ตอนที่ 17 — เงาที่ทาบทับบนเส้นทางใหม่
ความสำเร็จของนิยาย “ปีกบางที่แข็งแกร่ง” ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องราวกับคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาไม่ขาดสาย พสุธได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ งานเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากนิตยสารชื่อดังหลายฉบับ เขาเริ่มที่จะคุ้นเคยกับการเป็นที่รู้จัก การถูกจดจำ และการมีผู้คนมากมายที่ให้ความสนใจในตัวตนของเขา
“คุณพสุธคะ ดิฉันมีข่าวดีมาแจ้งค่ะ” อรณิชาโทรมาหาพสุธด้วยน้ำเสียงสดใส “มีสำนักพิมพ์จากต่างประเทศติดต่อเข้ามา แสดงความสนใจที่จะซื้อลิขสิทธิ์นิยายของคุณไปแปลเป็นภาษาอื่นค่ะ”
พสุธแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “จริงเหรอครับคุณอรณิชา”
“จริงค่ะ! พวกเขาประทับใจในเรื่องราวของคุณมาก และเชื่อว่ามันจะสามารถเข้าถึงผู้อ่านในระดับสากลได้” อรณิชาเล่าอย่างกระตือรือร้น “เรากำลังเจรจาต่อรองกันอยู่ค่ะ”
ข่าวนี้ทำให้พสุธรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก การที่ผลงานของเขาจะก้าวข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรมไปสู่สายตาของผู้อ่านทั่วโลก เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน
“ผมดีใจมากครับคุณอรณิชา” พสุธกล่าว “ขอบคุณที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ก้าวไปอีกขั้นนะครับ”
“เราต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณพสุธ” อรณิชากล่าว “คุณกำลังสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการวรรณกรรมของเราเลยนะคะ”
แต่ท่ามกลางความยินดีและความตื่นเต้นที่ถาโถมเข้ามา พสุธก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น แรงกดดันที่เกิดจากความคาดหวังของผู้อ่าน สำนักพิมพ์ และที่สำคัญที่สุด คือความคาดหวังของตัวเขาเอง
“ครั้งต่อไปฉันจะเขียนอะไรออกมาได้ดีเท่า ‘ปีกบางที่แข็งแกร่ง’ อีกไหมนะ” เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง “หรือนี่จะเป็นจุดสูงสุดของฉันแล้ว”
ความคิดเหล่านี้เริ่มฉายวนซ้ำในหัวของเขาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาพยายามจะเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องใหม่ บรรทัดแรกๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับดูเหมือนจะแข็งทื่อและไร้ชีวิตชีวา เขาพยายามนึกถึงเรื่องราวของผู้คน ความรู้สึกต่างๆ ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้เขา แต่ภาพเหล่านั้นกลับเลือนรางไปเสียหมด
“ทำไมมันถึงยากขนาดนี้นะ” เขาพึมพำกับตัวเอง “ก่อนหน้านี้ เรื่องราวไหลออกมาเองเหมือนน้ำตก แต่ตอนนี้... มันเหมือนเขื่อนที่กำลังจะแตก”
เขาพยายามกลับไปหาแรงบันดาลใจเดิมๆ ที่สวนสาธารณะ ที่โรงตีเหล็ก หรือแม้แต่ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ที่เขาเคยนั่งจิบกาแฟอย่างมีความสุข แต่ทุกสิ่งกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ผู้คนเหล่านั้นยังคงใช้ชีวิตของพวกเขาเช่นเดิม แต่สายตาของพสุธกลับมองเห็นมันเปลี่ยนไป เขาเห็นมันผ่านเลนส์ของ “นักเขียนที่ประสบความสำเร็จ” ไม่ใช่ “คนธรรมดาที่กำลังมองหาเรื่องราว”
“ป้านวลครับ” พสุธเข้าไปทักทายป้านวลที่แผงผักเช่นเคย “วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ”
“อ๋อ ไอ้หนุ่มพสุธ มาแล้วเหรอ” ป้านวลยิ้มกว้าง “ก็เหมือนเดิมแหละ ร้อนหน่อย แต่ก็ยังไหว”
“ผม... ผมอยากจะขอรบกวนป้าอีกครั้งครับ” พสุธเอ่ยอย่างลังเล “ผมอยากจะถามเรื่องราวเกี่ยวกับ... เรื่องที่ป้าเคยเล่าให้ผมฟัง ตอนที่พ่อของป้ายังเด็กๆ น่ะครับ”
ป้านวลมองพสุธด้วยความสงสัย “ทำไมจู่ๆ ถึงอยากรู้เรื่องนั้นล่ะไอ้หนุ่ม ปกติแกก็ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องเก่าๆ ของฉันหรอกนะ”
