แสงเทียนในค่ำคืนสุริยคราส

ตอนที่ 1 / 40

ตอนที่ 1 — ค่ำคืนก่อนอัสดงอันน่าพิศวง

ลมหนาวปะทะใบหน้าของ "พงศธร" ขณะที่เขากำลังขะมักเขม้นกับการปรับกล้องโทรทรรศน์คู่ใจ แสงดาวนับล้านระยิบระยับเต็มท้องฟ้าสีดำสนิทของรัตติกาล แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ปรากฏการณ์ที่กำลังจะมาถึง สุริยคราสเต็มดวงที่หาชมได้ยากยิ่ง ที่นี่ หอดูดาวอันเงียบสงบแห่งนี้ บนยอดเขาที่ห่างไกลจากแสงสีของเมือง พงศธร นักดาราศาสตร์หนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ ผู้มีดวงตาเป็นประกายราวกับดวงดาวที่เขารักใคร่ เฝ้ารอคอยค่ำคืนนี้มานานหลายปี "อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสินะ" เขาพึมพำกับตัวเอง พลางใช้นิ้วที่เย็นเฉียบเคาะเบาๆ ที่ตัวกล้อง "ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คำนวณไว้" สุริยคราสเป็นเหมือนมนต์สะกดสำหรับพงศธร มันคือการเต้นรำอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล ที่ซึ่งดวงจันทร์เงาบังดวงอาทิตย์ เผยให้เห็นโคโรนาอันงดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลา เขาใช้เวลาหลายปีศึกษา บันทึก และคำนวณ เพื่อไขความลับของปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่เพราะในใจลึกๆ เขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่านั้น บางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงเขากับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ทันใดนั้น แสงสีเขียวมรกตอันเจิดจ้าก็วาบขึ้นมาจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แสงนั้นไม่เหมือนแสงดาวทั่วไป ไม่เหมือนแสงฟ้าแลบ มันเป็นแสงที่บริสุทธิ์ เปล่งประกายราวกับมีชีวิต พงศธรเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "อะไรน่ะ" แสงนั้นสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังจะกลืนกินท้องฟ้าทั้งหมด พงศธรยืนนิ่งอึ้ง ร่างกายของเขาถูกตรึงไว้ด้วยความมหัศจรรย์และความหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน สัมผัสได้ถึงพลังงานประหลาดที่แผ่ซ่านเข้ามาในตัวเขา ราวกับกระแสไฟฟ้าที่แล่นผ่านเส้นเลือด ทำให้เขารู้สึกเบาหวิวราวกับจะลอยขึ้น "นี่มัน..." เสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ เมื่อแสงสีเขียวโอบล้อมร่างของเขาไว้ทั้งหมด ความรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดด้วยแรงมหาศาล พงศธรหลับตาลงแน่น กลัวว่าจะมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรืออาจจะกลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับมัน "แสงนั่น..." เสียงแหบแห้งของ "อาจารย์ชาญ" ผู้เป็นหัวหน้าหอดูดาวและที่ปรึกษาของเขาดังขึ้นจากด้านหลัง "มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ฉันเคยเห็นมาเลย" พงศธรหันขวับไปมอง เห็นอาจารย์ชาญยืนมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าฉงนไม่แพ้กัน อาจารย์ชาญเป็นนักดาราศาสตร์อาวุโส ผู้มีประสบการณ์โชกโชน แต่แม้แต่บรมครูแห่งวงการนี้ก็ดูเหมือนจะจนปัญญาเช่นกัน "อาจารย์ครับ ผมก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ" พงศธรตอบเสียงสั่น "มันดูเหมือน... พลังงานบางอย่าง" "พลังงานอะไรกัน" อาจารย์ชาญขมวดคิ้ว "มาจากไหน" ทันใดนั้น แสงสีเขียวก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิม พงศธรสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนไปทั่วร่าง เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนอาจารย์ชาญไว้แน่น "อาจารย์! ผมรู้สึกแปลกๆ ไปหมดเลยครับ" "ใจเย็นๆ พงศธร" อาจารย์ชาญพยายามประคองเขาไว้ "เราต้องตั้งสติ" แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แสงสีเขียวได้พุ่งตรงเข้ามายังร่างของทั้งสองคนราวกับมีชีวิต มันโอบล้อมพวกเขาไว้ทั้งหมด พงศธรได้ยินเสียงอาจารย์ชาญร้องด้วยความตกใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะขาวโพลนไปหมด เมื่อพงศธรลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่หอดูดาวอีกต่อไปแล้ว อากาศรอบตัวเขาอบอ้าวไปด้วยกลิ่นควันและฝุ่นละออง