เท้าเหล็กทะลวงฟากฟ้า ตำนานนักเตะ

ตอนที่ 5 / 35

ตอนที่ 5 — โอกาสทองที่อาจหายไป

เสียงปรบมือดังเกรียวสนาม ยินดีต้อนรับนักเตะทั้งสองทีมกลับลงสู่สนามอีกครั้งสำหรับการแข่งขันครึ่งหลัง การเสมอกัน 1-1 ในครึ่งแรกทำให้เกมยังคงเปิดกว้างสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่สำหรับทีมอินทรีเพลิง การต้องเจอกับพละกำลังที่เหนือกว่าของทีมพยัคฆ์คำรามในครึ่งหลัง เป็นสิ่งที่น่ากังวลใจไม่น้อย “เอาล่ะทุกคน! เราต้องสู้ให้เต็มที่นะ!” อาจารย์สมชายตะโกนปลุกเร้าลูกทีม “อย่าไปยอมแพ้ง่ายๆ! เราต้องเอาชนะให้ได้!” เอกยืนอยู่ข้างสนาม เขามองดูเพื่อนร่วมทีมที่กำลังวอร์มอัพร่างกายอย่างขะมักเขม้น ความเหนื่อยล้าจากการแข่งขันในครึ่งแรกยังคงส่งผล แต่เมื่อเขาเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเพื่อนๆ เขาก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง “นายพร้อมไหมเอก?” วินเดินเข้ามาถาม “ฉันรู้สึกว่าครึ่งหลังเราต้องเจอศึกหนักแน่” “พร้อมครับวิน” เอกตอบรับ “ผมจะสู้เต็มที่” “ดีมาก!” วินยิ้ม “ถ้ามีโอกาส อย่าพลาดนะ” เกมครึ่งหลังเริ่มขึ้นทันที ทีมพยัคฆ์คำรามเปิดเกมบุกอย่างหนัก พวกเขาใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายกดดันผู้เล่นอินทรีเพลิงอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสทำประตูได้หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านแนวรับที่เหนียวแน่นของอินทรีเพลิงไปได้ “ลูกนี้อันตราย!” ผู้บรรยายอุทาน เมื่อผู้เล่นพยัคฆ์คำรามเลี้ยงบอลเข้ามาถึงหน้ากรอบเขตโทษ เอกรีบวิ่งถอยกลับมาช่วยเกมรับ เขาเข้าประชิดตัวผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทันที “ไปไหนไม่ได้หรอก!” เอกพูดพร้อมกับตั้งท่าสกัด ผู้เล่นพยัคฆ์คำรามพยายามจะเลี้ยงหลบ แต่เอกกลับใช้ร่างกายที่ค่อนข้างเล็กกว่า เบียดปะทะอย่างชาญฉลาด จนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเสียจังหวะ บอลกระฉอกออกมา “เอาล่ะ! บอลอยู่ที่เรา!” เสียงตะโกนดังขึ้น เอกรีบวิ่งไปเก็บลูกบอล เขาเห็นวินวิ่งทำทางอยู่ด้านหน้า “วิน! นี่!” เขาส่งบอลให้กัปตันทีม วินรับบอลได้ เขาเลี้ยงจี้เข้าหากองหลังของพยัคฆ์คำรามอย่างรวดเร็ว “ผมจะลองเจาะเข้าไปเอง!” วินตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีม การเลี้ยงบอลของวินมีความเร็วและความคล่องตัวที่น่าทึ่ง เขาหลบผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามไปได้หนึ่งคน แต่ก็ต้องเจอกับผู้เล่นอีกสองคนที่เข้ามาประกบอย่างรวดเร็ว “โดนรุมแล้ว!” เสียงกองเชียร์อินทรีเพลิงเริ่มใจหาย “วิน! จ่ายมา!” เสียงเอกดังขึ้นจากอีกฝั่ง เขาเห็นช่องว่างที่สามารถทะลุไปรับบอลได้ วินเหลือบมองไปที่เอก เขาเห็นว่าเอกอยู่ในตำแหน่งที่ดี แต่การส่งบอลในจังหวะนี้มีความเสี่ยงสูง “ไม่! ฉันจะลองเอง!” วินตัดสินใจ เขาพยายามจะเลี้ยงแหวกกองหลังออกไปให้ได้ แต่แล้ว… จังหวะที่วินกำลังจะงัดลูกหลบ ผู้เล่นพยัคฆ์คำรามก็เข้าสกัดบอลได้อย่างแม่นยำ บอลกระดอนออกไปนอกสนาม “อ๊าย! เสียดายจัง!” เสียงกองเชียร์อินทรีเพลิงโห่ร้องด้วยความผิดหวัง “นั่นแหละที่ฉันกลัว” เอกพึมพำกับตัวเอง “ถ้าเราส่งบอลให้กันได้ดีกว่านี้ เราอาจจะมีโอกาสมากกว่านี้” อาจารย์สมชายเดินเข้ามาหาเอกอีกครั้ง “เอก! เตรียมตัวลงสนามแทน “ต้น” เลย!” เอกตาโตด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอครับอาจารย์?” “ใช่! ฉันเห็นว่านายดูมีความกระตือรือร้นมากกว่าต้นในตอนนี้” อาจารย์สมชายพูด แต่ก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย “ลงไปแล้วก็เล่นให้เต็มที่ล่ะ” “ครับอาจารย์! ผมจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง!” เอกตอบรับด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าอาจารย์สมชายจะให้โอกาสเขาลงเล่นเป็นตัวจริง เมื่อเอกก้าวลงสู่สนาม เสียงเชียร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที แฟนบอลบางส่วนที่รู้จักเอกต่างส่งเสียงให้กำลังใจ แต่ก็มีเสียงอีกส่วนหนึ่งที่แสดงความกังขา “เอาเด็กสำรองลงมาทำไมเนี่ย?” “ไม่น่าจะช่วยอะไรได้หรอก” “นายทำได้เอก!” วินกระซิบข้างหูขณะที่เขาเดินออกจากสนาม “อย่าไปสนเสียงพวกนั้น!” เอกพยักหน้ารับ เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ความกดดันกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อน เขารู้สึกเหมือนมีเท้าเหล็กกำลังเชื่อมต่อกับผืนหญ้า จิตใจของเขามุ่งมั่นกับการแข่งขันตรงหน้าเท่านั้น “เอาล่ะเอก! ปล่อยของที่แกมีออกมาเลย!” วินตะโกนบอกเพื่อนขณะที่เขาลงมาช่วยเกมรับ เอกพยักหน้ารับ เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ความกดดันกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อน เขารู้สึกเหมือนมีเท้าเหล็กกำลังเชื่อมต่อกับผืนหญ้า จิตใจของเขามุ่งมั่นกับการแข่งขันตรงหน้าเท่านั้น ไม่นานนัก เอกก็มีโอกาสสัมผัสบอล เขาเลี้ยงหลบผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างคล่องแคล่วราวกับสายน้ำ การเคลื่อนไหวของเขาดูพลิ้วไหว แต่ก็ทรงพลัง ประหนึ่งมีเหล็กกล้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุกย่างก้าว การเลี้ยงบอลของเขาไม่ใช่แค่การส่งบอลไปข้างหน้า แต่เป็นการควบคุมบอลให้อยู่ภายใต้การสั่งการอย่างสมบูรณ์แบบ “เร็ว! จ่ายบอลมาทางนี้!” เสียงตะโกนสั่งการจากเพื่อนร่วมทีมดังขึ้น เอกมองเห็นช่องว่าง เขาตัดสินใจจ่ายบอลทะลุช่องได้อย่างแม่นยำ บอลกลิ้งไปที่หน้าประตู แต่กองหน้าของเรากลับเข้าไม่ถึง “ให้ตายสิ! ฉันเกือบทำได้แล้ว!” เอกบ่นอุบ “แกทำได้ดีมากเอก! อย่าหยุดนะ!” วินตะโกนให้กำลังใจ เกมยังคงดำเนินไปอย่างตื่นเต้น ทั้งสองทีมผลัดกันรุกผลัดกันรับ จนมาถึงนาทีที่ 75 สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ที่ 1-1 อินทรีเพลิงเริ่มมีอาการอ่อนล้า พยัคฆ์คำรามได้เปรียบเรื่องพละกำลังและบุกหนักขึ้นเรื่อยๆ “อาจารย์ครับ ผมไม่ไหวแล้ว!” ผู้เล่นกองหลังคนหนึ่งตะโกนบอก อาจารย์สมชายหน้าซีดเผือด เขามองไปที่เอกที่ยังคงวิ่งไล่บอลอย่างไม่ลดละ “ถอยกลับมาช่วยเกมรับเร็วเอก!” เอกรีบวิ่งกลับมาช่วยเพื่อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเลี้ยงบอลเข้ามาใกล้เขตโทษของอินทรีเพลิง เอกตัดสินใจเข้าสกัด แต่คู่ต่อสู้กลับใช้ความเร็วและแรงปะทะที่เหนือกว่า หลบเอกไปได้อย่างง่ายดาย และกำลังจะสับไกยิง “ไม่!” เอกตะโกนสุดเสียง เขาพุ่งตัวเข้าหาคู่ต่อสู้ หมายจะสกัดบอลให้ได้ แม้จะรู้ว่าอาจจะเสี่ยงต่อการเสียฟาวล์ แต่แล้ว แทนที่จะสกัดบอล เอกกลับใช้เทคนิคที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก เขาใช้ส่วนหัวของรองเท้าแตะไปที่ลูกบอลอย่างแม่นยำ บอลที่กำลังจะพุ่งเข้าประตูถูกเปลี่ยนทิศทางออกหลังไปอย่างหวุดหวิด! เสียงโห่ร้องด้วยความผิดหวังดังขึ้นจากกองเชียร์ท... “ให้ตายสิ! ทำไมมันถึงได้เสียดายขนาดนี้นะ!” เสียงของ “แดน” กองหลังตัวเก่งของทีมพยัคฆ์คำรามตะโกนอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นลูกยิงที่เฉียบขาดของเพื่อนร่วมทีมถูกปัดป้องออกไปได้อย่างหวุดหวิด “ไอ้เด็กนั่นมันอะไรกันวะ! เข้ามาสกัดได้ถูกจังหวะขนาดนั้นเลยเหรอ!” “อย่าไปสนใจมันเลยแดน! เรามาเน้นเกมของเรากันต่อดีกว่า!” “ก้อง” เพื่อนร่วมทีมของแดนพยายามปลอบใจ แม้สีหน้าของเขาจะดูเคร่งเครียดไม่แพ้กัน “เกมนี้นายต้องทำให้ได้นะ! เราต้องชนะ!” เอกยืนหอบหายใจอยู่กลางสนาม เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า เขามองลูกบอลที่กลิ้งออกไปนอกสนามด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความโล่งใจที่สามารถป้องกันประตูได้สำเร็จ และความผิดหวังเล็กๆ ที่ไม่สามารถทำประตูชัยได้ “เกือบไปแล้วจริงๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง “ยอดเยี่ยมมากเอก! นายสุดยอดจริงๆ!” เสียงของวินดังขึ้นจากด้านหลัง เขาปรบมือให้เอกอย่างชื่นชม “ฉันไม่คิดว่านายจะตามมาถึงตรงนั้นได้” “ผมแค่ทำหน้าที่ของผมครับวิน” เอกตอบเสียงแผ่ว “แต่ผมรู้สึกว่าผมยังทำได้ไม่ดีพอ” “อย่าพูดแบบนั้นนะ!” วินรีบพูด “การเล่นของนายวันนี้มันเหนือความคาดหมายของฉันมาก โดยเฉพาะในจังหวะเมื่อกี้ มันแสดงให้เห็นถึงไหวพริบและการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของนาย” อาจารย์สมชายเดินเข้ามาหาเอกด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงกว่าเดิม “เอก... การเล่นเมื่อกี้ของนาย... มันดีมาก” เขาพูดช้าๆ ราวกับกำลังประมวลผลคำพูด “ถือว่าเป็นการตอบแทนความไว้วางใจของฉันได้ดีทีเดียว” เอกเงยหน้ามองอาจารย์สมชายด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำชมจากอาจารย์สมชายอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงของอาจารย์ไม่ได้แฝงไปด้วยการประชดประชัน หรือการตำหนิแต่อย่างใด “ผมดีใจครับอาจารย์” เอกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึก “ผมจะพยายามรักษามาตรฐานของผมไว้ครับ” “ดีมาก” อาจารย์สมชายพยักหน้า “แต่จำไว้นะ การแข่งขันยังไม่จบ เราต้องรักษาสกอร์นี้ไว้ให้ได้” เสียงนกหวีดดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเกมกำลังจะกลับมาดำเนินต่อ เอกสูดหายใจลึก เขาตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปอีก เวลาที่เหลือในสนามดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด ในขณะที่ทีมพยัคฆ์คำรามพยายามเร่งเกมบุกเพื่อทำประตูชัย อินทรีเพลิงก็ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น และพยายามหาโอกาสสวนกลับ “อีกแค่สิบนาทีเท่านั้น!” อาจารย์สมชายตะโกนปลุกเร้า “ทุกคน! ฮึดอีกหน่อย!” เอกวิ่งไล่บอลอย่างไม่ลดละ เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มอ่อนล้าเต็มที กล้ามเนื้อทุกส่วนประท้วง แต่จิตใจของเขากลับแข็งแกร่งกว่าที่เคย เขาเห็นภาพยายที่นั่งเชียร์อยู่บนอัฒจันทร์ เป็นภาพที่คอยหล่อเลี้ยงกำลังใจให้เขาเสมอ “เอก! ตรงนี้!” เสียงวินดังขึ้น เอกมองเห็นวินกำลังเลี้ยงบอลผ่านผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเข้ามาอย่างรวดเร็ว “จะเอาไงเพื่อน!” วินถามขณะที่ส่งบอลให้เอก เอกรับบอลได้ เขาหันหน้าไปมองประตูคู่ต่อสู้ เห็นผู้รักษาประตูยืนคุมเชิงอยู่ เขามีโอกาสยิงประตูจากตรงนี้ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามุมมันค่อนข้างแคบ “ส่งให้ฉัน!” เสียงของ “นนท์” กองหน้าตัวหลักของทีมดังขึ้นจากอีกฝั่ง เอกเหลือบมองนนท์ เขาเห็นว่านนท์อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า แต่การส่งบอลให้นนท์ในจังหวะนี้มีความเสี่ยงสูงที่ฝ่ายตรงข้ามจะตัดบอลได้ “ถ้าเสียบอลตอนนี้ เราอาจจะโดนสวนกลับนะ” เอกคิดในใจ “ส่งมาเลยเอก! ฉันอยู่ตรงนี้!” นนท์ตะโกนย้ำ เอกตัดสินใจ เขามองเห็นช่องว่างที่แทบจะมองไม่เห็นระหว่างกองหลังสองคนของฝ่ายตรงข้าม เขาเลือกที่จะไม่ส่งให้นนท์ แต่เลือกที่จะใช้ความสามารถของตัวเอง เขากระชากบอลหลบผู้เล่นที่พยายามเข้ามาประกบอย่างรวดเร็ว จังหวะการเคลื่อนไหวของเขาราบรื่นแต่แฝงด้วยพลังราวกับมีเหล็กกล้าหล่อหลอมอยู่ภายใน “โอ้โห! ดูการเลี้ยงบอลของเด็กคนนั้นสิ!” ผู้บรรยายในสนามอุทานด้วยความทึ่ง “เป็นการเลี้ยงบอลที่เหนือชั้นจริงๆ! เขาหลบผู้เล่นถึงสองคนได้อย่างง่ายดาย!” เอกเข้าใกล้กรอบเขตโทษมากขึ้น เขามองเห็นผู้รักษาประตูที่กำลังเตรียมพร้อมที่จะปัดป้องการยิง เอกตัดสินใจที่จะลองยิงประตูด้วยตัวเอง เขาใช้ปลายสตั๊ดข้างซ้ายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนัก ปั่นบอลโค้งเข้าหาเสาไกล “ยิง!” เสียงเชียร์จากกองเชียร์อินทรีเพลิงดังขึ้นพร้อมกัน แต่แล้ว... ในจังหวะที่เอกกำลังจะปล่อยเท้าออกไป ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งตามมาก็พุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว หวังจะสกัดบอลในจังหวะสุดท้าย เอกสัมผัสได้ถึงแรงปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที “ไม่!” เอกร้องออกมาอีกครั้ง เขาพยายามควบคุมลูกบอล แต่แรงปะทะจากผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทำให้เขาเสียหลักเล็กน้อย บอลที่ควรจะพุ่งเข้าหากรอบประตู กลับกลิ้งออกไปนอกสนาม “อ๊าย! เสียดายจริงๆ!” ผู้บรรยายอุทาน “ให้ตายสิ! เกือบจะได้ประตูชัยแล้ว!” เสียงแฟนบอลอินทรีเพลิงดังขึ้นด้วยความผิดหวัง สิ้นเสียงนกหวีด ผู้ตัดสินเป่าหมดเวลาการแข่งขันครึ่งหลัง สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ที่ 1-1 บรรยากาศในสนามยังคงคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด เอกทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากลางสนาม หอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อไหลโซมกาย “ไม่เป็นไรนะเอก” วินเดินเข้ามาประคองเขาขึ้น “นายเล่นได้ดีมากจริงๆ” “ผมขอโทษครับวิน ผมน่าจะทำได้ดีกว่านี้” เอกพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดาย “ไม่เลย! นายทำดีที่สุดแล้ว!” วินยืนยัน “การที่นายเลี้ยงหลบผู้เล่นได้ขนาดนั้นแล้วเกือบจะทำประตูได้ มันสุดยอดมากแล้ว” อาจารย์สมชายเดินเข้ามาหาเอกอีกครั้ง สีหน้าของเขาดูดีขึ้นกว่าตอนครึ่งแรก “กลับไปพักผ่อนกันเถอะเอก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “เรายังมีเวลาอีกครึ่งหลัง” เอกมองไปที่อาจารย์สมชาย เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในน้ำเสียงของอาจารย์ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก เขาได้แต่หวังว่าการเล่นของเขาในวันนี้ จะทำให้ใครบางคน หรืออาจจะรวมถึงอาจารย์สมชายเอง มองเขาเปลี่ยนไปบ้าง

9,331 ตัวอักษร