เมียคืนเดียวของศัตรู

ตอนที่ 10 / 45

ตอนที่ 10 — สัญญาณอันตรายที่เริ่มปรากฏ

การเปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจของบริษัทอัคคเดชกลายเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงนักธุรกิจ แม้สุริยะจะพยายามอธิบายเหตุผลและความจำเป็นในการตัดสินใจครั้งนี้ต่อทีมผู้บริหารระดับสูง แต่ก็ยังคงมีเสียงกระซิบกระซาบและความไม่ไว้วางใจบางส่วนที่แฝงเร้นอยู่ภายใน การที่เขาถอนตัวจากโครงการสำคัญที่กำลังจะเข้าประมูลในพื้นที่ของตระกูลอัครเดชนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขากำลังเดินสวนทางกับผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับในระยะสั้น ทว่าในระยะยาว การตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง “คุณสุริยะครับ ผมยังไม่ค่อยสบายใจเรื่องการถอนตัวจากโครงการนั้นเท่าไรครับ” ผู้บริหารอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นระหว่างการประชุมทีมยามบ่าย “มันเหมือนกับการ… ปล่อยโอกาสทองให้หลุดมือไป ทั้งๆ ที่เราได้เปรียบทุกอย่าง” สุริยะพยักหน้ารับฟัง สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ผมเข้าใจความกังวลของท่านครับ คุณประเสริฐ แต่ผมได้คำนวณถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบแล้ว และผมเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ใหญ่กว่ารออยู่” “โอกาสใหม่ๆ ที่ว่า… หมายถึงอะไรครับ” คุณประเสริฐถามต่อ สายตาฉายแววสงสัย “ผมกำลังพิจารณาถึงการขยายตลาดไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ครับ” สุริยะอธิบาย “มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และมีความต้องการในอสังหาริมทรัพย์สูง โครงการที่เราเคยจะเข้าประมูลนั้น… มันมีข้อจำกัดหลายอย่างที่อาจทำให้เราไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ หากเรายึดติดกับมันมากเกินไป” “แต่… การเริ่มต้นในตลาดใหม่ มันต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงไม่น้อยเลยนะครับ” คุณประเสริฐยกข้อโต้แย้งขึ้นมาอีกครั้ง “แน่นอนครับ” สุริยะยอมรับ “แต่ผมเชื่อในศักยภาพของทีมเรา และผมได้เริ่มเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเหล่านั้นแล้ว ซึ่งผลตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจทีเดียว” เขาพยายามอธิบายถึงแผนการต่างๆ ที่วางเอาไว้ การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ ที่จะใช้ในการเจาะตลาดต่างประเทศ แม้จะดูเป็นรูปธรรม แต่ในใจของผู้บริหารหลายคนก็ยังคงมีความกังวลอยู่ลึกๆ พวกเขารู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวผู้นำเป็นอย่างมาก “ผมทราบดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ทุกท่านรู้สึกไม่มั่นคง” สุริยะกล่าวปิดท้ายการประชุม “แต่ผมอยากให้ทุกท่านเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของผม ผมจะรับผิดชอบต่อทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และผมจะทำให้บริษัทอัคคเดชเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม” หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม สุริยะก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเลื่อนหารายชื่อของรินดา และกดโทรออก “สวัสดีครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นเมื่อปลายสายรับ “สุริยะ… ฉันเอง” รินดาตอบ เสียงของเธอดูอ่อนล้าเล็กน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง การประชุมวันนี้” “ก็… อย่างที่คิด มีทั้งคนเข้าใจและคนยังกังวลอยู่” สุริยะตอบตามตรง “แต่โดยรวมแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปด้วยดี” “ฉันดีใจนะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี” รินดากล่าว “คุณพ่อเองก็… ดูผ่อนคลายขึ้นมาก” “ผมต้องขอบคุณคุณมากนะ” สุริยะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากไม่มีคุณ… ผมคงไม่ได้รับโอกาสนี้” “อย่าพูดแบบนั้นสิ” รินดาตอบ “ฉันแค่… อยากเห็นทุกอย่างมันดีขึ้น” “ผมรู้” สุริยะนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่มีบางอย่างที่ผมอยากจะบอกคุณ” “มีอะไรเหรอ” รินดาถามด้วยความเป็นห่วง “เสียงคุณดู… แปลกไป” “ผม… ได้รับสัญญาณบางอย่าง” สุริยะกล่าว “เหมือนกับว่า… มีคนกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของบริษัทเราอย่างใกล้ชิด” “จับตาดู?” รินดาทวนคำ “หมายถึงใคร” “ผมยังไม่แน่ใจครับ” สุริยะยอมรับ “แต่ผมรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง… เหมือนมีใครกำลังรอคอยให้เราพลาด” “แล้ว… เกี่ยวกับเรื่องของเราด้วยไหม” รินดาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผม… ไม่ทราบครับ” สุริยะตอบ “แต่ผมไม่อยากให้คุณกังวลนะ ผมจะจัดการเอง” “แต่คุณสุริยะ…” “เชื่อใจผมนะ” สุริยะตัดบท “ผมสัญญาว่าจะไม่ให้มีอะไรมาทำร้ายคุณ หรือทำร้ายครอบครัวของคุณเด็ดขาด” บทสนทนาจบลงด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย รินดาพิงหลังกับโซฟา ดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง ความกังวลเริ่มกัดกินหัวใจของเธอ แม้ว่าสถานการณ์ระหว่างสองครอบครัวจะเริ่มคลี่คลายลง แต่เธอกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่อันตรายกว่าเดิมกำลังคืบคลานเข้ามา วันเวลาผ่านไปอีกสองสัปดาห์ สุริยะยังคงเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ เขาได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาข้อตกลงกับพันธมิตรใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงของบริษัทอัคคเดชเริ่มปรากฏผลในเชิงบวกมากขึ้น รายได้เริ่มทรงตัว และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทว่าสัญญาณอันตรายที่สุริยะเคยรับรู้ ก็ยังคงคุกคามอยู่เบื้องหลัง เย็นวันหนึ่ง ขณะที่รินดากำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานของบิดา คุณพงศ์เทพก็เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารกองหนึ่ง “รินดา พ่อมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” คุณพงศ์เทพกล่าว น้ำเสียงดูจริงจัง “เรื่องอะไรคะคุณพ่อ” รินดาเงยหน้าขึ้นมอง “เอกสารพวกนี้… เป็นของบริษัทเรา” คุณพงศ์เทพยื่นเอกสารให้ลูกสาว “พ่อเพิ่งได้รับมันมาเมื่อช่วงบ่ายนี้เอง” รินดาหยิบเอกสารขึ้นมาดู เป็นรายงานทางการเงิน และแผนธุรกิจบางส่วนของบริษัทอัคคเดช “ทำไม… มีเอกสารพวกนี้มาอยู่ที่คุณพ่อได้คะ” “นั่นแหละที่พ่อกำลังจะถามลูก” คุณพงศ์เทพนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม “พ่อว่า… มีคนกำลังหาทางเข้ามาล้วงข้อมูลของเรา” รินดามองเอกสารในมือด้วยความตกใจ “เป็นไปไม่ได้นะคะคุณพ่อ… ใครจะทำแบบนั้น” “พ่อก็ไม่แน่ใจ” คุณพงศ์เทพถอนหายใจ “แต่ดูจากรูปแบบเอกสารแล้ว… มันเหมือนกับว่ามีคนภายในเป็นคนส่งมันออกมา” “คนภายใน?” รินดาอุทาน “แต่… ใครกันคะ” “นั่นคือสิ่งที่พ่อกังวล” คุณพงศ์เทพกล่าว “หลังจากที่พ่อได้ให้โอกาสสุริยะ… พ่อก็ได้สั่งให้ตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลภายในบริษัทอย่างเข้มงวดอีกครั้ง และก็พบว่า… มีการเข้าถึงข้อมูลบางส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาต” คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจรินดา “ไม่จริงนะคะคุณพ่อ… ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ” “พ่อก็หวังว่ามันจะเป็นความผิดพลาดนะ” คุณพงศ์เทพมองลูกสาวด้วยสายตาที่อ่อนลง “แต่เราต้องไม่ประมาท” “แล้ว… สุริยะรู้เรื่องนี้หรือยังคะ” รินดาถาม “ยัง” คุณพงศ์เทพตอบ “พ่ออยากจะคุยกับลูกก่อน” “เขา… เขาคงไม่เกี่ยวข้องแน่ๆ ค่ะคุณพ่อ” รินดาพยายามปกป้องสุริยะ “รินดาเชื่อใจเขา” “พ่อก็เชื่อใจลูก” คุณพงศ์เทพกล่าว “แต่ในสถานการณ์แบบนี้… เราต้องระวังให้ถึงที่สุด” “ถ้าอย่างนั้น… เราควรจะทำอย่างไรดีคะ” รินดาถามด้วยความกังวล “พ่อจะให้ทีมรักษาความปลอดภัยของเราตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง” คุณพงศ์เทพกล่าว “และเราจะต้องหาตัวคนที่ทำเรื่องนี้ให้ได้” “แล้ว… เราจะบอกสุริยะไหมคะ” รินดาถาม “รอก่อน” คุณพงศ์เทพตัดสินใจ “ให้เราได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อน แล้วค่อยว่ากัน” รินดาพยักหน้ารับ เธอรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่กำลังจะดีขึ้น กำลังจะถูกคุกคามจากเงื่อนงำอันตราย การปรากฏตัวของเอกสารลับเหล่านี้ ยิ่งทำให้เธออดคิดถึงคำพูดของสุริยะไม่ได้ “สัญญาณอันตราย” ที่เขากล่าวถึง… มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือ

5,533 ตัวอักษร