เจ้าชายแวมไพร์ตกอับกับสาวชาวไร่

ตอนที่ 2 / 29

ดวงใจแวมไพร์กับกลิ่นดินกลิ่นทุ่ง

"ท่านชาย! ท่านชาย! พรุ่งนี้จะอดตายแล้วนะขอรับ!" เสียงตะโกนแหบแห้งดังขึ้นปลุกเจ้าชายแวมไพร์จากนิทราอันยาวนาน ดวงตาของเขาซึ่งเคยเป็นประกายสีแดงราวทับทิม บัดนี้กลับหรี่ลงอย่างอ่อนแรง ห่อเหี่ยวราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ "ข้า...ข้าคงสิ้นชาติแล้วกระมัง" เสียงแหบพร่าตอบกลับอย่างอ่อนแรง "อย่าเพิ่งสิ้นชาติไปสิขอรับ! อย่างน้อยก็ให้ข้าได้เห็นท่านกินอาหารสักคำก่อน!" เจ้าชายวลาดิเมียร์ หรือที่เหล่าบริวารเรียกขานด้วยความเคารพอย่างเจือปนความเวทนาว่า "ท่านชาย" บัดนี้ทรุดนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ครั้งหนึ่งเคยหรูหราอลังการ แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยใยแมงมุมและฝุ่นละอองหนาเตอะ เสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำสนิทที่เคยเปล่งประกาย บัดนี้กลับซีดจางและมีรอยขาดเป็นหย่อมๆ สภาพของปราสาทแวมไพร์แห่งนี้สะท้อนถึงความตกอับอย่างแท้จริง จากที่เคยเป็นศูนย์รวมอำนาจและความน่าเกรงขาม บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ถูกลืมเลือน "อาหาร...อาหารที่ว่านั่นคือสิ่งใดเล่า บัตเตอร์" วลาดิเมียร์ถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาที่เคยคมกริบ บัดนี้เลื่อนลอยราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด "ก็...ก็เลือดสดๆ ที่ท่านเคยทรงโปรดไงขอรับ! แต่ทว่า..." บัตเตอร์พยักหน้าหงอยๆ "แต่ทว่า...เลือดสดๆ ที่ว่านั่น...มันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกขอรับ! สัตว์ป่าก็หนีหายไปหมด คนก็...ก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้ปราสาทผีสิงแห่งนี้อีกต่อไป..." วลาดิเมียร์ถอนหายใจยาว นานนับร้อยปีนับตั้งแต่เขาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน "อาหาร" อันแสนจะกระหายนี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยทรงเป็นเจ้าชายแวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจล้นฟ้า สามารถสั่งให้ดวงจันทร์สาดแสงอ่อนโยน หรือแม้แต่ทำให้พายุกระหน่ำได้ แต่กาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ได้พรากทุกสิ่งไปจากเขา อำนาจที่เคยมีก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเหลือเพียงเขาและบัตเตอร์ ข้ารับใช้ผู้ภักดีเพียงคนเดียว "แล้ว...แล้วเราจะทำเช่นไรดีเล่า บัตเตอร์" วลาดิเมียร์ถามเสียงอ่อนแรง "ข้า...ข้าเริ่มรู้สึกถึงความหิวโหยที่กัดกินข้างใน...มันช่างทรมานเหลือเกิน" บัตเตอร์ก้มหน้ามองพื้นอย่างสิ้นหวัง เขาเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไรเช่นกัน เขาได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหา "อาหาร" มาประทังชีวิตของท่านชายได้ "ข้า...ข้าไม่ทราบจริงๆ ขอรับท่านชาย" ทันใดนั้นเอง สายตาของวลาดิเมียร์พลันไปสะดุดกับสิ่งที่อยู่ไกลออกไปนอกหน้าต่างปราสาท เขาเห็นแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านหมอกยามเช้า ทอดส่องไปยังทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา "นั่น...นั่นคืออะไรน่ะ บัตเตอร์" เขาถามเสียงตื่นเต้น "ดูเหมือน...ดูเหมือนจะเป็น...ทุ่งนาของมนุษย์" บัตเตอร์มองตามสายตาของวลาดิเมียร์ "อ้อ...นั่นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของมนุษย์ขอรับท่านชาย ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลนัก พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ตามปกติ...แต่กระนั้น...พวกเขาก็ยังคงหวาดกลัวที่นี่อยู่ดีขอรับ" วลาดิเมียร์จ้องมองทุ่งนาอย่างไม่วางตา ภาพเหล่านั้นช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความมืดมิดและแห้งแล้งภายในปราสาทของเขา "ทุ่งนา...สีเขียว...มีชีวิตชีวา..." เขาพึมพำกับตัวเอง "บางที...