ตอนที่ 32 — ชุมชนชายแดน และข่าวลือ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านใบไม้หนาทึบ เอกลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกเมื่อยล้ายังคงมีอยู่ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เขาสำรวจรอบๆ ตัวอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ไม่มีร่องรอยของศัตรูหรือสัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียง
“ได้เวลาไปต่อแล้ว” เขากล่าวเสียงเบา พลางเก็บสัมภาระที่หาได้จากถุงยังชีพ
เอกใช้เข็มทิศนำทางไปยังทิศทางที่เขาเห็นแสงไฟเมื่อคืนนี้ การเดินทางผ่านป่าในตอนเช้าดูสดชื่นกว่าตอนกลางคืนมาก เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด และเดินไปตามเส้นทางที่เขาพอจะคาดเดาได้
หลังจากเดินมาได้ประมาณสองชั่วโมง เอกก็เริ่มได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้น เสียงผู้คน เสียงสัตว์เลี้ยง และเสียงเครื่องมือเกษตรกรรม ทำให้เขามั่นใจว่ากำลังเข้าใกล้ชุมชนแล้ว
ในที่สุด เขาก็เดินมาถึงชายป่า และเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่เบื้องหน้า มันเป็นหมู่บ้านที่ดูเรียบง่าย มีกระท่อมหลังเล็กๆ สร้างด้วยไม้และดินเหนียว ล้อมรอบไปด้วยนาข้าวขั้นบันได และสวนผัก
“ในที่สุดก็เจอ” เอกยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างระมัดระวัง เขาเห็นชาวบ้านบางส่วนกำลังทำงานอยู่ในไร่นา พวกเขามีผิวคล้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายพื้นเมือง และมีท่าทีที่ค่อนข้างระแวดระวังเมื่อเห็นคนแปลกหน้าอย่างเขา
เอกเลือกเดินเข้าไปหาหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งสานกระติ๊งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอมีใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาดูอ่อนโยน
“สวัสดีครับท่านยาย” เอกกล่าวทักทายด้วยภาษาท้องถิ่นที่เขาพอจะพูดได้ “ผมหลงทางมาครับ ไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน?”
หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเอกอย่างพิจารณา “ที่นี่คือหมู่บ้านผาหิน... เจ้ามาจากไหนกัน?”
“ผมมาจากแดนไกลครับ เดินทางมาแล้วหลงทาง” เอกโกหกไปเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าพอจะให้ความช่วยเหลือบ้างไหมครับ? ผมต้องการหาทางกลับบ้าน”
หญิงชรามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะลดเสียงลง “ที่นี่มันใกล้ชายแดน... เจ้าอย่าไปไหนมาไหนให้คนเห็นมากนักช่วงนี้”
“ทำไมครับ? มีอันตรายหรือครับ?” เอกถาม
“มีข่าวลือ... ว่าพวกทหารของฝ่ายโน้นกำลังกวาดล้างในเขตป่าของเรา” หญิงชราตอบเสียงเครียด “พวกเขาตามหาคนบางคน... ได้ยินว่ามีคนจากข้างในถูกจับไปเยอะ”
คำว่า “คนจากข้างใน” ทำให้หัวใจของเอกเต้นแรง เขาคิดถึงเพื่อนทหารที่ถูกจับตัวไป
“พวกทหารฝ่ายโน้น... มากันกี่คนครับ?” เอกถามอย่างร้อนรน
“ไม่ทราบแน่ชัด... แต่เห็นว่ามีเยอะ... พวกเขาโหดร้ายมาก... ใครขัดขืนก็โดนจับไปหมด” หญิงชรากล่าวเสียงสั่น “เจ้าต้องระวังตัวนะ... อย่าให้พวกนั้นจับได้”
“ขอบคุณมากครับท่านยาย” เอกโค้งคำนับ “ผมจะระวังตัวเป็นอย่างดี”
เอกออกจากที่นั่นมาพร้อมกับข้อมูลที่น่าเป็นห่วง เขาเดินไปตามทางเดินของหมู่บ้าน พยายามสังเกตการณ์ทุกอย่างอย่างละเอียด เขาเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ดูหวาดกลัว มีการซ่อนอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ไว้ตามบ้านเรือน
เขาเดินไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน เขากะว่าน่าจะเป็นที่ที่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้
“สวัสดีครับ” เอกทักทายชายเจ้าของร้านที่กำลังจัดเรียงสินค้าอยู่ “ผมขอซื้อน้ำหน่อยครับ”
ชายเจ้าของร้านหันมามองเอกด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ “น้ำขวดละเท่าไหร่?”
“ผมไม่มีเงินสดครับ... มีแต่ของแลกเปลี่ยน” เอกพูดพลางหยิบมีดพับที่เขาพกติดตัวมาออกมา “ผมมีมีดเล่มนี้... แลกกับน้ำสักขวดได้ไหมครับ?”
