ตอนที่ 2 — เงาที่ซ่อนเร้นในโลกศิลปะ
แสงสลัวของยามเช้าสาดส่องเข้ามาในสตูดิโอศิลปะที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและความเงียบสงัด เมษาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มและกางเกงขายาวที่ดูทะมัดทะแมง กำลังก้มหน้าก้มตาสำรวจพื้นผิวของภาพวาดชิ้นสุดท้ายของศิวกรอย่างละเอียด เธอใช้แปรงขนอ่อนๆ ปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามผืนผ้าใบออกอย่างเบามือ พร้อมกับสวมถุงมือบางใส เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของหลักฐาน
"คุณอรณิชาครับ คุณบอกว่าคุณศิวกรมีอาการเครียดในช่วงหลังนี่ เขาเคยพูดถึงใครเป็นพิเศษบ้างไหมครับ" เมษาถาม โดยไม่ละสายตาไปจากภาพวาด
อรณิชาที่นั่งอยู่บนโซฟาหันมาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า "ไม่เลยค่ะ เขาไม่เคยเอ่ยชื่อใครเลย แต่บางครั้งเขาก็จะพูดถึง 'แรงกดดัน' หรือ 'ความคาดหวัง' ที่เขารู้สึก ผมว่าเขาอาจจะกำลังเจออุปสรรคในการทำงาน หรืออาจจะกำลังถูกใครบางคนจ้องจะเล่นงาน"
"เล่นงาน?" เมษาหันมามองอรณิชา "ในความหมายไหนครับ"
"ก็… ในวงการศิลปะ มันก็มีเรื่องการแข่งขันสูงนะคะ บางคนอาจจะหมั่นไส้ในความสำเร็จของคุณศิวกรก็ได้" อรณิชาอธิบาย "หรืออาจจะเป็นเรื่องของธุรกิจก็ได้ค่ะ คุณศิวกรกำลังจะมีนิทรรศการใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งก็มีมูลค่ามหาศาล"
เมษาพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "แล้วคุณศิวกรเคยมีปัญหาเรื่องการเงิน หรือเป็นหนี้เป็นสินบ้างไหมครับ"
"ไม่ค่ะ คุณศิวกรมีฐานะดีมาก รายได้จากการขายภาพวาดของเขาสูงลิ่ว เขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินเลยค่ะ" อรณิชาตอบอย่างหนักแน่น "ส่วนเรื่องหนี้สิน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่"
เมษาเดินกลับไปที่รอยขีดข่วนบนพื้นไม้ เธอก้มลงไปสำรวจอีกครั้ง ใช้ไฟฉายขนาดเล็กส่องไปยังรอยนั้นอย่างละเอียด “คุณบอกว่ารอยนี้ไม่มีมาก่อน แสดงว่ามันต้องเกิดขึ้นหลังจากครั้งสุดท้ายที่คุณทำความสะอาดสตูดิโอใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ” อรณิชาตอบ “น่าจะประมาณสามวันก่อนนี่แหละค่ะ”
“แล้วในช่วงสามวันที่ผ่านมา คุณมาที่นี่บ้างไหมครับ”
“มาค่ะ ดิฉันมาเกือบทุกวัน เพื่อดูแลความเรียบร้อย และดูว่าคุณศิวกรทำงานไปถึงไหนแล้ว” อรณิชาตอบ “แต่ดิฉันก็ไม่ทันสังเกตเห็นรอยนี้เลย อาจจะเพราะมันอยู่ตรงมุมอับไปหน่อย”
เมษาหยิบอุปกรณ์ขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บตัวอย่างฝุ่นและเส้นใย เธอค่อยๆ ขูดเอาเศษฝุ่นและคราบสีที่ติดอยู่ตามรอยขีดข่วนไปใส่ในหลอดแก้วขนาดเล็ก “แล้วภาพวาดชิ้นนี้… มีใครที่เคยแสดงความสนใจเป็นพิเศษ หรือพยายามจะขอซื้อไปก่อนที่มันจะเสร็จสมบูรณ์บ้างไหมครับ”
อรณิชาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มีค่ะ มีนักสะสมงานศิลปะชาวต่างชาติคนหนึ่ง ชื่อคุณ ‘ลี’ เขาแสดงความสนใจในงานของคุณศิวกรมานานแล้ว และเคยเสนอราคาสูงมากเพื่อจะซื้อภาพนี้ไป แต่คุณศิวกรปฏิเสธค่ะ เขาอยากจะเก็บภาพนี้ไว้แสดงในนิทรรศการของเขาเอง”