บางทีข้าอาจจะต้องลองออกไปดูสักครั้ง" "ท่านชาย! ไม่ได้นะขอรับ! เป็นอันตรายอย่างยิ่ง!" บัตเตอร์รีบห้าม "ท่านออกไปข้างนอกไม่ได้เด็ดขาด! แสงแดดจะแผดเผาท่าน! แล้วมนุษย์...พวกเขาก็จะทำอันตรายท่าน!" "แต่ข้า...ข้าทนไม่ไหวแล้ว บัตเตอร์" วลาดิเมียร์กล่าวเสียงเด็ดเดี่ยว "ถ้าข้ายังอยู่ที่นี่ ข้าก็คงต้องสิ้นใจตายไปเสียก่อน ถ้ามีโอกาสแม้แต่น้อยนิด...ข้าก็อยากจะลองคว้ามันไว้" วลาดิเมียร์ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ร่างกายที่เคยแข็งแกร่ง บัดนี้กลับสั่นเทา เขาเดินโซเซไปที่หน้าต่าง พยายามเพ่งมองไปยังทุ่งนาที่อยู่เบื้องหน้า "ข้าจะออกไป...แล้วข้าจะหาทาง..." "ท่านชาย! ได้โปรดฟังข้าก่อน!" บัตเตอร์ร้องขึ้นด้วยความตกใจ "ถ้าท่านจะออกไปจริงๆ...อย่างน้อยก็ให้ข้าได้เตรียมสิ่งจำเป็นให้ท่าน! เสื้อคลุมหนาๆ...หมวกปีกกว้าง...และ...และน้ำยาพิเศษที่จะช่วยป้องกันท่านจากแสงแดด!" วลาดิเมียร์หันกลับมามองบัตเตอร์ ดวงตาที่เคยอ่อนแรง บัดนี้มีความหวังเล็กๆ ฉายขึ้นมา "ดี...ดีมาก บัตเตอร์ เตรียมทุกอย่างให้ข้า ข้าจะออกเดินทางในคืนนี้" หลังจากบัตเตอร์เตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น วลาดิเมียร์ก็สวมเสื้อคลุมสีดำสนิทที่บัตเตอร์หามาให้ มันหนาพอที่จะปกป้องเขาจากแสงแดดได้ระดับหนึ่ง และหมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าเกือบมิด เขาหยิบน้ำยาที่บัตเตอร์ปรุงขึ้นมา ซึ่งมีกลิ่นหอมแปลกๆ และมีลักษณะคล้ายน้ำค้างแข็ง วลาดิเมียร์ดื่มมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเขารู้สึกเย็นซ่าไปทั่ว เมื่อดวงจันทร์เริ่มสาดแสงอ่อนๆ สู่โลกมนุษย์ วลาดิเมียร์ก็ก้าวเท้าออกจากปราสาทที่แสนทรุดโทรมของเขาอย่างเชื่องช้า บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซากปราสาท เขาเดินโซเซลงจากเนินเขา มุ่งหน้าไปยังทิศทางของทุ่งนาที่เขาเห็นเมื่อตอนเช้า ขณะที่เขาก้าวเข้าใกล้หมู่บ้านมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ วลาดิเมียร์ก็เริ่มได้ยินเสียงต่างๆ มากมาย เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย เสียงเครื่องมือเกษตรกรรม และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินที่ถูกไถพรวน ลอยมาแตะจมูก กลิ่นเหล่านั้นช่างแปลกใหม่และน่าประหลาดใจสำหรับเขา เพราะตลอดชีวิตของเขา เขาคุ้นเคยกับกลิ่นอับชื้น กลิ่นเลือด และกลิ่นของความตายเท่านั้น เขาแอบซุ่มอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ริมรั้วไร่แห่งหนึ่ง มองดูผู้คนในหมู่บ้านทำงานอย่างขยันขันแข็ง เด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงกำลังรดน้ำต้นไม้ ผู้ชายกำลังไถนา กลิ่นอายของชีวิตชีวาและความสุขแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณนั้น ทันใดนั้นเอง สายตาของวลาดิเมียร์ก็พลันไปหยุดอยู่ที่เด็กสาวคนหนึ่ง เธอมีผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวย ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใส กำลังยิ้มแย้มขณะที่ช่วยพ่อแม่เก็บเกี่ยวผักอยู่ ใบหน้าของเธอเปื้อนเหงื่อ แต่ก็ยังคงความสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม หัวใจของวลาดิเมียร์ซึ่งเคยเต้นช้าๆ และอ่อนแรงมานานนับศตวรรษ บัดนี้กลับเต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นี่คือความรู้สึกแบบใดกัน? เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย... "นี่...นี่มัน...อะไรกัน..." เขาพึมพำกับตัวเอง มองไปยังเด็กสาวคนนั้นอย่างไม่อาจละสายตา ขณะที่เขากำลังเคลิ้มไปกับภาพตรงหน้า จู่ๆ เด็กสาวคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบตาเข้ากับวลาดิเมียร์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นความตกใจระคนความสงสัย "ใครน่ะ...?" เสียงใสๆ ของเธอถามขึ้น วลาดิเมียร์ชะงัก เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครมองเห็นเขาได้ เขาคิดว่าน้ำยาที่บัตเตอร์ให้มานั้นจะช่วยปกปิดเขาจากสายตามนุษย์ได้ แต่ดูเหมือนว่า...