ชายเจ้าของร้านมองมีดพับของเอกอย่างพิจารณา มันเป็นมีดที่ดีและคมกริบ
“ก็ได้... แต่นายต้องบอกข้ามาก่อนว่ามาจากไหน” ชายเจ้าของร้านกล่าว “เจ้าไม่ใช่คนแถวนี้แน่ๆ”
“ผมมาจากแดนไกล... แค่หลงทาง” เอกตอบเหมือนเดิม
“หลงทางมาถึงนี่เชียว?” ชายเจ้าของร้านแค่นหัวเราะ “ข้าได้ยินข่าวมาเยอะ... ช่วงนี้มีคนแปลกหน้ามาแถวนี้บ่อยๆ... พวกที่มาจากฝ่ายตรงข้าม...”
“ผมไม่ใช่คนฝ่ายนั้นครับ!” เอกรีบปฏิเสธ “ผมเป็นทหาร... แต่ผมไม่ได้มาทำร้ายใคร”
ชายเจ้าของร้านมองเอกอย่างจับผิด “ทหาร? ทหารฝ่ายไหน?”
“ผมมาจาก... ทางเหนือ” เอกเลือกที่จะไม่ระบุชื่อประเทศ “ผมมีภารกิจต้องทำ... ต้องการหาข่าวเกี่ยวกับเพื่อนทหารที่ถูกจับไป”
ชายเจ้าของร้านเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะลดเสียงลง “เพื่อนทหารของเจ้า... หน้าตาเป็นอย่างไร?”
“คนหนึ่งชื่อ... สุริยะ... ผิวสองสี... มีแผลเป็นที่คิ้วซ้าย” เอกให้ข้อมูล “อีกคนชื่อ... ชัย... ตัวเล็ก... พูดเก่ง... ชอบหัวเราะ”
ชายเจ้าของร้านพยักหน้าช้าๆ “ข้าเคยเห็นหน้าคนลักษณะคล้ายๆ กัน... ประมาณสองสามวันก่อน... พวกทหารฝ่ายโน้น... พาตัวคนสองคน... หน้าตาคล้ายที่เจ้าบอก... ไปที่ค่ายของพวกเขา... ที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่”
“จริงหรือครับ!?” เอกอุทานด้วยความดีใจ “ค่ายของพวกเขา... อยู่ที่ไหนครับ?”
“อยู่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ... จากหมู่บ้านนี้ไปประมาณครึ่งวันเดิน” ชายเจ้าของร้านบอก “แต่ที่นั่นอันตรายมาก... มีทหารเฝ้าอยู่เยอะ... พวกเขาแข็งแกร่งและระมัดระวังตัวมาก”
“ผมต้องไปที่นั่น... ผมต้องช่วยเพื่อนของผม” เอกกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
“บ้าไปแล้ว... นายจะบุกเข้าไปคนเดียวได้อย่างไร?” ชายเจ้าของร้านส่ายหน้า “ถึงนายจะเป็นทหาร... แต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้”
“ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เอกมองชายเจ้าของร้านด้วยสายตาแน่วแน่ “ผมต้องลองดู”
ชายเจ้าของร้านถอนหายใจ “ถ้าเป็นอย่างนั้น... ข้าขอให้โชคดี” เขาหยิบน้ำขวดหนึ่งยื่นให้เอก “นี่... น้ำของนาย”
เอกรับน้ำมา “ขอบคุณมากครับ”
หลังจากได้ข้อมูลแล้ว เอกก็รีบออกจากหมู่บ้าน เขาตัดสินใจไม่รอช้า เขาต้องรีบไปยังค่ายศัตรูให้เร็วที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้
เขาเดินฝ่าป่าทึบไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าการบุกเข้าไปในค่ายศัตรูคนเดียวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องหาทางช่วยเหลือเพื่อนทหารของเขาให้ได้
ขณะที่เขากำลังเดินอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังมาจากพุ่มไม้ข้างหน้า เอกรีบหมอบลงทันที ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
“แกเห็นอะไรที่หมู่บ้านบ้างไหม?” เสียงหนึ่งถาม
“เห็นแต่พวกชาวบ้าน... ไม่เห็นมีใครน่าสงสัย” อีกเสียงตอบ
“ดี... พวกนั้นคงยังไม่รู้ตัวว่าเรากำลังจะทำอะไร”
เอกแอบมองผ่านช่องว่างของใบไม้ เขาเห็นทหารของฝ่ายตรงข้ามสองนายกำลังเดินลาดตระเวนอยู่ พวกเขาสวมเครื่องแบบสีเข้มและมีอาวุธครบมือ
“ต้องเลี่ยงพวกนี้ไปให้ได้” เอกคิด
เขาค่อยๆ ขยับตัวไปอีกทางหนึ่งอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ให้เกิดเสียงดัง เขากลั้นหายใจขณะที่ทหารทั้งสองนายเดินผ่านไป เขาปล่อยให้พวกมันเดินไปไกลพอสมควรแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินต่อไป
เอกตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ เขาต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี ทั้งการซ่อนตัว การต่อสู้ และการวางแผน เพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้
5,302 ตัวอักษร