ตอนที่ 12 — บทเพลงแห่งความหวัง จุดประกายใจ
วันเวลาในตำหนักของท่านเจ้าพระยาอภัยวุฒิผ่านไปอย่างรวดเร็ว พสุธาได้อุทิศตนให้กับการฝึกฝนศิลปะ และดนตรีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาตื่นแต่เช้าตรู่ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทรงดนตรี เรียนรู้เทคนิคการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ จากท่านเจ้าพระยา และขุนอินทร์
"เจ้ามีพรสวรรค์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างน่าทึ่ง พสุธา" ท่านเจ้าพระยาอภัยวุฒิกล่าวในวันหนึ่ง ขณะที่พสุธากำลังฝึกสีซอสามสายอยู่ "การบรรเลงของเจ้าเริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้นแล้ว"
"ข้าพยายามอย่างเต็มที่ขอรับท่านเจ้าพระยา" พสุธาตอบ "ข้าอยากจะทำให้ท่านพอใจ"
"ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น" ท่านเจ้าพระยาตรัส "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่เจ้าได้ค้นพบความสุข และความหมายในการสร้างสรรค์ศิลปะ"
พสุธาพยักหน้า เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมท่านเจ้าพระยาถึงได้ทุ่มเทให้กับศิลปะมากถึงเพียงนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิง แต่มันคือหนทางในการแสดงออกถึงอารมณ์ ความคิด และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน
"ในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่" ท่านเจ้าพระยาตรัส "เป็นงานฉลองที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะทูตจากต่างแดน"
"งานฉลองหรือขอรับ" พสุธาถามด้วยความสนใจ
"ใช่แล้ว" ท่านเจ้าพระยาตอบ "และข้าต้องการให้เจ้าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในครั้งนั้น"
พสุธาเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ข้าหรือขอรับท่านเจ้าพระยา"
"แน่นอน" ท่านเจ้าพระยาตรัส "ข้าอยากจะให้เจ้าแสดงบทเพลงที่เจ้าประพันธ์ขึ้นเอง ให้แขกเหรื่อชาวต่างชาติได้ประจักษ์ถึงความงดงามของดนตรีไทย"
"แต่... ข้าจะทำได้หรือไม่ขอรับ" พสุธาถามอย่างไม่มั่นใจ "ข้าไม่เคยมีประสบการณ์แสดงในงานใหญ่ขนาดนั้นมาก่อน"
"เจ้าทำได้แน่" ท่านเจ้าพระยาตรัสให้กำลังใจ "เจ้าได้ฝึกฝนมามากพอแล้ว และข้าเชื่อมั่นในฝีมือของเจ้า"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุดขอรับ" พสุธาตอบ
หลังจากนั้น พสุธาก็เริ่มฝึกซ้อมบทเพลงที่จะใช้แสดงในงานเฉลิมฉลอง เขาเลือกบทเพลงที่เขาประพันธ์ขึ้นเอง ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามของธรรมชาติ และความสงบสุขของชีวิตในชนบท
"บทเพลงนี้ ชื่อว่า 'เริงระบำแห่งพงไพร' ขอรับท่านเจ้าพระยา" พสุธาอธิบาย "ข้าอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกของการได้สัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ให้กับทุกท่านได้รับฟัง"
"ชื่อเพลงก็ไพเราะแล้ว" ท่านเจ้าพระยาตรัส "ข้าตั้งตารอคอยที่จะได้ฟัง"
ตลอดหลายสัปดาห์ต่อมา พสุธาได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกซ้อม เขาบรรเลงเพลง 'เริงระบำแห่งพงไพร' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนท่วงทำนองและความรู้สึกของบทเพลงนั้น ซึมซาบเข้าไปในตัวเขา
"เจ้ารู้ไหม พสุธา" ครูบุญกล่าวในวันหนึ่ง ขณะที่พสุธากำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ "การที่เจ้าได้แสดงความสามารถในงานเลี้ยงของท่านเจ้าพระยาครั้งนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่การแสดงเท่านั้น แต่มันคือการนำพา 'เสียง' ของเจ้า ไปสู่ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง"
