ตอนที่ 10 — ของขวัญแห่งความหวังและความกังวล
นารารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของกล่องกำมะหยี่สีดำในมือ ความเย็นของโลหะที่ห่อหุ้มเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ส่องประกาย ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม หรือโจนาธาน เลขาส่วนตัวของวิคเตอร์ ยังคงยืนรอคำตอบอย่างสุภาพ ใบหน้าของเขาสุขุม เรียบเฉย ราวกับว่าการนำของขวัญล้ำค่ามามอบให้กับคุณหมออย่างเธอ เป็นเรื่องปกติธรรมดาในแต่ละวัน
“ดิฉัน…ดิฉันรับไว้ไม่ได้ค่ะ” นาราเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามส่งกล่องกำมะหยี่คืนให้กับโจนาธาน “มันมีราคาแพงเกินไป”
โจนาธานยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่ก็ยังคงความเป็นมืออาชีพ “ท่านประธานไม่ได้คาดหวังให้คุณหมอยอมรับในทันทีครับ ท่านเพียงแต่ต้องการให้คุณหมอเก็บมันไว้ก่อน”
“แต่…”
“คุณหมอครับ” โจนาธานตัดบทอย่างนุ่มนวล “ท่านประธานทราบดีว่าคุณหมออาจจะรู้สึกอึดอัดใจกับของขวัญชิ้นนี้ แต่โปรดเข้าใจว่า มันไม่ใช่การติดสินบน หรือการซื้อตัวใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเพียงสัญลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่จะเตือนให้คุณหมอทราบว่า คุณหมอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”
นาราเงียบไป เธอจ้องมองไปที่กล่องกำมะหยี่ในมืออีกครั้ง สร้อยคอเรือนทองคำขาวประดับเพชร…มันสวยงามมากอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากเป็นผู้หญิงทั่วไป คงจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่สำหรับเธอ มันกลับกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง
“ดิฉัน…ดิฉันเป็นหมอค่ะ” นาราพูดช้าๆ พยายามเรียบเรียงความคิด “หน้าที่ของดิฉันคือการรักษาผู้คน ไม่ใช่การรับของขวัญราคาแพงจากใคร”
“ผมเข้าใจครับคุณหมอ” โจนาธานพยักหน้า “และท่านประธานก็ชื่นชมในอุดมการณ์ของคุณหมอเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานไม่ได้ต้องการให้คุณหมอละทิ้งหน้าที่ หรือเปลี่ยนแปลงตัวตนของตัวเองแต่อย่างใด ท่านเพียงแต่ต้องการสนับสนุนคุณหมอ ในรูปแบบที่ท่านสามารถทำได้”
“สนับสนุน…ในรูปแบบไหนคะ” นาราถามย้ำอีกครั้ง ความสงสัยและระแวงยังคงเกาะกุมหัวใจของเธอ “การให้สร้อยเพชรราคาแพงแบบนี้ มันคือการสนับสนุนอย่างนั้นหรือคะ”
“มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับคุณหมอ” โจนาธานอธิบาย “ท่านประธานเชื่อว่า การมีคนที่คอยอยู่เคียงข้าง และพร้อมจะช่วยเหลือในยามที่ยากลำบาก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”
“แต่…คุณวิคเตอร์ไม่ใช่คนรู้จักที่สนิทสนมอะไรกับดิฉันเลย” นาราเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ทำไมเขาถึงต้องทำถึงขนาดนี้”
“บางครั้ง…การที่เราต้องการใครสักคน ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมานานครับคุณหมอ” โจนาธานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “ความรู้สึกมันเกิดขึ้นได้เสมอ”
คำพูดของโจนาธานทำให้หัวใจของนาราสั่นไหวไปชั่วขณะ เธอพยายามปัดเป่าความคิดที่ไม่เข้าท่าเหล่านี้ออกไป
“ดิฉัน…ดิฉันยังคงคิดว่า มันไม่เหมาะสมค่ะ” นารากล่าวเสียงหนักแน่นขึ้น “คุณโจนาธาน ช่วยนำมันกลับไปบอกคุณวิคเตอร์ด้วยนะคะ ว่าดิฉันขอบคุณสำหรับความตั้งใจ แต่ดิฉันรับไว้ไม่ได้จริงๆ”
โจนาธานมองนารานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ผมจะเรียนให้ท่านประธานทราบครับ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ถ้าคุณหมอเปลี่ยนใจเมื่อใด โปรดแจ้งผมได้เสมอครับ”
โจนาธานโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้นาราอยู่กับความรู้สึกที่ซับซ้อน ภาพใบหน้าของวิคเตอร์ คำพูดของเขา และของขวัญที่ถูกส่งมา ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง และทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง แสงแดดยามบ่ายที่เคยทำให้รู้สึกอบอุ่น ตอนนี้กลับดูมัวหม่นลงไปถนัดตา
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” เธอพึมพำกับตัวเอง “ทำไมเขาถึงทำเหมือนกับว่า…เขาแคร์ฉันมากขนาดนั้น”
