ตอนที่ 31 — การกลับคืนสู่แดนเพลิง
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านใบหน้าของเอริค เขากลั้นหายใจ พยายามปรับความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจให้สงบลง การค้นพบในวิหารโบราณได้ทลายความเชื่อเก่าๆ ที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ตัวตนของ “บทสวดของขุนพลเพลิงพิรุณ” ไม่ใช่เครื่องมือแห่งการทำลายล้างอย่างที่เขาเคยเข้าใจ แต่เป็นกุญแจสำคัญในการนำสมดุลกลับคืนสู่โลกใบนี้ ความสมดุลระหว่างเพลิงและวารี ระหว่างการสร้างสรรค์และการทำลายล้าง
“เจ้าแน่ใจหรือเอริค?” ลูเซียถาม เสียงของเธอแฝงความกังวล “หากเรื่องที่พบในนั้นเป็นจริง มังกรโบราณไม่ได้ต้องการทำลายล้างโลก แต่ต้องการ… ฟื้นฟูสมดุลที่เสียไป”
เอริคพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเขามองไปยังทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ทุ่งลาวาที่แผ่ขยายออกไปทุกขณะ และเป็นที่สิงสถิตของมังกรโบราณ “ข้าแน่ใจ ลูเซีย ความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมาในวิหารนั้น… มันคือความจริงที่ถูกปิดบังไว้”
ไซเฟอร์ผู้เงียบขงัดมาตลอด ยื่นมือมาวางบนบ่าของเอริค “การเดินทางของเรายังไม่จบสิ้น และอาจจะยิ่งอันตรายกว่าเดิมเสียอีก”
“ข้ารู้” เอริคตอบ “แต่ในเมื่อเราได้รู้ความจริงแล้ว เราจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรมไม่ได้ ข้าต้องเผชิญหน้ากับมังกรโบราณ ไม่ใช่เพื่อสังหาร แต่เพื่อ… พูดคุย”
“พูดคุย?” ลูเซียทวนคำอย่างไม่เชื่อ “เจ้าจะพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างนั้นรึ?”
“หากมังกรนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ แต่เพียงต้องการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต เราก็ควรให้โอกาสเขา” เอริคอธิบาย “บทสวดนั้น… มันไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมมังกร แต่เพื่อช่วยให้เขาบรรลุเจตนารมณ์ที่แท้จริง”
“แต่เจ้าจะไปที่นั่นได้อย่างไร? ภูเขาไฟนั้นเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและแก๊สพิษ ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้” ลูเซียแสดงความห่วงใย
“ข้ามีปานนี้” เอริคยกมือขึ้นที่แขนซ้าย ปานรูปมังกรที่เคยมีสีแดงฉาน ตอนนี้กลับเรืองแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ “ข้ารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่เชื่อมโยงข้าเข้ากับสถานที่นั้น ราวกับว่า… ข้าคือส่วนหนึ่งของมัน”
“นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตราย” ไซเฟอร์เตือน “พลังนั้นอาจจะชักนำเจ้าไปสู่หายนะ”
“หรืออาจจะเป็นหนทางเดียวที่เราจะเข้าใกล้เขาได้” เอริคกล่าวด้วยความมุ่งมั่น “ลูเซีย เจ้าจะไปด้วยกันกับข้าหรือไม่?”
ลูเซียลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ข้าจะไปกับเจ้า เอริค หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับมังกร ข้าก็จะเผชิญหน้ากับมันไปด้วย”
“ยอดเยี่ยม” เอริคยิ้มให้กำลังใจ “ไซเฟอร์ เจ้าล่ะ?”
