ตอนที่ 10 — การตัดสินที่เด็ดขาดของศาล
"ผมขอเรียนว่า การที่ผมสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตัวเองนั้น ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เคยรักคุณอรุณ" พราวพิรุณมองไปที่อรุณ "แต่เมื่อผมรู้ว่าคุณได้เลือกเส้นทางชีวิตอื่น ผมก็ต้องก้าวเดินต่อไปเพื่อตัวของผมเองและเพื่อลูก" เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงพลอยใส แต่ก็ยังคงความหนักแน่นไว้ได้ "การขอแบ่งสินสมรสในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผมขอให้ศาลพิจารณาด้วยความเป็นธรรม"
เมขลาที่นั่งข้างอรุณเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ เธอขยับเข้ามาใกล้และกระซิบกับอรุณ "นี่มันอะไรกัน ทำไมยัยพราวนั่นถึงได้เตรียมตัวมาดีขนาดนี้"
อรุณได้แต่ส่ายหน้า เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าพราวพิรุณจะสามารถรวบรวมหลักฐานได้มากขนาดนี้ เขาหันไปมองเมขลาด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ
ทนายความของอรุณพยายามคัดค้าน โดยอ้างว่าพราวพิรุณได้เก็บทรัพย์สินบางส่วนไว้โดยไม่แจ้งให้เขาทราบ แต่พราวพิรุณก็มีหลักฐานพร้อมโต้แย้งในทุกประเด็น การดำเนินคดีเป็นไปอย่างตึงเครียด ทนายความของทั้งสองฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์มาหักล้างกันอย่างดุเดือด
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แถลงปิดคดี และนำเสนอพยานหลักฐานจนเป็นที่พอใจของศาล ท่านผู้พิพากษาได้นัดฟังคำพิพากษาในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดไป
ในระหว่างนั้น พราวพิรุณกลับมาบ้านด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งเหนื่อยล้าแต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกไป เธอเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก็พบกับนลินีที่กำลังนั่งเล่นกับพลอยใสอยู่
"เป็นไงบ้างพราว" นลินีถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน
"ก็... ดีขึ้นนะ" พราวพิรุณตอบ "อย่างน้อยก็ได้พูดความจริงในสิ่งที่ฉันเจอมาตลอด"
"ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยนะ" นลินีเข้ามาโอบไหล่เพื่อน "แต่เธอก็เก่งมากๆ แล้ว การที่เธอสามารถยืนหยัดต่อสู้เพื่อตัวเองและลูกได้ขนาดนี้"
"ถ้าไม่มีเธอกับคนอื่นๆ คอยให้กำลังใจ ฉันคงท้อไปแล้ว" พราวพิรุณพูดอย่างซาบซึ้ง
"เพื่อนกันก็ต้องแบบนี้แหละ" นลินีตอบพร้อมยิ้ม "แล้วเรื่องคำพิพากษาล่ะ"
"อีกอาทิตย์หน้า" พราวพิรุณถอนหายใจ "ฉันก็ได้แต่หวังว่าศาลจะเห็นความจริง"
พลอยใสวิ่งเข้ามาหาแม่ "แม่ขา หนูทำการ์ดให้แม่ด้วย" เด็กหญิงยื่นการ์ดที่วาดรูปครอบครัวให้พราวพิรุณ
พราวพิรุณรับการ์ดมาด้วยความปลาบปลื้ม "สวยมากๆ เลยจ้ะลูก ขอบคุณนะ" เธอหอมแก้มลูกสาวฟอดใหญ่
"หนูอยากให้แม่มีความสุข" พลอยใสพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
คำพูดของลูกสาวเป็นเหมือนยาชโลมใจที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าและความกังวลของพราวพิรุณได้อย่างดี เธอรู้ว่าไม่ว่าผลคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร เธอก็ยังมีพลอยใสอยู่เคียงข้างเสมอ
ตลอดทั้งสัปดาห์ พราวพิรุณพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เธอทุ่มเทเวลาให้กับงานฝีมือของเธอมากขึ้น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความกังวลเรื่องคดี แต่ในใจลึกๆ เธอก็อดที่จะคิดถึงผลที่จะตามมาไม่ได้
วันนัดฟังคำพิพากษามาถึงอีกครั้ง พราวพิรุณเดินทางไปศาลพร้อมกับทนายความชาญวิทย์ เธอเห็นอรุณและเมขลามาพร้อมกัน เมขลามีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม ส่วนอรุณนั้นดูเหมือนจะพยายามเก็บอาการ แต่พราวพิรุณก็มองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของเขา
เมื่อท่านผู้พิพากษาเข้ามาในห้อง พราวพิรุณก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอภาวนาขอให้สิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดมีความหมาย
ท่านผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยไล่เรียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากการพิจารณาคดีอย่างละเอียด พราวพิรุณตั้งใจฟังทุกคำพูด แม้ว่าใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
"จากพยานหลักฐานที่ปรากฏทั้งหมด โดยเฉพาะเอกสารโฉนดที่ดิน สัญญาการลงทุน และใบเสร็จการซื้อขายต่างๆ ที่คุณพราวพิรุณได้นำมาแสดงต่อศาล" ท่านผู้พิพากษาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ศาลเห็นว่าทรัพย์สินที่กล่าวมานั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสจริง แต่พยานหลักฐานที่ฝ่ายคุณพราวพิรุณนำเสนอ สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่ดังกล่าว ได้มาจากการประกอบอาชีพและหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณพราวพิรุณเอง ตั้งแต่ก่อนและระหว่างการสมรส โดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการนำเงินหรือทรัพย์สินของคุณอรุณมาใช้ในการก่อให้เกิดทรัพย์สินเหล่านั้น"
พราวพิรุณเบิกตากว้าง เธอเริ่มมีความหวัง
"ดังนั้น ในส่วนของการขอแบ่งสินสมรส ศาลจึงมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินที่เป็นธุรกิจออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ และทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ ที่คุณพราวพิรุณหามาได้ด้วยตนเองนั้น ตกเป็นสิทธิ์ของคุณพราวพิรุณแต่เพียงผู้เดียว"
หัวใจของพราวพิรุณเต้นระรัว เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
"ส่วนในเรื่องอำนาจปกครองบุตร" ท่านผู้พิพากษากล่าวต่อไป "เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานและสถานการณ์ในปัจจุบัน ศาลเห็นว่าคุณพราวพิรุณมีความพร้อมและมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้ดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว จึงมีคำพิพากษาให้คุณพราวพิรุณมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน"
พราวพิรุณปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินออกมา เธอหันไปมองอรุณที่นั่งหน้าซีดเผือด เมขลาเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน
"คุณอรุณมีสิทธิ์ในการนัดพบและเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามสมควร โดยต้องได้รับความยินยอมจากคุณพราวพิรุณเป็นหลัก" ท่านผู้พิพากษาปิดท้าย "และให้ยกฟ้องในส่วนของคำขออื่นๆ ของฝ่ายโจทก์"
เสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นจากฝั่งทนายความของพราวพิรุณ ทนายความชาญวิทย์ยิ้มให้เธออย่างยินดี
"ขอบคุณค่ะท่านผู้พิพากษา" พราวพิรุณกล่าวเสียงสั่นเครือ
เธอรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก การต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ เธอได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว ว่าเธอสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของเธอเอง
4,395 ตัวอักษร