จะไม่เป็นเช่นนั้น เด็กสาวคนนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ต้นไม้ที่วลาดิเมียร์ซ่อนตัวอยู่ "คุณ...คุณเป็นใครคะ? มายืนหลบอยู่ตรงนี้ทำไม?" วลาดิเมียร์รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ใบหน้า เขาไม่เคยรู้สึกอายแบบนี้มาก่อน เขาพยายามรวบรวมสติ "ข้า...ข้าเพียงแค่...ผ่านมา" เขาตอบเสียงตะกุกตะกัก เด็กสาวคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย "ผ่านมา? แต่แถวนี้ไม่มีใครเดินผ่านมาเลยนะคะ โดยเฉพาะตอนกลางคืนแบบนี้" "ข้า...ข้าหลงทาง" วลาดิเมียร์โกหกไปอย่างหน้าตาเฉย "ข้ากำลังจะกลับบ้าน แต่ดูเหมือนว่าข้าจะ...จะจำทางกลับไม่ถูก" เด็กสาวคนนั้นมองวลาดิเมียร์อย่างพิจารณา ชุดคลุมสีดำสนิท หมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าเกือบมิด และผิวที่ซีดเซียวผิดปกติ ทำให้เธอยิ่งรู้สึกสงสัย "คุณดูไม่ค่อยสบายนะคะ หน้าซีดมากเลย" "ไม่เป็นไร" วลาดิเมียร์รีบตอบ "ข้า...ข้าแค่อ่อนเพลียเล็กน้อย" ทันใดนั้นเอง เสียงร้องของแม่เด็กสาวก็ดังขึ้น "มะลิ! มานี่เร็วลูก! อย่าไปคุยกับคนแปลกหน้า!" เด็กสาวที่ชื่อมะลิหันกลับไปมองแม่ของเธอ แล้วหันกลับมามองวลาดิเมียร์อีกครั้ง "ขอโทษนะคะ ฉันต้องไปแล้ว" เธอกล่าว "แต่ถ้าคุณหาทางกลับบ้านไม่เจอ...พรุ่งนี้เช้า ลองมาที่บ้านฉันได้นะคะ ฉันชื่อมะลิ อยู่บ้านหลังริมสุดเลยค่ะ" พูดจบมะลิก็รีบวิ่งกลับไปหาแม่ของเธอ ทิ้งให้วลาดิเมียร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาจ้องมองไปยังทิศทางที่มะลิวิ่งจากไป หัวใจของเขายังคงเต้นแรงไม่หยุด ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยังคงอบอวลอยู่ภายใน เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตที่ตกอับของเขา จะนำพาเขามาพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ เด็กสาวชาวไร่คนหนึ่ง...มีรอยยิ้มที่สดใสราวกับแสงตะวัน และดวงตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา "มะลิ..." เขาพึมพำชื่อนั้นเบาๆ "ข้า...ข้าจะไปหาเจ้าจริงๆ...เพื่อหาทางกลับบ้าน...หรือ...เพื่อบางสิ่งบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้..." แต่แล้ว...เขาก็พลันนึกถึงสิ่งที่บัตเตอร์เคยเตือนเขา "ท่านชาย! ระวัง...พวกมนุษย์อาจจะจับท่านไปทดลอง! พวกเขาอาจจะมองว่าท่านเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย!" วลาดิเมียร์หันกลับไปมองปราสาทแวมไพร์อันมืดมิดที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา เขารู้ดีว่าเขากลับไปที่นั่นไม่ได้ในตอนนี้ ร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินไป และความหิวโหยก็ยังคงกัดกินเขาอยู่ "ข้า...ข้าควรจะทำเช่นไรดี..." เขากล่าวเสียงแผ่วเบา ในขณะที่เขากำลังสับสน วลาดิเมียร์ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลังของเขา เขาหันไปมองอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เขาเห็น ทำให้เลือดในกายของเขาแทบจะแข็งตัว "ใครน่ะ! ออกมาเดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟจากตะเกียงที่ส่องมายังเขา วลาดิเมียร์ตกใจ เขาไม่คิดว่าจะมีใครอยู่ในบริเวณนี้อีกแล้ว เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่ร่างกายของเขากลับอ่อนแรงเกินไป "หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าเป็นใคร! มาทำอะไรกลางดึกแบบนี้!" เสียงตะโกนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาอีก วลาดิเมียร์รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่แล่นไปทั่วร่าง เขาพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อที่จะหนีไปจากที่นี่...แต่ดูเหมือนว่า...เขาจะหนีไม่พ้น...

7,990 ตัวอักษร

แชร์ตอนนี้ให้เพื่อน