ไซเฟอร์ถอนหายใจยาว “ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนี่นะ หากทั้งสองคนจะไป ข้าก็จะไปด้วย แต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าเจ้าทั้งสองคนโดนเผาเป็นจุล อย่ามาโทษข้า”
การเดินทางสู่ภูเขาไฟที่คุกรุ่นนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ลาวาที่หลอมละลายไหลเป็นสายทั่วผืนดิน อากาศร้อนระอุจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นกำมะถันฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เอริคเดินนำหน้า เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันมหาศาลที่มาจากใจกลางของภูเขาไฟ ปานบนแขนของเขาร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะตอบสนองต่อพลังงานรอบตัว
“ร้อนเหลือเกิน” ลูเซียพูดพลางใช้มือปัดเหงื่อที่ไหลหยดลงมา “ข้าเกือบจะละลายอยู่แล้ว”
“อดทนหน่อย ลูเซีย” เอริคตอบ “เราใกล้จะถึงแล้ว”
“ใกล้แค่ไหนกัน? ข้าเห็นแต่ไฟกับควัน” ไซเฟอร์บ่นอุบ “บางทีมังกรตนนั้นอาจจะกำลังจะจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวให้พวกเราก็ได้”
“อย่าพูดจาเหลวไหลน่าไซเฟอร์” ลูเซียตำหนิ “ตอนนี้เราต้องมีสมาธิ”
เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในอาณาเขตของภูเขาไฟ อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย เปลวเพลิงสีแดงส้มเต้นระยิบระยับอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เสียงคำรามกึกก้องดังก้องมาจากเบื้องบน เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเจ็บปวด
“เขาอยู่ที่นั่น” เอริคกระซิบ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือปากปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมา ท่ามกลางม่านควันและเปลวเพลิงที่ลุกโชน ปรากฏร่างมหึมาของมังกรโบราณ มันมีเกล็ดสีดำสนิทราวกับถ่านเพลิง ดวงตาของมันลุกวาวด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน มันส่งเสียงคำรามก้องอีกครั้ง ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
“โอ้ ให้ตายเถอะ” ไซเฟอร์อุทาน “มันใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลย”
“นั่นคือมังกรเพลิง อัคคี” เอริคกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ “แต่ข้าไม่คิดว่าเขาคือต้นเหตุของความหายนะ”
“แล้วเขาเป็นใครกันแน่?” ลูเซียถาม
“เขาคือผู้พิทักษ์” เอริคตอบ “ผู้พิทักษ์สมดุลของโลกใบนี้ แต่บางสิ่งบางอย่าง… ได้ทำให้สมดุลนั้นเสียไป”
เอริคก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ทิ้งให้ลูเซียและไซเฟอร์ตามมาห่างๆ เขาเดินเข้าไปใกล้ปากปล่องภูเขาไฟมากขึ้น ปานบนแขนของเขาสว่างไสวราวกับจะเรียกหา สัมผัสแห่งความเชื่อมโยงที่เขามีต่อมังกรโบราณนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น
“ข้ามาหาท่าน!” เอริคตะโกนสุดเสียง เสียงของเขาถูกกลืนหายไปบางส่วนกับเสียงเพลิงที่โหมกระหน่ำ “ข้าคือผู้สืบทอดแห่งปานมังกร!”
มังกรโบราณเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงฉานจับจ้องมาที่เอริค ความโกรธแค้นที่เคยฉายชัด บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย
“เจ้า… ผู้สืบทอด?” เสียงของมังกรดังมาในหัวของเอริค เป็นเสียงที่ทุ้มลึกและทรงพลัง ราวกับเสียงของโลกทั้งใบ “เจ้ามาเพื่อสังหารข้าอย่างนั้นรึ? เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ของเจ้าที่เคยทำ?”
“ไม่!” เอริคปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารท่าน ข้ามาเพื่อทำความเข้าใจ”
“ทำความเข้าใจ?” มังกรหัวเราะ เสียงหัวเราะของมันดังสะท้อนไปทั่วภูเขาไฟ “โลกใบนี้ได้ลืมเลือนความหมายของความสมดุลไปนานแล้ว พวกเจ้าเผาผลาญและดูดกลืนทุกสิ่งจนสิ้น ซากอารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน!”
“ข้าทราบ” เอริคตอบ “ข้าได้เห็นแล้วในสายธารแห่งความทรงจำ”
การยอมรับของเอริคทำให้มังกรเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง มันสำรวจร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอย่างพิจารณา
“เจ้าเห็น… ความจริง?” มังกรถาม เสียงของมันแฝงความอ่อนล้า “เจ้าเห็นว่าข้าคือผู้พิทักษ์ที่ถูกลืมเลือน? เห็นว่าข้าพยายามเหลือเกินที่จะรักษาโลกนี้ไว้จากความโลภของพวกเจ้า?”
“ข้าเห็นว่าท่านกำลังพยายามฟื้นฟูสมดุลที่เสียไป” เอริคกล่าว “แต่เพลิงของท่าน… มันกำลังเผาผลาญทุกสิ่ง”
“นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ!” มังกรตะคอก “เมื่อสิ่งเก่าถูกทำลาย สิ่งใหม่ก็จะก่อกำเนิดขึ้น! วงจรแห่งชีวิต! แต่พวกเจ้า… พวกเจ้าทำลายโดยไม่สร้าง! พวกเจ้าดูดกลืนโดยไม่คืนกลับ! จนกระทั่งโลกเริ่มจะตาย!”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เอริคกล่าว “แต่ท่านไม่จำเป็นต้องทำลายล้างทั้งหมด บทสวดของขุนพลเพลิงพิรุณ… มันมีพลังที่จะช่วยท่าน”
“บทสวดนั้น…” มังกรกล่าว “มันคือคำสาปที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพันธนาการข้า!”
“ไม่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เอริคยืนกราน “บทสวดนั้นมีไว้เพื่อนำพาสมดุลกลับคืนมา ไม่ใช่เพื่อพันธนาการ”
5,175 ตัวอักษร