ตอนที่ 34 — การโจมตีฉับพลันในค่ายศัตรู
เสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนพื้นดินที่แข็งกระด้างดังแผ่วเบาคล้ายเสียงลมหายใจของป่าใหญ่ ยามค่ำคืนที่เงียบสงัดยิ่งขับเน้นความตึงเครียดที่ปกคลุมกลุ่มทหารหาญของปรานปรามให้เด่นชัดขึ้น พวกเขาเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบราวกับเงาที่ถูกทาบทับลงบนผืนแผ่นดินอันมืดมิด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้แห้งแลดูริบหรี่ ราวกับกำลังปลุกเร้าความหวังอันน้อยนิดให้ค่อยๆ สว่างไสวขึ้น แผนการแทรกซึมที่ซับซ้อนได้ถูกวางไว้เป็นอย่างดี และในที่สุด วันแห่งการลงมือก็มาถึง ปรานปรามหรี่ตาลงขณะที่เขากระซิบสั่งการ เสียงของเขาเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงกอบแก้วของใบไม้แห้งที่ปลิวไสวไปตามแรงลม
"ทุกคนพร้อมนะ จำสัญญาณให้ดี หากมีอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อย แผนทั้งหมดต้องพังแน่" ปรานปรามกล่าวเสียงเครียด สายตาของเขากวาดมองไปทั่วกลุ่มทหารกล้าที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า แต่ละคนล้วนมีแววตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ใบหน้าของพวกเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีพรางเพื่อกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม แต่ก็ยังคงฉายประกายของความกล้าหาญและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตราย
"พร้อมครับผู้การ" เสียงขานรับดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน เป็นเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับบัญชาและในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
"ดีมาก" ปรานปรามพยักหน้า "เราจะแยกเป็นสามชุด ชุดแรกนำโดย ร้อยโท ชาติ จะเข้าโจมตีจุดตรวจที่หนึ่งและสองจากทางทิศตะวันตก เก็บกวาดให้เร็วที่สุดและเงียบที่สุด อย่าให้มีใครรู้ตัว ชุดที่สอง นำโดย หมวด พงษ์ จะเข้าโจมตีคลังแสงและศูนย์บัญชาการย่อยจากทางทิศเหนือ ส่วนชุดที่สาม ที่นำโดยผม จะเข้าสู่ภายในค่ายเพื่อปลดปล่อยเชลยศึกที่เรารู้ว่าถูกคุมขังอยู่ที่อาคารหมายเลขสาม จำไว้ว่าเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือเชลย และการทำลายขวัญกำลังใจของศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากการต่อสู้ยืดเยื้อเกินไป หรือมีสัญญาณอันตรายให้ถอนกำลังทันที ความปลอดภัยของพวกเราสำคัญที่สุด"
"รับทราบครับผู้การ" ร้อยโท ชาติ และ หมวด พงษ์ กล่าวรับคำสั่งอย่างหนักแน่น
"จำไว้ หากเราถูกพบเจอ อย่าลังเลที่จะใช้ทุกวิถีทางที่จะทำให้ภารกิจสำเร็จ" ปรานปรามเสริม เสียงของเขาเฉียบขาดราวกับคมดาบ "นี่คือโอกาสเดียวของเราที่จะพลิกเกม หากเราทำสำเร็จ การสูญเสียของเราจะลดลงอย่างมหาศาล และเราจะได้เพื่อนร่วมรบที่สูญหายกลับคืนมา"
พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวออกจากที่กำบังอย่างช้าๆ และเงียบเชียบ ร่างกายแนบชิดกับพื้นดิน พรางตัวไปกับเงามืดที่ทอดตัวยาวเหยียด กลุ่มของปรานปรามแยกตัวออกไปทางทิศใต้ มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายหลักอย่างไม่รีรอ ขณะที่อีกสองชุดแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ เสียงฝีเท้าค่อยๆ จางหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมผืนป่า
เมื่อเข้าใกล้เขตค่ายทหารของศัตรู อากาศเริ่มอุ่นขึ้น มีกลิ่นควันไฟลอยจางๆ มาแตะจมูก ปรานปรามชะลอฝีเท้าลง เขาผงกศีรษะเป็นสัญญาณให้ลูกทีมหยุดนิ่ง แสงไฟจากตะเกียงที่วางตามจุดต่างๆ ในค่ายส่องสว่างเป็นหย่อมๆ เผยให้เห็นเงาของทหารศัตรูที่เดินตรวจตราไปมาอย่างไม่ประมาท
"พวกมันเฝ้าระวังเข้มงวดกว่าที่คิดไว้มาก" ปรานปรามกระซิบขณะที่เขามองผ่านกล้องส่องทางไกล "การเคลื่อนไหวทุกอย่างต้องไร้เสียง และต้องเร็วที่สุด"
