ตอนที่ 19 — ความจริงอันโหดร้ายในค่ายพัก
สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้พื้นดินในหุบเขาเฉอะแฉะยิ่งขึ้น การเดินทางของเอกและผู้กองธามยิ่งทุลักทุเลกว่าเดิม พวกเขาต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการก้าวเดินไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม การประคองเปลของชลที่มีอาการไม่คงที่ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของทั้งสองคนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก แสงอาทิตย์ที่อ่อนแรงจากท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหนาทึบแทบส่องไม่ถึงพื้นดิน ทำให้บรรยากาศยิ่งดูหดหู่และอึมครึม “ผู้กองครับ เราใกล้ถึงที่นัดหมายแล้วใช่ไหมครับ” เอกถามเสียงแหบพร่าขณะเช็ดน้ำฝนที่ปะปนกับเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาบนใบหน้า “อีกไม่นาน เอก อีกไม่นาน เราต้องไปถึงก่อนที่ชลจะแย่ไปกว่านี้” ผู้กองธามตอบ พยายามกลั้นความเหนื่อยล้าที่เริ่มกัดกินร่างกาย “ดูจากแผนที่แล้ว ค่ายพักของพวกเราอยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่ หวังว่าพวกเขาจะเตรียมพร้อมรับเราแล้ว”
พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามเนินเขา สลับกับการย่องผ่านดงไม้ที่รกทึบ ลมเย็นที่พัดผ่านผิวหนังทำให้รู้สึกหนาวเหน็บยิ่งขึ้น เสียงฝนที่ตกกระทบใบไม้และพื้นดินสร้างเสียงประกอบที่ดังระงม เป็นเสียงที่ทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณ พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางในสภาพอากาศเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตรวจพบจากหน่วยลาดตระเวนของศัตรู “ระวังตัวนะเอก ด้านหน้ามีร่องน้ำ ฉันจะนำทางไปก่อน” ผู้กองธามเตือนพลางชะลอความเร็วลง เขาใช้ปลายไม้เท้าที่พกติดตัวสะกิดสำรวจพื้นดินเบื้องหน้าอย่างละเอียดก่อนจะก้าวเดินต่อไป เอกพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวตามติดๆ ด้วยความระแวดระวัง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นมาจากด้านหน้าก็ทำให้ทั้งสองคนหยุดชะงัก พวกเขารีบหมอบลงหลังโขดหินใหญ่ สัญชาตญาณนักรบทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า “ใครน่ะ!” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝนทำให้หัวใจของเอกเต้นระรัว “นั่นหน่วยเราเอง!” เสียงตอบกลับมาเป็นภาษาถิ่นที่เราไม่เข้าใจนัก แต่กิริยาท่าทางของกลุ่มคนที่เดินออกมาจากดงไม้ทำให้รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรู “ช้าก่อน!” ผู้กองธามตะโกนกลับไปเป็นภาษาถิ่น เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะ แสดงเจตนาว่าจะไม่ต่อสู้ กลุ่มคนที่เดินเข้ามาหยุดนิ่ง มองมาที่พวกเขาด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นว่าไม่มีการต่อต้าน ชายฉกรรจ์ประมาณสามสี่คนก็เดินเข้ามาใกล้ พวกเขาสวมเครื่องแบบที่ดูคุ้นตา แต่ก็มีความแตกต่างบางอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นหน่วยอื่น ไม่ใช่หน่วยของพวกเขาเอง “ท่านคือใคร และกำลังทำอะไรอยู่บริเวณนี้” ชายที่ดูเหมือนหัวหน้าหน่วยถามเป็นภาษาไทยกลางที่ชัดเจน “เรามาจากหน่วยรบพิเศษไทย” ผู้กองธามตอบ “เรากำลังนำเพื่อนทหารที่บาดเจ็บสาหัสไปส่งที่จุดนัดพบ”
ชายชุดดำมองมาที่ชลที่นอนหมดสติอยู่บนเปลด้วยสายตาเรียบเฉย “พวกท่านได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตนี้หรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่เป็นมิตรนัก “เรามีคำสั่งพิเศษ” ผู้กองธามกล่าว “แต่เราไม่จำเป็นต้องแจ้งรายละเอียดให้พวกท่านทราบ” เอกสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น เขาจับปืนพกที่คาดเอวไว้แน่น