เสียงอึกทึกครึกโครมของผู้คนดังเซ็งแซ่ เขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน สภาพแวดล้อมรอบตัวทำให้หัวใจเขาเต้นระรัว เขาไม่ได้อยู่บนยอดเขาอันเงียบสงบอีกต่อไปแล้ว เบื้องหน้าเขาคือตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนในชุดโบราณ เสื้อผ้าพื้นเมือง ผ้าเตี่ยว ผ้าคาดเอว ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อขายส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เด็กๆ วิ่งเล่นเสียงดัง หัวเราะคิกคัก บรรยากาศโดยรวมดูคึกคักแต่ก็แฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อนที่เขาไม่คุ้นเคย "ที่นี่ที่ไหนกัน" เขาพึมพำ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง สิ่งที่ทำให้เขาสะดุ้งตกใจยิ่งกว่าคือ ยานพาหนะที่จอดเรียงรายอยู่ริมทาง ไม่ใช่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นเกวียนเทียมวัวเทียมควาย รถลาก และผู้คนกำลังเดินแบกหามข้าวของกันอย่างขะมักเขม้น "ไม่จริงน่า" พงศธรเอามือกุมขมับ "นี่มัน..." ภาพที่เห็นตรงหน้ามันช่างคุ้นตา ราวกับหลุดออกมาจากหนังสือประวัติศาสตร์ หรือฉากในภาพยนตร์ย้อนยุค แต่ที่นี่มันดูสมจริงเกินไป สมจริงจนน่าขนลุก "ขออภัยขอรับ ท่านผู้มีเกียรติ" เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านข้าง พงศธรหันไปมอง เห็นชายร่างสูง สวมเสื้อผ้าแบบชาวบ้านใบหน้าอิดโรย กำลังแบกหามตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่ "ท่านมีอะไรให้กระหม่อมช่วยหรือไม่ขอรับ" ชายผู้นั้นถามด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม พงศธรยังคงอึ้ง เขาพยายามรวบรวมสติ "เอ่อ... ข้า... ข้ามาจากไหนหรือ" ชายผู้นั้นมองเขาด้วยความสงสัย "ท่านถามแปลกๆ นะขอรับ นี่มันก็ตลาดเมืองพระนครนี่เอง ท่านคงจะหลงมานะกระมัง" "เมืองพระนคร?" พงศธรทวนคำ "นี่มันปีพุทธศักราชที่เท่าไหร่เล่า" "ปีพุทธศักราช 2325 ขอรับ" ชายผู้นั้นตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านคงจะกระทบกระเทือนที่ไหนมาเป็นแน่" 2325! หัวใจของพงศธรแทบจะหลุดออกจากอก นี่มัน 200 กว่าปีที่แล้ว! เขาถูกส่งย้อนเวลากลับมาจริงๆ อย่างนั้นหรือ! ความคิดทั้งหมดตีกันยุ่งเหยิงในหัว เขา นักดาราศาสตร์ผู้หลงใหลในปรากฏการณ์สุริยคราส และตอนนี้เขาก็มาอยู่ในยุคที่ผู้คนยังเชื่อเรื่องโชคลาง ไสยศาสตร์ และเกรงกลัวในสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ "ข้า... ข้าต้องไปแล้ว" พงศธรพึมพำ เขาผละออกจากชายผู้นั้น วิ่งฝ่าฝูงชนออกไป เขาต้องหาที่หลบซ่อน ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา และที่สำคัญ เขาต้องหาวิธีที่จะกลับไป ขณะที่เขาวิ่งไป เขาก็สังเกตเห็นป้ายประกาศขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนเสาต้นหนึ่ง เป็นภาพวาดรูปดาวเคราะห์ และมีข้อความเขียนด้วยอักษรไทยโบราณ พงศธรหยุดชะงัก เขาพอจะอ่านออกบ้าง "เตือนภัย! จันทรคราสในคืนเดือนเพ็ญ! มารผจญ! เทวดาพิโรธ! จงหลีกเลี่ยงการเพ่งมอง! จงสวดมนต์ภาวนา!" พงศธรยิ้มขื่น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ เขามาในยุคที่ผู้คนหวาดกลัวปรากฏการณ์บนท้องฟ้า และเขาก็รู้ดีว่าในไม่ช้า สุริยคราสที่เขารอคอยกำลังจะมาถึง และมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เขาจะต้องทำอะไรบางอย่าง เขาจะต้องใช้ความรู้ที่เขามี เพื่อหยุดยั้งความหวาดกลัวนั้น เพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้าไม่ใช่เรื่องของภูตผีปีศาจ แต่เป็นเพียงการโคจรตามธรรมชาติของดวงดาว แต่เขาจะทำได้อย่างไร ในยุคที่ความเชื่อโบราณฝังรากลึก และวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่อาจถูกมองว่าเป็นไสยศาสตร์ พงศธรสูดลมหายใจลึก เขาตัดสินใจแน่วแน่ เขามาที่นี่ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเขาจะไขว่คว้ามันให้ได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความเชื่อที่ฝังรากลึกของยุคสมัยก็ตาม แสงสีเขียวลึกลับนั้นได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่และท้าทายให้แก่เขาแล้ว

5,266 ตัวอักษร