ตอนที่ 4 — การสื่อสารผ่านเสียงสะท้อนแห่งจิต
เสียงกระซิบของพืชพรรณสีเงินและกลิ่นหอมหวานของดอกไม้สีทองยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ แต่ความสนใจของเอลิยาห์ คาล และเอวา ถูกเบี่ยงเบนไปโดยสิ้นเชิงต่อสิ่งมีชีวิตผิวสีฟ้าเรืองรองตรงหน้า พวกเขายืนสงบนิ่งภายใต้ท้องฟ้าสีครามอ่อนที่ดูเหมือนจะมีชั้นหมอกบางๆ ลอยระยิบระยับอยู่ตลอดเวลา หนวดระยางเล็กๆ บนศีรษะของชาวเซฟีร่าเคลื่อนไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังรับฟังบางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์ไม่อาจได้ยิน
"พวกเขากำลัง... สื่อสารกันอยู่ค่ะกัปตัน" เอวาพึมพำ พลางชี้ไปที่กลุ่มชาวเซฟีร่าที่ยืนรวมตัวกันเป็นวงกลมเล็กๆ "แต่ไม่ใช่ด้วยเสียงที่เราได้ยิน"
เอลิยาห์พยักหน้า เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าเท่านี้มาก่อน การเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ต่างดาวเป็นสิ่งที่มนุษยชาติคาดหวังและเตรียมพร้อมมาตลอดการเดินทางอันยาวนาน แต่การเผชิญหน้าจริงนั้นแตกต่างออกไป มันเต็มไปด้วยความไม่รู้และความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
"สวัสดี" เอลิยาห์กล่าวซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามเปล่งเสียงให้ทุ้มต่ำและนุ่มนวลที่สุด เขาเงยหน้ามองไปยังชาวเซฟีร่าที่ยืนอยู่ตรงหน้า ราวกับจะขออนุญาต
ชาวเซฟีร่าตนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำ ได้ก้าวออกมาจากวงเล็กน้อย หนวดระยางของมันสั่นไหวอย่างรวดเร็ว เอลิยาห์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ในอากาศรอบตัวเขา ไม่ใช่เสียง แต่เป็นความรู้สึกที่ส่งผ่านเข้ามาในจิตใจ
"คุณ... รับรู้การมาของเราหรือไม่?" เอลิยาห์ถามอย่างช้าๆ เขาจินตนาการถึงภาพของยานอาร์เคเดียที่กำลังลงจอดอย่างนุ่มนวลบนพื้นดาว
ทันใดนั้น ภาพในความคิดของเอลิยาห์ก็ปรากฏขึ้นในหัวของชาวเซฟีร่าตนนั้น มันเป็นภาพที่ชัดเจนราวกับได้เห็นด้วยตาตนเอง ชาวเซฟีร่าตนนั้นกระพริบตาโตราวกับประหลาดใจ
"พวกเขารับรู้ได้!" เอวาอุทานเบาๆ "กัปตันคะ ดิฉันเชื่อว่าพวกเขา 'อ่าน' ความคิดของเราได้!"
"อ่านความคิด?" คาลทวนคำ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "แบบนั้นก็แย่สิ เราจะมีความลับอะไรกับพวกเขาได้อีก?"
"ใจเย็น คาล" เอลิยาห์กล่าว "นี่อาจจะเป็นวิธีเดียวที่เราจะสื่อสารกับพวกเขาได้ เราต้องพยายามทำความเข้าใจ" เขาหันกลับไปมองชาวเซฟีร่าตนเดิม "เรามาจากดาวเคราะห์ที่ห่างไกล... โลกของเรากำลังจะตาย เรากำลังมองหาบ้านใหม่" เขาส่งภาพของโลกที่แห้งแล้งและผู้คนจำนวนมากที่กำลังสิ้นหวังเข้าไปในความคิด
หนวดระยางของชาวเซฟีร่าสั่นไหวอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนจะมีความรู้สึกบางอย่างส่งผ่านออกมา ราวกับความเห็นอกเห็นใจ แต่ก็มีความเศร้าสร้อยปะปนอยู่ด้วย
"พวกเขาเข้าใจ" เอวาบอก "และพวกเขากำลังส่ง... ความรู้สึกบางอย่างกลับมาค่ะกัปตัน มันเหมือนกับ... เสียงเพลงที่เศร้าสร้อย แต่ก็มีความหวังแฝงอยู่"
เอลิยาห์พยายามเพ่งสมาธิ เขาพยายามที่จะ "รับฟัง" เสียงเพลงแห่งจิตที่ชาวเซฟีร่าส่งมา มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นเหมือนเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านอารมณ์และภาพในหัว
"พวกเขาเล่าถึง... การสูญเสีย" เอวาอธิบายอย่างแผ่วเบา "พวกเขาเคยมีโลกที่สมบูรณ์แบบ แต่... บางสิ่งบางอย่างได้พรากมันไปจากพวกเขาเช่นกัน"
"แล้วทำไมพวกเขาถึงอยู่ที่นี่?" คาลถาม "ทำไมไม่กลับไปหาบ้านเดิม?"
