ตอนที่ 4 — พลังงานดำที่ไม่คาดคิด
แต่ก่อนที่ยานซายลอนจะบุกเข้ามาถึงภายในยานอาร์คาเดีย เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่มจนแทบจะกลบเสียงตะโกนของลูกเรือ ความสั่นสะเทือนรุนแรงจนทำให้วัตถุต่างๆ บนสะพานเดินเรือหลุดร่วงลงมา พื้นยานสั่นไหวราวกับกำลังเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เอเลน่าทรงตัวอยู่ได้ด้วยการจับราวบังคับที่อยู่ใกล้ที่สุด ดวงตาของเธอเบิกกว้างมองไปยังจอภาพหลักที่ฉายภาพความโกลาหลภายนอก
"เกิดอะไรขึ้น!" เอเลน่าตะโกนถาม เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยด้วยความตึงเครียด "ระบบป้องกันไม่สามารถหยุดยั้งพวกมันได้อีกแล้วหรือไง!"
"ไม่ใช่ครับกัปตัน!" โอลิเวอร์ตะโกนตอบ เขาหน้าซีดเผือดขณะที่มือของเขากระหน่ำกดปุ่มบนแผงควบคุม "มีวัตถุขนาดใหญ่มากกำลังพุ่งตรงมาที่พวกเรา! มัน... มันไม่ใช่ยานซายลอน!"
ภาพบนจอหลักเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ภาพของยานซายลอนที่พยายามเจาะเกราะเข้ามา ตอนนี้กลับเป็นภาพของกลุ่มพลังงานสีดำมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหา ยานอาร์คาเดียด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว มันมีขนาดใหญ่กว่ายานซายลอนทุกๆ ลำรวมกันเสียอีก และที่น่าประหลาดใจคือ มันไม่ได้ปล่อยสัญญาณพลังงานใดๆ ออกมาเลย มีเพียงความมืดมิดที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว ราวกับเป็นหลุมดำเคลื่อนที่ขนาดมหึมา
"นั่นมัน... สิ่งที่เราเจอตอนแรกนี่นา!" ทาร่าร้องอุทาน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "แต่มันใหญ่ขึ้นมาก!"
"มันกำลังจะชนเรา!" ซามูเอลตะโกนเตือน
เอเลน่ากัดฟันกรอด เธอรู้ดีว่าหากยานอาร์คาเดียปะทะกับวัตถุนั้นโดยตรงด้วยความเร็วของยานอาร์คาเดียในตอนนี้ โอกาสรอดมีน้อยมาก เกราะป้องกันที่เสียหายอยู่แล้วคงไม่สามารถทนรับแรงกระแทกมหาศาลได้
"ทาร่า! ปิดระบบขับเคลื่อนทั้งหมด! เตรียมระบบพยุงชีพฉุกเฉิน!" เอเลน่าสั่งเสียงดัง "โอลิเวอร์! พยายามส่งสัญญาณเตือนภัยออกไปให้ได้มากที่สุด! บอกทุกคนว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับ... อะไรสักอย่างที่อันตราย!"
"ครับกัปตัน!" ทั้งสองคนตอบรับอย่างรวดเร็ว แม้จะมีความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในแววตา
ยานอาร์คาเดียเริ่มชะลอความเร็วลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ดูเหมือนจะช้าเกินไป วัตถุพลังงานสีดำกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ความมืดมิดของมันเริ่มกลืนกินแสงดาวที่อยู่รอบๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวยานเต็มไปด้วยความวังเวง
"สิบวินาทีสุดท้าย!" โอลิเวอร์นับถอยหลังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เอเลน่ากำหมัดแน่น เธอหลับตาลงอีกครั้ง พยายามทำใจให้สงบ แต่ในใจเธอก็ยังคงคิดถึงคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้ "เราอาจจะมีพันธมิตรที่ไม่คาดคิด" มันเป็นความหวังอันริบหรี่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอพร้อมจะลองทุกวิถีทาง
"สิบ... เก้า... แปด..."
วินาทีสุดท้ายมาถึง เอเลน่าเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง แต่แทนที่จะเป็นแรงปะทะที่รุนแรงกลับมีเสียงหวีดหวิวประหลาดดังขึ้นมาแทน เสียงนั้นดังมาจากภายในยานเอง มันไม่ใช่เสียงของเครื่องยนต์หรือระบบใดๆ ที่เธอรู้จัก มันเป็นเสียงที่เหมือนกับเสียงคร่ำครวญของอะไรบางอย่างที่กำลังทรมาน
"เกิดอะไรขึ้น?" เอเลน่าลืมตาขึ้น เธอพบว่ายานอาร์คาเดียไม่ได้ถูกชน แต่กลับกำลังถูกดึงเข้าหาวัตถุพลังงานสีดำนั้นอย่างช้าๆ ราวกับถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำวน
"กัปตันคะ! สัญญาณพลังงานของยานฯ กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว!" ทาร่ารายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "มันกำลังดูดพลังงานของเราไป!"
"แล้วยานซายลอนล่ะ?" เอเลน่าถาม
"พวกมัน... พวกมันกำลังถอยออกไปค่ะ!" โอลิเวอร์ตอบด้วยความประหลาดใจ "เหมือนกับว่าพวกมันกลัวอะไรบางอย่าง!"