เขาผงกศีรษะอีกครั้ง เป็นสัญญาณให้เริ่มปฏิบัติการ ร้อยโท ชาติ และทีมของเขาก็เริ่มเคลื่อนที่ไปยังจุดตรวจแรกอย่างเงียบเชียบ พวกเขาใช้ความชำนาญในการเคลื่อนที่ผ่านพงหญ้าและซากปรักหักพังที่อยู่รายรอบค่าย การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เพียงไม่กี่นาที เสียงปืนก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เรียบร้อยครับผู้การ ชุดแรกสำเร็จ" เสียงของร้อยโท ชาติ ดังขึ้นผ่านวิทยุสื่อสารที่ใช้คลื่นความถี่ต่ำเป็นพิเศษ
"ดีมาก รักษาระดับการปฏิบัติการต่อไป" ปรานปรามตอบกลับ ขณะเดียวกัน หมวด พงษ์ และทีมของเขาก็เริ่มเข้าโจมตีคลังแสงและศูนย์บัญชาการย่อย เสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ แต่ก็ถูกกลบด้วยเสียงของเครื่องจักรบางอย่างที่ดังอยู่ภายในค่าย ทำให้การโจมตีของหมวดพงษ์ไม่เป็นที่สังเกตมากนัก
ในขณะเดียวกัน กลุ่มของปรานปรามก็กำลังมุ่งหน้าไปยังอาคารหมายเลขสาม เขาเห็นประตูเหล็กที่ดูแข็งแรงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มีทหารยามสองนายยืนเฝ้าอยู่ ปรานปรามหันไปมองทีมของเขา สบตาเป็นสัญญาณ
"เดี๋ยวผมจัดการเอง" เขาพยักหน้าให้ปรานปราม "พวกนายเตรียมพร้อม"
ปรานปรามและลูกทีมที่เหลือแอบซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่ ในขณะที่ทหารหน่วยสังหารคนหนึ่งค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังของทหารยามทั้งสองนาย ด้วยความเร็วและความแม่นยำ เขาใช้มีดสั้นที่เตรียมมาปลิดชีพทหารยามทั้งสองอย่างรวดเร็วและไร้เสียง ร่างของทหารยามล้มลงอย่างนุ่มนวลโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
"เรียบร้อย" เสียงกระซิบดังขึ้นจากทหารหน่วยสังหาร
"ดีมาก" ปรานปรามหันมากล่าวกับทีม "เราเข้ากัน"
พวกเขาค่อยๆ ผลักประตูเหล็กที่หนักอึ้งนั้นเข้าไป ด้านในเป็นทางเดินแคบๆ ที่มืดมิด มีกลิ่นอับชื้นคละคลุ้ง ปรานปรามใช้ไฟฉายคาดหัวส่องนำทางไปข้างหน้า เขาเห็นห้องขังหลายห้องเรียงรายอยู่สองข้างทาง
"เฮ้! มีใครอยู่ข้างในบ้าง!" ปรานปรามตะโกนถามเสียงเบา
"ใครน่ะ!" เสียงแหบแห้งดังตอบกลับมาจากภายในห้องขังห้องหนึ่ง
"พวกเราเอง ทหารฝ่ายเรา" ปรานปรามตอบ "เรามาเพื่อช่วยพวกคุณ"
เสียงร้องด้วยความดีใจดังขึ้นจากภายในห้องขัง "จริงเหรอ! ช่วยด้วย! เราติดอยู่ที่นี่นานมากแล้ว!"
ปรานปรามรีบตรงไปยังห้องขังที่ได้ยินเสียง เขาพบว่าประตูห้องขังนั้นถูกล็อคอย่างแน่นหนา
"พวกคุณรอสักครู่ เดี๋ยวผมจะหาทางเปิดให้" เขาบอกพลางหันไปสั่งลูกทีม "จัดคนไปช่วยทีมหมวดพงษ์ที่คลังแสง หาทางระเบิดประตูห้องขังให้ได้"
ทหารสองนายรีบวิ่งออกไปตามคำสั่ง ขณะที่ปรานปรามกับทหารอีกสองนายพยายามงัดประตูห้องขังด้วยชะแลงที่เตรียมมา
"ขอบคุณมากครับ" เสียงจากในห้องขังดังขึ้นอีกครั้ง "เราคิดว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว"
"อดทนหน่อยครับ อีกไม่นานพวกคุณก็จะได้ออกไปแล้ว" ปรานปรามตอบ พลางออกแรงงัดประตูอย่างเต็มที่
ในที่สุด ประตูห้องขังก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าอันอิดโรยของทหารฝ่ายเราหลายนายที่ถูกจับเป็นเชลย พวกเขามีสภาพที่ย่ำแย่ แต่แววตายังคงมีความหวัง
"เราต้องรีบออกไปก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว" ปรานปรามบอก "ตามผมมา!"
ขณะที่กลุ่มของปรานปรามกำลังพาเชลยศึกออกมา เสียงปืนก็ดังขึ้นจากด้านนอก เป็นสัญญาณว่าชุดของหมวดพงษ์อาจจะกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา
"เกิดอะไรขึ้น!" ปรานปรามถามผ่านวิทยุ
"เราเจอกับหน่วยต่อต้านพิเศษครับผู้การ พวกมันแข็งแกร่งมาก" เสียงของหมวดพงษ์ดังมาอย่างหอบเหนื่อย "คลังแสงใกล้จะระเบิดแล้ว แต่เราติดอยู่ที่นี่"
"ถอยออกมา! ปล่อยคลังแสงไว้ก่อน! มุ่งหน้ามาทางนี้! เรากำลังจะพาทุกคนออกจากที่นี่!" ปรานปรามสั่ง
"รับทราบครับ!"
สถานการณ์กำลังจะบานปลาย การต่อสู้ที่ควรจะเงียบเชียบกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิเต็มรูปแบบ ปรานปรามต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อนำพาเพื่อนร่วมรบของเขากลับออกไปอย่างปลอดภัย
5,492 ตัวอักษร