“ผม... ผมกำลังหานิยายเรื่องใหม่ครับ” พสุธตอบตามตรง “แต่ผมรู้สึกว่า... ผมกำลังจะมองข้ามอะไรบางอย่างไป”
“อืมม์” ป้านวลพยักหน้าช้าๆ “เรื่องเก่าๆ มันก็มีค่าของมันนะ แต่บางที... การมองไปข้างหน้าก็สำคัญเหมือนกัน”
บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้ช่วยให้พสุธรู้สึกดีขึ้นเลย กลับกัน มันยิ่งทำให้เขารู้สึกสับสนและกังวลมากขึ้นไปอีก เขาเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดอยู่ในกับดักของความสำเร็จ
“บางที... ฉันอาจจะไม่ได้มีพรสวรรค์ในการเขียนจริงๆ ก็ได้” ความคิดที่น่ากลัวนี้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “บางที ‘ปีกบางที่แข็งแกร่ง’ ของฉัน อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ”
เขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนฝูงและผู้คนรอบข้าง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องเช่าของตัวเอง จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ว่างเปล่า
“เมษา” พสุธรับสายเมษาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “มีอะไรเหรอ”
“พสุธ! ฉันไม่เห็นนายเลยช่วงนี้ เป็นอะไรไป” เสียงของเมษาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “นายไม่สบายหรือเปล่า”
“เปล่า... แค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ น่ะ” พสุธตอบ
“คิดอะไรเพลินๆ แล้วทำไมไม่ยอมออกมาเจอเพื่อนบ้างล่ะ” เมษาถาม “นายเคยบอกว่าอยากจะเล่าเรื่องราวของคนอื่นให้เราฟังเสมอ แล้วตอนนี้... ทำไมถึงเก็บตัวเงียบแบบนี้”
“ผม... ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงเมษา” พสุธยอมรับ “ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไป”
“สูญเสียอะไรไป” เมษาถามเสียงอ่อนลง “นายกำลังประสบความสำเร็จนะพสุธ”
“ความสำเร็จที่ทำให้ผมกลัว” พสุธพูดเสียงเครือ “ผมกลัวว่าผมจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว กลัวว่าผมจะไม่มีอะไรจะเขียนอีกต่อไป”
เมษานิ่งไปครู่หนึ่ง “พสุธ... นายจำได้ไหม วันแรกที่เราเจอกันที่โรงตีเหล็ก นายบอกว่าอะไร”
พสุธพยายามนึกย้อนกลับไป “ผม... ผมบอกว่า ผมกำลังมองหาเรื่องราว”
“ใช่” เมษาเน้นเสียง “และนายก็เจอมันจริงๆ ใช่ไหม”
“ใช่ครับ... แต่ตอนนี้...”
“ตอนนี้ นายกำลังกังวลกับ ‘ความสำเร็จ’ มากเกินไป” เมษาพูดแทรก “นายกำลังมองดูที่ ‘ผลลัพธ์’ จนลืมมองดูที่ ‘กระบวนการ’ และ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่แท้จริง”
“ผมไม่เข้าใจ”
“นายเคยบอกว่า ‘ปีกบางที่แข็งแกร่ง’ คือเรื่องราวของผู้คนธรรมดาใช่ไหม” เมษาถาม “แล้วทำไม... วันนี้ นายถึงกลายเป็นคนที่ดูห่างเหินจากความเป็นธรรมดาล่ะ”
คำพูดของเมษาเหมือนกับมีดที่กรีดลงไปกลางใจของพสุธ เขาตระหนักได้ทันทีว่าเขากำลังหลงทาง
“ผม... ผมอาจจะกำลังคิดมากเกินไปจริงๆ ครับเมษา” พสุธกล่าวเสียงแผ่ว
“นายไม่ต้องคิดมากหรอก แค่ลองออกไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม” เมษาแนะนำ “ลองกลับไปคุยกับป้านวล ไปดูชายชราที่โรงตีเหล็ก หรือแม้แต่ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเหมือนที่เคยทำ นายอาจจะเจออะไรบางอย่างก็ได้”
“ขอบคุณนะเมษา” พสุธกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง “ฉันรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”
“ไม่เป็นไร” เมษายิ้ม “อย่าลืมนะ ‘ปีกบาง’ ของนายจะแข็งแกร่งได้ ก็ต้องมีลมพัดบ้าง”
หลังจากวางสายจากเมษา พสุธรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แต่ความรู้สึกไม่มั่นคงยังคงเกาะกินใจเขาอยู่ เขาตัดสินใจว่าจะลองทำตามคำแนะนำของเมษา แต่เขาก็ยังคงกังวลว่ามันจะเพียงพอหรือไม่
4,867 ตัวอักษร