นักรบ ข้ามแดน

ตอนที่ 13 / 47

ตอนที่ 13 — เส้นทางลับสู่หน่วยพยาบาล

เอกประคองร่างของชลที่ยังคงหมดสติแน่นหนาขึ้น พลางเหลือบมองไปรอบๆ อย่างระแวง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านผืนป่าทึบลงมาเพียงน้อยนิด ทำให้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบเป็นเงาทะมึน อากาศเย็นยะเยือกของยามค่ำคืนเริ่มกัดกินเข้าสู่ผิวหนังที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและความเหนื่อยล้า เสียงใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นใต้ฝ่าเท้าของเขาดังเสียดแทงความเงียบ ราวกับจะประกาศให้ใครก็ตามที่ซุ่มซ่อนอยู่ได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขา “คุณชล... อีกนิดเดียวครับ... เราใกล้ถึงที่ปลอดภัยแล้ว” เอกกระซิบปลอบประโลมเพื่อนร่วมทีมที่ไร้สติ พยายามส่งกำลังใจให้ตัวเองไปด้วยในขณะเดียวกัน เขาจำได้ว่าก่อนที่หน่วยจะแตกกระจาย ได้มีการวางแผนสำรองไว้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นั่นคือการเคลื่อนที่ไปยังจุดที่เคยสำรวจไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นฐานลับที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนเพื่อใช้เป็นจุดพักเสบียงและเป็นที่ซ่อนตัวในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหน่วยแพทย์สนามที่อาจจะต้องเข้ามาดูแลนักรบที่บาดเจ็บหนัก หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นไม่สามารถเคลื่อนย้ายกลับฐานหลักได้ ข้อมูลที่เขาพอจำได้จากแผนผังที่เคยศึกษาคือ ฐานดังกล่าวตั้งอยู่ไม่ไกลจากลำธารสายที่พวกเขาเพิ่งใช้เป็นเส้นทางหลบหนี แต่มันอยู่ลึกเข้าไปในป่ามากกว่านั้นอีกหลายกิโลเมตร “ต้องเดินต่อไป... ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เอกรำพึงกับตัวเอง พลางปรับท่าทางการแบกชลให้มั่นคงขึ้น เขาออกแรงก้าวเดินอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมทุกสิ่ง ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินกำลังของเขาจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่ภาพของคมที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูเพียงลำพัง ภาพของเพื่อนร่วมทีมที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขามีแรงผลักดันที่จะก้าวต่อไป “คุณชล... ทนหน่อยนะครับ” เขาพูดเสียงแผ่วเบาอีกครั้ง พลางก้าวเท้าข้ามก้อนหินและรากไม้ที่ขวางทาง “คม... นายก็ต้องรอดนะเว้ย... พวกเราจะต้องกลับไปเจอหน้ากันอีก” คำพูดเหล่านั้นราวกับเป็นคำสาบาน เป็นแรงยึดเหนี่ยวให้เขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา การเดินในป่าทึบยามค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย สัตว์ป่าที่อาจจะซุ่มซ่อนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือการถูกค้นพบจากกองกำลังของศัตรูที่ยังคงตามล่าพวกเขาอยู่ เอกต้องใช้สมาธิทั้งหมดที่มีในการประเมินสถานการณ์รอบตัว การได้ยินเสียงผิดปกติเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เขาต้องหยุดนิ่งพร้อมที่จะตั้งรับ “เสียงอะไรน่ะ...?” เขากระซิบถามตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง เสียงนั้นแผ่วเบามาก แทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมและเสียงใบไม้ แต่ก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว เอกชะลอฝีเท้าลงอย่างแผ่วเบา พยายามฟังเสียงนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น “ช้าๆ... อย่าเพิ่งตื่น” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางค่อยๆ ลดร่างของชลลงวางพิงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ เขาหยิบปืนพกคู่ใจขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างมั่นคง ดวงตาจ้องมองไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง แสงจันทร์ที่ส่องลงมาเพียงน้อยนิด ทำให้การมองเห็นเป็นไปอย่างจำกัด “ใครน่ะ! ออกมาเดี๋ยวนี้!” เอกตะโกนเสียงดัง พยายามทำให้เสียงของตัวเองดูน่าเกรงขาม แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความกังวล ความเงียบปกคลุมรอบกายอีกครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงลมที่พัดใบไม้ไหว และเสียงกิ่งไม้แห้งที่หักดังมาจากที่ไกลๆ “หรือว่าหูแว่วไป...?” เอกคิดในใจ แต่สัญชาตญาณของทหารไม่เคยหลอกเขา เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง พลางโอบไหล่ของชลไว้ดังเดิม “ไปกันต่อเถอะ” เขากล่าวอย่างรวดเร็ว พยายามละทิ้งความกังวลนั้นไป การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป เอกเดินไปตามทิศทางที่เขาคาดว่าจะเป็นที่ตั้งของฐานลับ การสังเกตการณ์จากภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิประเทศที่ได้รับมาก่อนปฏิบัติภารกิจ เริ่มมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในตอนนี้ เขาพยายามเทียบเคียงสภาพแวดล้อมรอบตัวกับแผนที่ในหัว “ต้องผ่านเนินนี้ไป... แล้วก็เลี้ยวซ้ายตรงโขดหินรูปร่างแปลกๆ นั่น” เอกพึมพำ พลางพยุงร่างของชลให้ปีนข้ามเนินดินที่ค่อนข้างชันขึ้นไป เมื่อปีนข้ามเนินมาได้ วิสัยทัศน์ก็กว้างขึ้น เอกมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศอย่างชัดเจน มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่นกว่าเดิม ราวกับว่าบริเวณนี้ไม่เคยมีใครเข้ามาเหยียบย่างมาก่อน “ใกล้แล้ว... ต้องใกล้แล้วแน่ๆ” เขากล่าวด้วยความหวัง ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม และไม่ใช่เสียงเดียว! “แย่แล้ว! พวกมันตามมาทัน!” เอกอุทานด้วยความตกใจ เขามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว พยายามหาที่กำบังที่เหมาะสมที่สุด “ชล! ต้องพาคุณไปที่นี่ก่อน!” เขาตัดสินใจ พลางรีบอุ้มชลไปหลบอยู่หลังกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีพุ่มไม้ปกคลุมหนาแน่น “อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะเพื่อน...” เอกกล่าวกับร่างที่ไร้สติของชล ก่อนจะค่อยๆ วางเขาลงอย่างนุ่มนวลที่สุด เขาจัดท่าทางให้ชลให้แนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น จากนั้น เขาก็ชักปืนออกมาเล็งไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงฝีเท้าเหล่านั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ปะปนกับเสียงพูดคุยภาษาที่ไม่คุ้นเคย “พวกเขามากันกี่คน?” เอกถามตัวเองอย่างประเมินสถานการณ์ “ถึงจะแบกชลมาด้วย แต่พวกมันก็ยังตามเรามาได้ แสดงว่าพวกมันก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน” เงาร่างของทหารติดอาวุธประมาณสามถึงสี่นาย เริ่มปรากฏขึ้นจากความมืดมิด พวกเขามีลักษณะท่าทางที่บ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับการรบในป่าเป็นอย่างดี การเคลื่อนที่ของพวกเขาเป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ก็รวดเร็ว “หยุดอยู่ตรงนั้น! ใครก็ได้ยิน!” เอกตะโกนข่มขู่ ทหารเหล่านั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่หัวหน้าหน่วยของพวกเขาจะตะโกนตอบกลับมาเป็นภาษาท้องถิ่นที่เอกไม่เข้าใจ แต่จากท่าทีที่แสดงออกมานั้น บ่งบอกได้ถึงความก้าวร้าวและไม่เป็นมิตร “คิดจะหนีไปไหน!” เสียงห้าวๆ ของทหารคนหนึ่งดังขึ้นเป็นภาษาไทยสำเนียงเหน่อ ซึ่งเอกจำได้ทันทีว่าเป็นภาษาไทยที่ใช้ในพื้นที่ชายแดน “ส่งตัวเพื่อนเรามาเดี๋ยวนี้!” เอกขมวดคิ้ว “เพื่อน? พวกแกหมายถึงใคร?” “คนที่พวกแกจับตัวไปไง! อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง!” ทหารคนนั้นตะคอกกลับมา “เราเห็นพวกแกตั้งแต่ในอุโมงค์แล้ว!” “อุโมงค์? เข้าใจผิดแล้ว!” เอกพยายามอธิบาย “เราไม่ได้จับใครไปทั้งนั้น! เราแค่กำลังหนีตาย! พวกแกนั่นแหละที่ตามล่าเรา!” “โกหก! ปากก็พูดไปเรื่อย! ส่งตัวมาดีๆ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน!” “ฉันบอกแล้วไงว่าเราไม่ได้จับใครไป! ถ้าไม่เชื่อ ก็เข้ามาสิ!” เอกตอบกลับอย่างท้าทาย พลางเตรียมพร้อมที่จะยิง ทหารฝ่ายตรงข้ามเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงสั่งการดังขึ้นเป็นภาษาท้องถิ่น จากนั้นพวกเขาก็เริ่มกระจายกำลังเข้ามาอย่างระมัดระวัง “เอาไงดีวะ...?” เอกคิดในใจ “จะสู้ก็เสียเปรียบ ถ้าปล่อยให้พวกเขาเข้ามาใกล้ ชลอาจจะได้รับอันตราย” ทันใดนั้นเอง เอกก็เห็นบางอย่างที่คุ้นตา อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เป็นกลุ่มก้อนหินที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งตรงกับที่เขาเห็นในแผนที่! “นั่นไง! ฐานลับ!” เขาสารภาพกับตัวเอง “ต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้!” เอกตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถสู้กับทหารกลุ่มนี้ได้ในที่โล่งแจ้งเช่นนี้ เขาจำเป็นต้องหาที่กำบังที่แข็งแรงกว่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือต้องปกป้องชล “ขอโทษนะชล... ฉันต้องพาคุณไปที่นั่น!” เขาบอกกับเพื่อนร่วมทีมที่ยังคงไร้สติ จากนั้นก็อุ้มชลพุ่งออกจากที่กำบังเดิมไปยังกลุ่มก้อนหินที่เขาเห็น “ยิง! พวกมันหนี!” ทหารฝ่ายตรงข้ามตะโกนลั่น และเสียงปืนก็ดังขึ้นทันที กระสุนแหวกอากาศดังหวีดหวิวเข้ามา เอกพยายามใช้ร่างกายบังชลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาวิ่งอย่างสุดกำลัง หัวใจเต้นระรัวกับเสียงปืนที่ดังตามหลังมา “อีกนิดเดียว! อึดไว้!” เขาพยายามตะโกนให้กำลังใจตัวเอง เมื่อมาถึงกลุ่มก้อนหิน เอกก็พบว่ามันคือทางเข้าเล็กๆ ที่ถูกอำพรางไว้อย่างแนบเนียน “นี่มัน... ปากถ้ำ!” เขาไม่รอช้า รีบผลักชลเข้าไปในปากถ้ำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันกลับมาเล็งปืนออกไปด้านนอก “เข้ามาสิ! มาเลย!” เอกตะโกนท้าทาย ทหารฝ่ายตรงข้ามชะลอการบุกเข้ามาเล็กน้อย พวกเขาดูเหมือนจะลังเลที่จะบุกเข้ามาในที่ที่มองไม่เห็นความเคลื่อนไหวภายใน “มันเป็นกับดักรึเปล่า?” หนึ่งในทหารฝ่ายตรงข้ามถามหัวหน้าของตน “ไม่รู้สิ... แต่พวกมันหนีไปไหนไม่ได้แล้ว” หัวหน้าตอบ “เข้าไปดูให้ดี! ระวังตัวให้มาก!” เอกมองเห็นเงาของทหารฝ่ายตรงข้ามกำลังคืบคลานเข้ามา เขาจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง “ชล! ได้ยินไหม!” เขาตะโกนเสียงดัง “ถ้าแกฟื้นแล้ว รีบหาทางปิดปากถ้ำนะ! ฉันจะถ่วงเวลาให้!” แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ จากชล “เอาวะ! สู้!” เอกกัดฟันกรอด

6,701 ตัวอักษร