“คำสั่งพิเศษหรือ” ชายชุดดำยิ้มมุมปาก “ในเขตนี้ ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บัญชาการหน่วยของเรา และตอนนี้ ผู้บัญชาการของพวกเรากำลังต้องการตัวพวกท่านมากทีเดียว” คำพูดนั้นทำให้ผู้กองธามและเอกมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “ต้องการตัวพวกเรา?” ผู้กองธามทวนคำ “ถูกต้อง” ชายชุดดำตอบ “ขอเชิญพวกท่านตามเราไป เราจะพาไปพบผู้บังคับบัญชา”
เอกรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี แต่ผู้กองธามก็พยักหน้าตอบรับ “ก็ได้ แต่ขอให้พวกท่านช่วยประคองเพื่อนของเราไปด้วย” ชายชุดดำมองไปที่เปลของชล ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องสองคนเข้ามาช่วย ชายทั้งสองคนเข้ามาประคองเปลของชลไว้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว ขณะที่ผู้กองธามและเอกเดินตามหัวหน้าหน่วยชุดดำไป
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าลึกกว่าเดิม เส้นทางที่เคยรกทึบกลับกลายเป็นทางเดินที่ค่อนข้างโล่งเตียน ราวกับว่ามีคนคอยดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา “ท่านบอกว่าผู้บัญชาการของท่านต้องการตัวพวกเรา?” ผู้กองธามถามอีกครั้ง “ใช่แล้ว” ชายชุดดำตอบ “ท่านคงอยากจะทราบถึงภารกิจลับของพวกท่านที่แท้จริง”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้เอกสับสน ภารกิจลับของพวกเขาคือการกู้ภัยสหายร่วมรบที่ถูกจับตัวไป มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาซ่อนเร้น หรือเป็นความลับที่ต้องมาสอบสวนกันในลักษณะนี้ “ไม่ทราบว่าท่านหมายถึงอะไร” ผู้กองธามถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หมายถึงว่า ภารกิจกู้ภัยที่พวกท่านได้รับมอบหมายมานั้น แท้จริงแล้วมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่” ชายชุดดำตอบ “และผู้บัญชาการของเราก็รู้ความจริงนั้นทั้งหมด”
หัวใจของเอกเริ่มบีบรัด เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมชายคนนี้ถึงรู้เรื่องของพวกเขา “ความจริงคืออะไร” ผู้กองธามถามเสียงเข้ม “ความจริงก็คือ พวกท่านไม่ได้มาแค่กู้ภัย” ชายชุดดำหยุดเดิน หันมาเผชิญหน้ากับผู้กองธามและเอก “พวกท่านถูกส่งมาเพื่อนำบางสิ่งบางอย่างออกจากประเทศนี้ต่างหาก”
คำพูดนั้นทำเอาเอกและผู้กองธามถึงกับตะลึง พวกเขาไม่เคยได้รับคำสั่งให้ขนย้ายสิ่งใดออกนอกประเทศเลยแม้แต่น้อย “ท่านพูดเรื่องอะไรกัน” ผู้กองธามถามเสียงแข็ง “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลย ผู้กองธาม” ชายชุดดำกล่าว “เราทราบดีว่าพวกท่านได้รับคำสั่งให้นำ 'วัตถุ' บางอย่างที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหน่วยแพทย์ของเราไป”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้กองธามสวนกลับทันควัน “เราไม่มีภารกิจเช่นนั้น!” “จริงหรือ” ชายชุดดำเลิกคิ้ว “แล้วถ้าฉันบอกว่า วัตถุที่ว่านั้นคือ ‘ข้อมูล’ ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ พวกท่านจะว่าอย่างไร”
เอกรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า เขาหันไปมองผู้กองธามด้วยความสับสน ใบหน้าของผู้กองธามซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!” ผู้กองธามส่ายหน้า “ผมได้รับคำสั่งมาโดยตรงจากนายพลเอง ภารกิจของเราคือการช่วยเหลือเพื่อนทหาร!” “บางที นายพลของท่านอาจจะกำลังหลอกใช้พวกท่านอยู่ก็เป็นได้” ชายชุดดำพูดอย่างเยือกเย็น “ลองคิดดูสิ หากท่านทำภารกิจนี้สำเร็จ ท่านก็เท่ากับว่าได้ช่วยเปิดทางให้พวกเรา… และได้ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยข่าวกรองเราไปพร้อมๆ กัน”
“ท่านต้องการอะไรกันแน่” ผู้กองธามถามเสียงพร่า “เราต้องการให้พวกท่านรู้ความจริง” ชายชุดดำตอบ “และเราต้องการให้พวกท่านมอบ 'วัตถุ' นั้นให้เรา” “ถ้าเราไม่ให้ล่ะ” ผู้กองธามถาม “ถ้าพวกท่านไม่ร่วมมือ เราก็คงต้องใช้วิธีอื่น” ชายชุดดำตอบพร้อมกับส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่กำลังประคองเปลของชลอยู่เข้ามาใกล้ “ตอนนี้พวกท่านไม่มีทางเลือกแล้ว”
5,144 ตัวอักษร