ตอนที่ 7 — สัญญาณอันตราย ณ ชายแดน
เพียงฟ้าอาศัยความมืดและเสียงอึกทึกครึกโครมของโรงครัวที่กำลังเตรียมการบางอย่าง เป็นฉากกำบังในการหลบหนี เธอเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เท้าเปล่าเหยียบย่ำไปบนผืนดินที่ชื้นแฉะ กลิ่นอายของควันไฟและอาหารที่กำลังปรุงปะปนไปกับกลิ่นสาบของเหล่าทหารพม่าที่อยู่รอบกาย แต่ในยามนี้ เพียงฟ้าไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งใดนอกจากเป้าหมายเดียว นั่นคือการออกจากค่ายแห่งนี้ไปให้เร็วที่สุด เพื่อนำข่าวสำคัญไปแจ้งแก่ทางฝ่ายเรา
"ต้องไปให้ถึงพระองค์ให้เร็วที่สุด" เสียงในใจของเธอกระตุ้นเตือน ภาพใบหน้าของทหารพม่าคนนั้นที่แทบจะจับได้ ไล่เลี่ยกับสิ่งที่เขาพูดถึงการเคลื่อนทัพไปตีเมืองจันทบุรี ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น "ถ้าช้าไป... เมืองจันทบุรีคงไม่แคล้วพ้นเงื้อมมือของพวกมัน"
เธอแอบมองไปยังทหารพม่าสองคนที่กำลังยืนคุยกันอยู่หน้าคลังเสบียงที่เพียงฟ้าได้ยินแว่วๆ มาก่อนหน้านี้ พวกเขากำลังพูดคุยกันเสียงดัง และดูเหมือนจะกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่าง "คลังเสบียง... พวกมันกำลังจะย้ายคลังเสบียงจริงๆ หรือ?" คำถามนี้ยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมต้องเป็นตอนนี้ ทำไมต้องเป็นช่วงเวลาก่อนที่พวกมันจะยกทัพใหญ่
"เอ้า! พวกเจ้าสองคน ยืนคุยอะไรกันอยู่ตรงนั้น" เสียงตะโกนดังขึ้นจากนายทหารพม่าที่เดินเข้ามา "ข้าเห็นพวกเจ้ามัวแต่ยืนคุยกัน ไม่รีบไปช่วยขนเสบียงเข้าระวางทัพรึไง"
"ขออภัยขอรับ ท่านนายกอง" ทหารพม่าทั้งสองรีบตอบรับเสียงอ่อย "พวกข้ากำลังรอคำสั่งอยู่ขอรับ"
"คำสั่งบ้าบออะไรกัน!" นายทหารพม่าสบถ "ท่านแม่ทัพมีคำสั่งแล้วว่าให้ย้ายเสบียงที่จำเป็นขึ้นเกวียนให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ ไม่เห็นมีใครบอกพวกเจ้าเลยรึไง"
เพียงฟ้าได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตระหนักได้ว่าสถานการณ์กำลังคับขันเพียงใด การย้ายเสบียงเป็นการเตรียมการที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด การที่จะตีเมืองจันทบุรีได้นั้น ทรัพยากรและเสบียงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ การเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมหมายความว่าการบุกโจมตีนั้นใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ
"เอาล่ะ รีบไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าซะ" นายทหารพม่ากล่าวเสริม "อย่าให้ข้าต้องมาสั่งซ้ำสอง"
ทั้งสองนายทหารพม่ารีบผละออกไปเพื่อทำตามคำสั่ง เพียงฟ้าได้แต่มองตามอย่างเงียบๆ เธอรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจตราที่เข้มงวดขึ้นได้ เธอค่อยๆ ชำเลืองมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง หาช่องทางที่จะหลุดพ้นออกไปจากบริเวณนี้
"ตรงนั้น!" เธอเห็นช่องว่างระหว่างกองฟืนขนาดใหญ่และรั้วไม้ที่ล้อมรอบค่าย เธอตัดสินใจรีบใช้จังหวะที่ทหารพม่ากำลังวุ่นวายกับการขนย้ายเสบียง หลบเลี่ยงสายตาของพวกเขา พลางหมอบต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถเล็ดลอดออกไปนอกรั้วค่ายได้สำเร็จ
เมื่อหลุดออกมานอกเขตค่ายได้แล้ว เพียงฟ้าก็รีบวิ่งสุดกำลัง เธอไม่หันกลับไปมอง รู้เพียงแต่ว่าต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงฝีเท้าของเธอเหยียบย่ำไปบนผืนดินที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งและกิ่งไม้เล็กๆ จนเกิดเสียงดังเป็นระยะๆ แต่ในยามนี้ ความกลัวกลับเป็นแรงผลักดันให้เธอวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต
