจ้าอาจจะต้องเผชิญหน้ากับ… สิ่งที่ไม่คาดฝัน” “ดิฉันเข้าใจค่ะ” รสาตอบ “แต่… ดิฉันจะไม่ยอมแพ้” การเดินทางของเธอในกรุงศรีอยุธยา… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

5,827 ตัวอักษร