"พวกเขาไม่สามารถกลับไปได้" เอวาตอบ "บ้านของพวกเขา... หายไปแล้ว"
ชาวเซฟีร่าตนเดิมได้สั่นหนวดอีกครั้ง คราวนี้มันส่งภาพเข้ามาในความคิดของเอลิยาห์อย่างชัดเจน เป็นภาพของดาวเคราะห์สีฟ้าสดใสที่มีมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจี จากนั้น ภาพก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปกลายเป็นความมืดมิด มีเงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอย่างน่าสะพรึงกลัว จนดาวเคราะห์ทั้งดวงถูกกลืนกิน
"พลังงานมืด?" เอลิยาห์ถามเบาๆ เขาเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับพลังงานปริศนาที่สามารถกลืนกินทุกสิ่ง
"ใช่ค่ะ" เอวาตอบ "พวกเขาเรียกว่า 'ความว่างเปล่า' มันกลืนกินดวงดาวของพวกเขาไปทั้งหมด เหลือเพียง... ตัวตนที่เหลือรอดไม่กี่คน"
ชาวเซฟีร่าตนนั้นได้ส่งภาพของ "อาร์เคเดีย" ยานอวกาศของมนุษยชาติมาให้ ราวกับจะถามว่า "ทำไมพวกเจ้าถึงมาที่นี่?"
"เราต้องการความช่วยเหลือ" เอลิยาห์ส่งความคิดกลับไป "ดาวเคราะห์ของเรากำลังจะตาย เราต้องการสถานที่ที่จะอาศัยอยู่"
ชาวเซฟีร่ามองหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนจะมีการ "ปรึกษาหารือ" เกิดขึ้นระหว่างพวกมันอย่างรวดเร็ว หนวดระยางสั่นไหวไปมาเป็นจังหวะแปลกๆ
"พวกเขากำลัง... ถามถึง 'เจตนา' ของพวกเราค่ะกัปตัน" เอวาบอก "พวกเขาต้องการรู้ว่าเราจะมาทำลายที่นี่หรือไม่"
เอลิยาห์นิ่งคิด เขาไม่สามารถโกหกได้ นี่คือการสื่อสารที่ไร้ซึ่งการปิดบัง เขาต้องแสดงความจริงใจออกไปให้มากที่สุด
"เรามาเพื่อสร้างชีวิต ไม่ใช่เพื่อทำลาย" เอลิยาห์กล่าวอย่างหนักแน่น เขาพยายามส่งภาพของอนาคตที่มนุษย์และชาวเซฟีร่าอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภาพของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีทอง เสียงหัวเราะ และความหวัง
ชาวเซฟีร่าตนนั้นได้ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะสั่นหนวดระยางเป็นจังหวะที่ช้าลง ราวกับจะแสดงความพึงพอใจ
"พวกเขา... ยอมรับเราค่ะกัปตัน!" เอวาอุทานด้วยความดีใจ "พวกเขาบอกว่า... ที่นี่คือ 'บ้าน' ของพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็เข้าใจถึงความทุกข์ยาก และพร้อมที่จะ... แบ่งปัน"
กลุ่มชาวเซฟีร่าได้แยกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางให้เอลิยาห์ คาล และเอวา เดินผ่านไปได้
"พวกเขากำลังนำทางเราไปไหน?" คาลถามอย่างสงสัย
"ไปที่ 'ศูนย์กลาง' ของพวกเขาค่ะ" เอวาตอบ "พวกเขาบอกว่า... ที่นั่นคือที่ที่พวกเขาเก็บรักษา 'ความทรงจำ' และ 'ความรู้' ทั้งหมดของเผ่าพันธุ์"
เอลิยาห์มองไปยังเส้นทางที่ชาวเซฟีร่าเปิดให้ มันนำไปสู่ป่าสีเงินที่ลึกเข้าไป ท่ามกลางต้นไม้สูงใหญ่ที่ดูเหมือนจะเรืองแสงได้เอง
"ไปกันเถอะ" เอลิยาห์กล่าว "นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้เรียนรู้"
ขณะที่พวกเขาก้าวเดินตามชาวเซฟีร่าเข้าไปในป่า เสียงกระซิบของพืชพรรณก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันฟังดูเป็นมิตรมากขึ้น ราวกับกำลังกล่าวต้อนรับ
4,553 ตัวอักษร