"เสียงของข้า... หมายถึงอะไรหรือขอรับท่านครู" พสุธาถาม
"หมายถึง ดนตรีของเจ้า ศิลปะของเจ้า และแนวคิดของเจ้า" ครูบุญอธิบาย "เมื่อเจ้าได้แสดงให้ชาวต่างชาติเห็นถึงความงดงามของดนตรีไทย พวกเขาอาจจะเกิดความประทับใจ และอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเรามากขึ้น"
"ข้า... ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยขอรับ" พสุธากล่าว
"นั่นคือสิ่งสำคัญ" ครูบุญกล่าว "เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อหาทางกลับบ้าน แต่เจ้ามาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมด้วย"
พสุธานิ่งคิดตามคำพูดของครูบุญ เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกตื่นเต้นกับบทบาทใหม่นี้
ในที่สุด วันงานเฉลิมฉลองก็มาถึง ตำหนักของท่านเจ้าพระยาอภัยวุฒิถูกตกแต่งอย่างงดงามตระการตา แขกเหรื่อผู้มีเกียรติทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ต่างมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น
พสุธาแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายใบไม้ บ่งบอกถึงความเป็นธรรมชาติที่เขาจะถ่ายทอดออกมา เขายืนอยู่หลังฉาก รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
"เตรียมตัวให้พร้อมนะ พสุธา" ขุนอินทร์กล่าว "ท่านเจ้าพระยากำลังจะเชิญเจ้าขึ้นเวที"
พสุธาสูดหายใจลึก เขาหยิบซอสามสายขึ้นมา สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย และความอบอุ่นจากเครื่องดนตรีคู่ใจ
"ขอเชิญพบกับนักดนตรีหนุ่มมากฝีมือ 'พสุธา' ผู้ที่จะนำบทเพลง 'เริงระบำแห่งพงไพร' มาบรรเลงให้ทุกท่านได้ประจักษ์ถึงความงดงามของดนตรีไทย" เสียงของพิธีกรดังขึ้น
พสุธาก้าวออกไปยืนกลางเวที แสงไฟส่องสว่างมาที่เขา ผู้คนทั้งหลายต่างหันมามองด้วยความคาดหวัง
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าจำลองที่ถูกวาดไว้อย่างสวยงามบนเพดาน ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบ และเสียงพูดคุย พสุธาก็เริ่มบรรเลง
เสียงซอสามสายของเขาดังขึ้น ท่วงทำนองอันสดใส และพลิ้วไหวดุจสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า ปลดปล่อยความรู้สึกของอิสรภาพ และความสุขออกมา ผู้คนในงานต่างเงียบเสียงลง พวกเขาตกอยู่ในภวังค์ของเสียงเพลง
พสุธาบรรเลงเพลง "เริงระบำแห่งพงไพร" ด้วยหัวใจทั้งหมด เขาถ่ายทอดความรู้สึกของการได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ ความสงบสุขที่ได้พบเจอ และความหวังที่จะได้เห็นโลกใบนี้เต็มไปด้วยความสวยงาม
บทเพลงดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างนุ่มนวล และทรงพลัง มันชวนให้ผู้คนหลับตาลง จินตนาการถึงภาพทุ่งหญ้าเขียวขจี ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และสายน้ำที่ไหลริน
เมื่อเพลงจบลง พสุธาก็ปล่อยให้ท่วงทำนองสุดท้ายค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบอันแสนสุข
วินาทีแห่งความเงียบนั้น ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหว มันไม่ใช่เพียงแค่เสียงปรบมือ แต่มันคือการยอมรับ คือการแสดงความชื่นชมต่อบทเพลง และต่อศิลปะไทย
พสุธาค้อมศีรษะรับเสียงชื่นชม ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความปลาบปลื้ม เขาได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของท่านเจ้าพระยาอภัยวุฒิ เห็นการพยักหน้าอย่างพึงพอใจของคณะทูตต่างชาติ และเห็นถึงประกายแห่งความหวังที่เริ่มจุดประกายขึ้นในหัวใจของเขา
4,574 ตัวอักษร