นักรบ ข้ามแดน

ตอนที่ 31 / 47

ตอนที่ 31 — ปากอุโมงค์ สู่ฟ้าสีคราม

ลมเย็นที่พัดมานั้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเอกรู้สึกได้ถึงละอองน้ำเล็กๆ ที่ปะทะใบหน้า เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง สัมผัสได้ถึงพื้นดินที่แข็งขึ้นใต้ฝ่าเท้า รองเท้าคอมแบทของเขาบดกับกรวดหินอย่างแผ่วเบา ภาพของท้องฟ้าสีครามที่ส่องประกายผ่านช่องเปิดด้านหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้นราวกับเป็นภาพวาด ยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่ ความรู้สึกเหมือนกำลังจะได้หลุดพ้นจากนรกใต้ดินก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ เขาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ไม่รู้ว่าปลายทางจะปลอดภัยหรือไม่ แต่การได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง มันคือความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้หัวใจของเขาพองโต “ใกล้แล้วสินะ” เอกพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากการที่ไม่ได้พูดมานาน เขาพยายามรวบรวมสติ ข่มความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บที่ยังหลงเหลืออยู่ ร่างกายของเขาบอบช้ำจากการต่อสู้และการหลบหนี แต่จิตใจยังคงแข็งแกร่ง เขาต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ต้องช่วยเพื่อนทหารที่ยังคงตกอยู่ในอันตราย เมื่อเขาเดินพ้นปากอุโมงค์ออกมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือแสงแดดอันเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาจนแสบตา เขาต้องยกมือขึ้นบังตาชั่วครู่ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นป่าจางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย เป็นกลิ่นของอิสรภาพ “นี่มัน... ที่ไหนกัน?” เอกมองไปรอบตัว ป่าทึบที่โอบล้อมอยู่เบื้องหน้าดูคล้ายกับป่าในประเทศของเขา แต่ก็มีความแตกต่างบางอย่างที่ทำให้เขาไม่แน่ใจ เขาเห็นต้นไม้สูงใหญ่ ใบหนาเขียวขจี มีเถาวัลย์เลื้อยพาดพันไปมา เสียงนกร้องจิ๊บๆ ดังมาเป็นระยะๆ แต่ที่ทำให้เขาใจหายวาบ คือความเงียบสงัดที่ดูเหมือนจะแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ความเงียบที่ผิดธรรมชาติ เขาค่อยๆ คลานต่ำลงไปที่พุ่มไม้รกทึบ พยายามมองหาความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม แผนที่ที่เคยมีอยู่ในมือได้สูญหายไปนานแล้วในระหว่างการหลบหนี เขาไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย “ต้องติดต่อหน่วยก่อน” เอกคิด เขาหยิบวิทยุสื่อสารขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า หยิบมันขึ้นมาแนบหูอย่างระมัดระวัง สัญญาณน่าจะอ่อนมากในพื้นที่แบบนี้ และอาจถูกดักฟังได้ “หน่วยบัญชาการ... ได้ยินหรือไม่? นี่หน่วยรบพิเศษ... เอก... ถึงจุดนัดพบ... ยืนยันการรับฟัง...” เขากดปุ่มส่งสัญญาณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มีเพียงเสียงซ่า... ของคลื่นรบกวนกลับมา ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เอกถอนหายใจอย่างผิดหวัง เขาไม่สามารถติดต่อกับหน่วยได้ มันหมายความว่าเขาต้องรับมือกับสถานการณ์ทุกอย่างด้วยตัวเอง “ไม่เป็นไร... ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ” เขาปลอบใจตัวเอง พยายามตั้งสติให้มั่น เขาเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่แสงแดดสาดส่องมาจากทางทิศตะวันออก น่าจะเป็นทิศที่ใกล้กับชายแดนมากที่สุด เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางนั้น ขณะที่เอกกำลังจะลุกขึ้น เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติบนพื้นดินใกล้กับปากอุโมงค์ มีรอยเท้าจำนวนมากที่ถูกอำพรางไว้อย่างแนบเนียนด้วยใบไม้และกิ่งไม้ รอยเท้าเหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะที่เขาไม่คุ้นเคย มันดูใหญ่กว่ารอยเท้าทหารทั่วไป “พวกมันตามมา...” เอกรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปทั่วสันหลัง เขาไม่ได้อยู่คนเดียวแน่ๆ ศัตรูกำลังตามรอยเขามาติดๆ เขาต้องรีบเคลื่อนที่ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังมาจากด้านหลังเขา เอกรีบหมอบลงทันที ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมด้วยมอส เขาได้ยินเสียงคนพูดคุยกันเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย ฟังดูห้วนๆ ดุดัน “แกแน่ใจนะว่ามันมาทางนี้?” เสียงหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แน่สิ! รอยเท้ามันยังสดอยู่เลย มันเพิ่งจะออกมาจากตรงนั้น” อีกเสียงตอบพร้อมกับเสียงชี้ไม้ชี้มือ เอกหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาต้องคิดหาทางออก เขาไม่สามารถปะทะกับศัตรูจำนวนมากในสภาพที่อ่อนแอเช่นนี้ได้ เขาเหลียวมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว สายตาของเขาไปสะดุดกับกอเฟิร์นขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาวเข้าไปในพงหญ้ารกทึบ “ต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจ” เขาคิด ทันใดนั้น เอกก็เห็นก้อนหินก้อนหนึ่งอยู่ไม่ไกล เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามควบคุมมันให้มั่น เขาเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่ศัตรูอยู่ ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร “เอาล่ะ เอก... แสดงฝีมือหน่อย” เขากระซิบกับตัวเอง เอกขว้างก้อนหินออกไปทางด้านซ้ายมือของเขา เสียงก้อนหินกระทบกับกิ่งไม้ดังโครม! “นั่นไง! ทางนั้น!” เสียงตะโกนดังขึ้น เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนเหล่านั้นหันเหไปทางทิศที่เอกขว้างก้อนหินไป เอกไม่รอช้า เขาผุดลุกขึ้นและวิ่งสุดชีวิตเข้าไปในพงหญ้าทางด้านขวามือ เขาพุ่งทะลวงผ่านใบไม้ที่ปกคลุมหนาแน่น กิ่งไม้เกี่ยวข่วนใบหน้าและแขนของเขาเป็นแผล แต่เขาก็ไม่สนใจ “ต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้” เขาคิด เสียงตะโกนไล่หลังมาดังเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้น แต่กระสุนเหล่านั้นก็พลาดเป้าไป เอกมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขาไม่รู้ว่ากำลังวิ่งไปทางไหน รู้เพียงแต่ว่าต้องหนีให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูให้เร็วที่สุด หลังจากวิ่งไปได้สักพักใหญ่ เอกก็เริ่มรู้สึกถึงอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อทุกส่วนของเขารู้สึกปวดระบม หายใจหอบถี่ เขาตัดสินใจหาที่หลบซ่อน เขาเห็นต้นไม้ใหญ่ที่มีโพรงอยู่ด้านล่าง จึงรีบคลานเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของศัตรูที่เดินผ่านไปมาอยู่ไม่ไกลนัก เสียงพูดคุยของพวกเขาดังเป็นระยะๆ เอกแอบมองผ่านช่องโพรงไม้ เห็นเงาตะคุ่มๆ ของกลุ่มทหารที่กำลังเดินตรวจตราอย่างละเอียด “แกแน่ใจนะว่ามันหนีไปไม่พ้น?” เสียงหนึ่งถาม “มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวนี้แหละ อย่าประมาทเด็ดขาด!” เสียงอีกคนตอบ เอกกลั้นหายใจ พยายามทำให้ตัวเองเงียบที่สุด เขาภาวนาให้พวกมันเดินจากไปเร็วๆ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ละนาทีเหมือนยาวนานนับชั่วโมง ในที่สุด เสียงฝีเท้าเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางหายไป เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว เอกจึงค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน เขามองไปรอบๆ อีกครั้ง ความเหนื่อยล้าเริ่มเข้าครอบงำ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาต้องหาทางกลับไปหากองกำลังของตนให้ได้ “ต้องหาแหล่งน้ำก่อน” เขาคิด ร่างกายของเขาขาดน้ำอย่างรุนแรง เอกค่อยๆ เดินไปตามทิศทางที่เขารู้สึกว่าน่าจะมีแหล่งน้ำ เขาใช้สัญชาตญาณนำทาง และแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ดังมาจากไม่ไกลนัก “ใช่แล้ว!” เอกอุทานเบาๆ เขารีบเดินไปตามเสียงนั้น และพบกับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง น้ำใสไหลเย็นชื่นใจ เอกรีบทรุดตัวลงดื่มน้ำอย่างกระหาย เขาไม่เคยคิดว่าน้ำธรรมดาสักแก้ว จะมีค่ามากถึงเพียงนี้ หลังจากดื่มน้ำจนพอใจ เอกก็ล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกความสดชื่น เขาใช้โอกาสนี้ตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเอง บาดแผลตามแขนและใบหน้าเริ่มแสบขึ้นเมื่อโดนน้ำ แต่ก็ไม่ใช่บาดแผลที่อันตรายนัก “ยังไงก็ต้องไปต่อ” เขากล่าวกับตัวเอง พลางลุกขึ้นยืน เขาตัดสินใจเดินตามลำธารไปเรื่อยๆ เพราะแหล่งน้ำมักจะนำพาไปสู่ชุมชน หรือเส้นทางที่ผู้คนสัญจรไปมา เขาเดินไปได้อีกไม่นาน แสงแดดเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ บ่งบอกว่าใกล้จะพลบค่ำแล้ว บรรยากาศในป่าเริ่มเงียบสงัดลง เสียงสัตว์ป่าเริ่มดังขึ้น เอกรู้ดีว่าการอยู่ในป่าตอนกลางคืนนั้นอันตรายยิ่งนัก “ต้องหาที่พักก่อน” เขาคิด ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติซ่อนอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบ เป็นถุงผ้าใบเก่าๆ ที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี เอกค่อยๆ เดินเข้าไปตรวจสอบ มันเป็นถุงยังชีพที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้เมื่อนานมาแล้ว เขาเปิดถุงออกดูอย่างระมัดระวัง ข้างในมีอาหารแห้งบางส่วน เข็มทิศขนาดเล็ก และเชือกไนลอน เอกหยิบเอาเข็มทิศมาดู และใช้มันกำหนดทิศทางคร่าวๆ ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า เขาเลือกทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่เขาคาดว่าน่าจะใกล้กับจุดที่เขาควรจะไป “อย่างน้อยก็มีเข็มทิศ” เขาพึมพำ “ช่วยได้เยอะเลย” เอกเลือกที่พักใกล้กับลำธาร แต่ก็อยู่ห่างพอสมควรเพื่อความปลอดภัย เขาใช้ใบไม้และกิ่งไม้มาสร้างที่กำบังชั่วคราว หวังว่ามันจะพอช่วยป้องกันเขาจากสัตว์ป่าและอากาศที่หนาวเย็นในตอนกลางคืนได้ ขณะที่กำลังจะพักผ่อน เอกก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนแสงไฟอยู่ไกลๆ บนเนินเขา เขานิ่งไปชั่วขณะ พยายามเพ่งมองให้ชัด เขาเห็นแสงไฟเล็กๆ หลายดวงส่องประกายอยู่ท่ามกลางความมืด “นั่น... หมู่บ้านหรือเปล่า?” เขาสงสัย แสงไฟเหล่านั้นดูเหมือนจะมาจากที่ตั้งของชุมชนบางแห่ง เอกรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เขาตัดสินใจว่าคืนนี้จะพักผ่อนอยู่ที่นี่ และพรุ่งนี้เช้าจะเดินทางไปยังทิศทางของแสงไฟเหล่านั้น อาจจะมีข่าวคราวของเพื่อนทหารอยู่ที่นั่น หรืออาจจะได้พบกับผู้คนที่จะช่วยเหลือเขาได้ เอกเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ หลับตาลง เขาพยายามพักผ่อนร่างกายที่อ่อนล้า แต่ในใจของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่รอเขาอยู่ข้างหน้าจะเป็นอันตรายอีกหรือไม่ แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวเอง และในภารกิจที่เขากำลังทำอยู่ เขาจะต้องหาทางช่วยเพื่อนทหารของเขาให้จงได้

6,934 ตัวอักษร