เธอเริ่มคิดถึงคำเตือนของคุณหญิงรัชนีอีกครั้ง ‘วิคเตอร์ บัตเลอร์ เป็นคนที่อันตราย’ คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
“หรือว่า…นี่คือส่วนหนึ่งของเกมของเขา” นาราครุ่นคิด “เขาต้องการทำให้ฉันรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ หรือรู้สึกผูกพันกับเขา เพื่อที่ฉันจะได้ยอมทำตามเงื่อนไขที่เขาต้องการ”
ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง การรับของขวัญชิ้นนี้ อาจจะเป็นก้าวแรกที่นำเธอไปสู่กับดักที่มองไม่เห็น
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คำพูดของวิคเตอร์ ที่ว่าเขาต้องการสนับสนุนเธอ ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย
“ถ้าหาก…ถ้าหากเขาพูดจริงล่ะ” นาราเผลอคิด “ถ้าหากเขาต้องการช่วยเหลือฉันจริงๆ โดยไม่มีเบื้องหลังอะไรเลย”
ความคิดนี้ ทำให้เธอรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม เธอเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และสัญชาตญาณบอกเธอว่า วิคเตอร์ บัตเลอร์ ไม่ใช่คนธรรมดา เขาซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้เบื้องหลังรอยยิ้มและท่าทีที่สุขุม
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดโทรออก
“ฮัลโหลค่ะคุณแม่”
“นาราจ๊ะ มีอะไรหรือลูก” เสียงของคุณแม่ดังมาอย่างอ่อนโยน
“คุณแม่คะ…คุณแม่พอจะรู้จักคุณวิคเตอร์ บัตเลอร์ มากกว่าที่เคยบอกดิฉันหรือเปล่าคะ” นาราถามอย่างระมัดระวัง
มีเสียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คุณแม่จะถอนหายใจเบาๆ “ทำไมลูกถึงถามถึงเขาอีกล่ะ”
“คือ…เขาเข้ามาเสนอความช่วยเหลือบางอย่างให้ดิฉันค่ะ แต่…ดิฉันไม่แน่ใจในเจตนาของเขา” นาราอธิบาย
“นารา…ลูกจำที่แม่เคยบอกได้ไหม” คุณแม่ตอบเสียงเครียดขึ้น “แม่เคยบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนของตระกูลบัตเลอร์ โดยเฉพาะวิคเตอร์”
“แต่เขาบอกว่า เขาจะช่วยเหลือดิฉันเรื่อง…เรื่องของโรงพยาบาล” นาราพยายามบอก
“ลูก…แม่รู้ว่าลูกเป็นห่วงโรงพยาบาลมาก” คุณแม่เสียงอ่อนลง “แต่การรับความช่วยเหลือจากวิคเตอร์ มันอาจจะอันตรายเกินไปนะลูก แม่ไม่อยากให้ลูกต้องตกอยู่ในอันตราย”
“อันตราย…ในรูปแบบไหนคะคุณแม่” นาราถามด้วยความกังวล
“แม่ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดหรอกนะลูก” คุณแม่ตอบอย่างอึดอัด “แต่แม่รู้ว่า วิคเตอร์ บัตเลอร์ เขาเป็นคนอันตราย และการเข้าไปพัวพันกับเขา อาจจะนำพาปัญหามาให้เราโดยไม่คาดคิด”
“แล้ว…คุณพ่อของดิฉันล่ะคะ คุณพ่อรู้จักเขาดีแค่ไหน” นาราถามต่อ
“พ่อของลูก…พ่อของลูกก็เคยมีเรื่องกับตระกูลบัตเลอร์มาก่อนเหมือนกันจ้ะ” คุณแม่เสียงสั่น “มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน…แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
นารารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมา เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่า พ่อของเธอ ซึ่งเธอรักและเคารพมาก ก็เคยมีปัญหากับวิคเตอร์ บัตเลอร์
“คุณแม่คะ…แล้วถ้าดิฉันไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเขา แล้วโรงพยาบาลจะทำอย่างไรคะ” นาราถามเสียงสั่นเครือ
“ลูก…แม่ไม่รู้จะตอบลูกยังไงดี” คุณแม่เสียงสั่น “แต่แม่เชื่อว่า ลูกจะต้องหาทางออกที่ดีที่สุดได้เสมอ แม่เชื่อในตัวลูกนะ”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ นาราก็ยิ่งรู้สึกสับสนและโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก เรื่องราวที่เธอเคยคิดว่าเข้าใจ กลับยิ่งซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่มองไม่เห็น
เธอตัดสินใจที่จะเก็บสร้อยคอเส้นนั้นไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ลึกเข้าไปข้างในที่สุด ราวกับว่าถ้าเธอซ่อนมันไว้ให้พ้นสายตา ปัญหาทั้งหมดก็จะหายไป
แต่เธอก็รู้ดีว่า มันไม่ใช่ความจริง
แสงแดดยามเย็นเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงเงาทอดยาวที่ดูน่ากลัว
นาราถอนหายใจยาว เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของเธอ และโรงพยาบาลที่เธอรักไปอีกนานแสนนาน
เธอจะต้องหาทางออกที่ดีที่สุด…ทางออกที่เธอไม่ต้องแลกด้วยอิสรภาพ หรือความปลอดภัยของตัวเอง
5,632 ตัวอักษร