"ต้องไปบอกป้ามาลี" เธอคิด "แล้วต้องหาทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด"
เธอวิ่งมาได้พักใหญ่จนกระทั่งรู้สึกว่าเริ่มห่างจากค่ายพม่ามากพอสมควรแล้ว เธอจึงค่อยๆ ลดความเร็วลง หอบหายใจอย่างหนัก พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ "ทางนี้... น่าจะปลอดภัยแล้ว"
เธอตัดสินใจเดินเท้าต่อไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตาม ภาพของทหารพม่าที่กำลังขนย้ายเสบียงยังคงติดตา สลับกับภาพของนายกองม้าที่มอบเหรียญเงินให้เธอ "เหรียญนี่... มันมีความหมายอะไรกันแน่" เธอพยายามนึกย้อนไปถึงคำพูดของเขา แต่ก็ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลย "เขาจะรู้ไหมว่าข้าได้ยินเรื่องการเตรียมยกทัพของพวกมัน"
ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ ทหารพม่าที่ดูเหมือนจะสังเกตการณ์เธออย่างใกล้ชิด นายกองม้าที่มอบเหรียญเงินปริศนาให้ และหญิงสาวชาวบ้านที่แสร้งทำเป็นกลัวทหารพม่า แต่กลับพูดคุยกับชายฉกรรจ์อย่างสนิทสนม "หรือทั้งหมดนี้คือแผนการขององค์เหนือหัวจริงๆ"
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่เพลินๆ ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากดังมาจากด้านหลัง เสียงฝีเท้าที่ฟังดูแล้วไม่ใช่เสียงของทหารพม่าที่กำลังเกณฑ์แรงงานอย่างแน่นอน แต่เป็นเสียงที่หนักแน่นและมีระเบียบกว่านั้น
"ใครกันนะ?" เธอพึมพำกับตัวเอง พลางรีบหาที่หลบซ่อนอย่างรวดเร็ว เธอเห็นพุ่มไม้รกทึบอยู่ไม่ไกลนัก จึงรีบมุดเข้าไปซ่อนตัวทันที
ไม่นานนัก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินผ่านมา กลุ่มคนเหล่านั้นสวมใส่ชุดที่ดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ใบหน้าของพวกเขาดูเคร่งขรึม และมีท่าทางที่บ่งบอกถึงการมีอำนาจบางอย่าง เพียงฟ้าแอบมองผ่านช่องว่างของใบไม้ เห็นชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของกลุ่ม สวมใส่ชุดสีเข้มประดับด้วยเครื่องทองเหลืองที่ส่องประกายจางๆ ในยามค่ำคืน
"ท่านแม่ทัพ" หนึ่งในชายที่เดินตามหลังกล่าวขึ้น "เราจะไปถึงค่ายใหญ่เมื่อใดขอรับ"
"อีกไม่นาน" ชายที่ดูเหมือนแม่ทัพตอบกลับ "ข้าต้องการเห็นการเคลื่อนไหวของพวกพม่าให้ชัดเจนกว่านี้ ก่อนที่จะส่งสัญญาณให้กองทัพของเราเข้าตี"
"แล้ว... ข่าวที่ท่านแม่ทัพได้รับมานั้น... แม่นยำเพียงใดขอรับ" ชายอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล "หากพวกพม่ารู้ตัวเสียก่อน..."
"ไม่ต้องห่วง" แม่ทัพกล่าวเสียงหนักแน่น "สายข่าวของเรานั้นไว้ใจได้เสมอ พวกเขาได้ส่งสัญญาณมาแล้วว่าพม่ากำลังเตรียมการใหญ่ในการยกทัพไปตีเมืองจันทบุรี"
เพียงฟ้าได้ยินดังนั้นก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง "สายข่าว... ที่ได้ยินมา... ใช่ข้าหรือไม่" หรือว่าเหรียญเงินที่ได้รับมานั้นคือสัญญาณบางอย่างที่เธอต้องส่งต่อไป?
"เราต้องรีบไปแจ้งให้องค์เหนือหัวทราบ" แม่ทัพกล่าวต่อ "พระองค์จะได้เตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที"
กลุ่มคนเหล่านั้นเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด เพียงฟ้าค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน สับสนและตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน "พวกเขากำลังจะเข้าตีเมืองจันทบุรีจริงๆ และมีสายข่าวของฝ่ายเราอยู่ที่นั่น"
"แล้วข้า... ควรจะทำอย่างไรต่อไป?" เธอถามตัวเอง ดวงตาของเธอทอดมองไปยังทิศทางที่กลุ่มคนเหล่านั้นจากไป "ฉันควรจะนำข่าวที่ได้ยินไปแจ้งใคร?"