บนจอภาพหลัก เอเลน่าเห็นยานซายลอนหลายลำที่เคยไล่ล่าพวกเขา กำลังเร่งความเร็วหนีออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ราวกับเห็นปีศาจร้ายที่น่ากลัวกว่าพวกเขาหลายเท่า
"ดูเหมือนว่า..." เอเลน่าพึมพำ "พันธมิตรที่ไม่คาดคิดของเรา... อาจจะเป็นตัวช่วยของเราจริงๆ"
ยานอาร์คาเดียยังคงถูกดึงเข้าไปใกล้กลุ่มพลังงานสีดำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แรงดึงดูดนั้นไม่ได้รุนแรงถึงขั้นฉีกกระชากยานให้แตกออก มันเป็นแรงดึงที่นุ่มนวลกว่านั้น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันกำลังพาทั้งยานเข้าไปสู่ใจกลางของความมืดมิดนั้น
"เรากำลังจะเข้าไปใน... ตัวของมันแล้วค่ะกัปตัน" ทาร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนหวาดกลัว
"ตั้งสติไว้ทุกคน" เอเลน่ากล่าว "เราไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไร แต่เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์"
เมื่อยานอาร์คาเดียเคลื่อนผ่านขอบของกลุ่มพลังงานสีดำเข้าไป บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความมืดมิดที่เคยปกคลุมอยู่รอบนอกพลันจางหายไป แทนที่ด้วยแสงสลัวสีม่วงอ่อนๆ ที่ส่องประกายมาจากทุกทิศทาง มันไม่ใช่แสงดาว ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงที่ดูเหมือนจะแผ่ออกมาจากโครงสร้างที่มองไม่เห็น
"นี่มัน... ที่ไหนกัน?" ซามูเอลถาม เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานของสะพานเดินเรือ ราวกับพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
"ดิฉันไม่รู้ค่ะกัปตัน" ทาร่าตอบ "แต่ระบบสแกนของเรา... ไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือโครงสร้างใดๆ ได้เลย มันเหมือนกับว่าเรากำลังล่องลอยอยู่ใน... มิติอื่น"
เอเลน่าก้าวลงจากเก้าอี้กัปตัน เธอเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของสะพานเดินเรือ ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเธอทำให้เธอแทบลืมหายใจ
เบื้องหน้าของเธอ คือทิวทัศน์ที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน มันคือกลุ่มก้อนของพลังงานสีม่วงที่ส่องประกายระยิบระยับ ก่อตัวเป็นรูปร่างที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ดูเหมือนกลุ่มเมฆ บางครั้งก็ดูเหมือนผืนน้ำ บางครั้งก็ดูเหมือนสสารที่ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า
"มันสวยงาม... และน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน" เอเลน่าพึมพำ
"กัปตันคะ" โอลิเวอร์เรียก "มีสัญญาณ... สัญญาณที่ไม่ใช่พลังงานกำลังเข้ามา"
"อะไร?" เอเลน่าหันกลับไปมอง
"มันเป็น... เสียงค่ะ" โอลิเวอร์ตอบ "เหมือนกับ... เสียงดนตรี?"
เสียงที่โอลิเวอร์พูดถึงค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่มนุษย์เคยได้ยินมาก่อน มันเป็นเสียงที่ผสมผสานระหว่างเสียงฮัม เสียงกระซิบ และเสียงคลื่นที่ซัดสาด มันฟังดูแปลกประหลาด แต่ก็มีความไพเราะที่ยากจะอธิบาย
"มันกำลังสื่อสารกับเรา" เอเลน่ากล่าวอย่างแน่ใจ
"แต่เราจะเข้าใจมันได้อย่างไรคะ?" ทาร่าถาม
"เราอาจจะไม่เข้าใจมันด้วยภาษา" เอเลน่าตอบ "แต่มันกำลังส่งบางสิ่งบางอย่างมาให้เรา... ความรู้สึก... ความทรงจำ"
ภาพโฮโลแกรมบนจอหลักเริ่มเปลี่ยนไป แทนที่ข้อมูลการเดินทาง ตอนนี้กลับแสดงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพของดาวเคราะห์ที่กำลังลุกไหม้ ภาพของเผ่าพันธุ์ที่กำลังสูญสิ้น ภาพของยานอวกาศที่กำลังเดินทางผ่านความว่างเปล่า
"นี่มัน... ประวัติศาสตร์ของเรา" เอเลน่าอุทาน
"ไม่... ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของเรา" โอลิเวอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มันคือประวัติศาสตร์ของจักรวาล... และ... และอนาคต?"
ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นบนจอคือภาพของดาวเคราะห์สีฟ้าที่กำลังถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานสีดำมหาศาล มันดูเหมือนกับว่ากำลังจะถูกกลืนกิน
"เซเรเนีย..." เอเลน่ากระซิบชื่อดาวเคราะห์แห่งความหวัง
"นั่นหมายความว่า..." ทาร่าเริ่มพูด แต่ก็พูดไม่ออก
"หมายความว่า... การเดินทางของเรายังอีกยาวไกล... และอันตรายกว่าที่เราคิด" เอเลน่ากล่าวสรุป
5,592 ตัวอักษร