เธอคิดถึงนายกองม้าอีกครั้ง นึกถึงสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเร่งรีบของเขา "บางที... เหรียญนี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญ"
เธอหยิบเหรียญเงินโบราณออกมาจากย่ามอีกครั้ง แสงจันทร์สาดกระทบทำให้ลวดลายบนเหรียญดูชัดเจนขึ้น เธอพยายามเพ่งพินิจ สังเกตทุกรายละเอียด "นี่มัน... ไม่ใช่แค่เหรียญธรรมดา"
ทันใดนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ลวดลายที่ซับซ้อนนั้น เป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ที่ดูคล้ายกับรูปดาวสามดวงเรียงกัน "รูปดาวสามดวง... หมายความว่าอย่างไร?"
"หรือว่า... นี่คือสัญลักษณ์ของหน่วยงานลับบางอย่าง?" เธอคาดเดา "หน่วยงานที่คอยสอดแนมข่าวสารของพม่า?"
ความรู้สึกที่ว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่โลกที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาครอบงำจิตใจของเธอ "หากฉันต้องการมีชีวิตรอด... และช่วยบ้านเมืองได้จริง... ฉันต้องเข้าใจความหมายของเหรียญนี้ และต้องหาทางสื่อสารกับคนที่มอบมันให้ฉันให้ได้"
เธอตัดสินใจไม่กลับบ้านทันที แต่เลือกที่จะเดินเท้าไปยังเส้นทางที่เธอเชื่อว่าจะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานลับที่คอยสอดแนมข่าวสารของฝ่ายเรา "ข้าต้องไปหาเขา... หาคนที่มอบเหรียญนี้ให้ข้า"
ระหว่างทาง เธอมองเห็นแสงไฟริบหรี่จากระยะไกล "นั่นมัน... ค่ายพม่าอีกแห่ง หรือว่า..."
เธอรีบวิ่งเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าไปใกล้ เธอก็พบว่ามันไม่ใช่ค่ายพม่า แต่เป็นกลุ่มชาวบ้านที่กำลังรวมตัวกันอย่างผิดสังเกต ใกล้ๆ กันนั้น มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังยืนคุยกันอย่างจริงจัง
"พวกเราต้องรีบส่งข่าวนี้ไปให้เร็วที่สุด" ชายคนหนึ่งพูดขึ้น "หากพวกมันตีเมืองจันทบุรีได้จริง... บ้านเมืองเราก็คงจะถึงกาลอวสาน"
"แต่เราจะส่งข่าวไปได้อย่างไร ในเมื่อเส้นทางถูกตัดขาดหมดแล้ว" อีกคนถามด้วยความกังวล
"ไม่ต้องห่วง" ชายที่ดูเป็นหัวหน้ากล่าวยิ้มๆ "เรามีวิธีของเราอยู่แล้ว"
เขาหยิบเอาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในซองผ้าออกมา โยนขึ้นไปบนฟ้า แสงไฟจากกองไฟที่ชาวบ้านจุดไว้ส่องให้เห็นว่ามันคือ... ประทัดลูกใหญ่
"ตูม!" เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ เป็นสัญญาณที่มองเห็นได้จากระยะไกล
เพียงฟ้ามองดูปรากฏการณ์นั้นด้วยความประหลาดใจ "นั่นมัน... สัญญาณอะไรกัน?"
เธอสังเกตเห็นว่าหลังจากประทัดดังขึ้น ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็รีบแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าได้บรรลุภารกิจบางอย่างแล้ว
"นี่มัน... เหมือนกับที่นายกองม้าบอกข้าเลย" เธอคิด "เขาบอกว่าหากมีเหตุการณ์สำคัญ... ให้มองหาสัญญาณ"
เธอหันไปมองยังทิศทางที่กลุ่มคนเหล่านั้นเดินจากไป "เขา... คือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้จริงๆ หรือ?"
ความสับสนยังคงถาโถมเข้ามาในจิตใจของเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โลกที่เธอกำลังเผชิญอยู่นั้นอันตรายยิ่งกว่าที่เธอเคยคิดไว้ และเธอเองก็กำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับแผนการที่ใหญ่หลวงกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
7,244 ตัวอักษร