“คุณลี… เขาติดต่อมาหลังจากเกิดอุบัติเหตุหรือยังครับ”
“ยังค่ะ” อรณิชาตอบ “แต่ดิฉันก็ไม่แน่ใจนะคะ”
เมษาเก็บตัวอย่างเสร็จแล้ว เธอเดินกลับไปที่ภาพวาดอีกครั้ง สายตาของเธอไล่สำรวจทุกอณูของภาพ สีสันที่สดใส ลายเส้นที่คมชัด แต่ภายใต้ความงามนั้น เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่บิดเบี้ยว ซ่อนเร้นอยู่ “คุณอรณิชาครับ คุณบอกว่าคุณศิวกรทำงานชิ้นนี้อย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนแทบไม่ได้พักผ่อน เขาทำงานหนักแค่ไหนครับ”
“หนักมากค่ะ” อรณิชาตอบ “บางคืนก็นอนอยู่ที่นี่เลยค่ะ กินนอนอยู่กับภาพวาดแทบจะตลอดเวลา ดิฉันเป็นห่วงสุขภาพเขามาก แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง”
“แล้วเขาเคยมีอาการผิดปกตินอกเหนือจากความเครียดบ้างไหมครับ เช่น หลงลืม หรือสับสน”
อรณิชาส่ายหน้า “ไม่เลยค่ะ คุณศิวกรมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีตลอดเวลา เพียงแต่ดูเหนื่อยและอ่อนเพลียกว่าปกติ”
เมษาเดินไปที่โต๊ะทำงานของศิวกรที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง เธอค่อยๆ จัดเรียงอุปกรณ์เครื่องเขียนที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ มือของเธอหยุดอยู่ตรงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่เปิดอ้าอยู่ เธอเหลือบมองไปที่อรณิชา
“ดิฉันขออนุญาตดูสมุดบันทึกของคุณศิวกรได้ไหมครับ”
อรณิชาลังเลเล็กน้อย “เอ่อ… ดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าควรจะอนุญาตให้ใครดูสมุดบันทึกส่วนตัวของเขา”
“ผมเข้าใจครับ” เมษาตอบ “แต่บางครั้ง ความคิดที่ถูกบันทึกไว้ อาจจะช่วยให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างได้ดีขึ้น ผมรับรองว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคุณศิวกรให้ใครทราบโดยเด็ดขาด”
อรณิชาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ แต่… คุณต้องระวังนะคะ”
เมษาก้มลงไปมองสมุดบันทึก ข้อความที่เขียนด้วยลายมืออันหวัดเขียนของศิวกรเต็มไปด้วยเส้นขีดฆ่า และตัวเลขบางอย่างที่ดูไม่เป็นระเบียบ เธอกวาดสายตาไปตามหน้าต่างๆ อย่างรวดเร็ว พยายามจับใจความสำคัญ
“มันดูเหมือน… บันทึกการทำงานครับ” เมษาพึมพำ “การผสมสี การใช้พู่กัน… แล้วก็มี… ตัวเลข”
“ตัวเลขอะไรคะ” อรณิชาถาม
“ผมไม่แน่ใจครับ มันดูเหมือน… รหัสบางอย่าง” เมษาตอบ “มีวันที่กำกับอยู่ด้วย… วันที่…” เธอหยุดชะงัก “วันที่… 14 เดือนนี้”
“วันที่ 14? แต่นั่นมันเป็นวันเดียวกับที่คุณศิวกรเสียชีวิตนะครับ!” อรณิชาอุทาน
เมษาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดปฏิทิน “ใช่ครับ วันที่ 14… แล้วก็มีข้อความสั้นๆ เขียนอยู่ข้างๆ ตัวเลขเหล่านี้ ‘กระจกเงา’ ‘เงาที่สะท้อน’ ‘ความจริงที่ซ่อน’ ”
“มันหมายความว่ายังไงคะ” อรณิชาถามอย่างกระวนกระวาย
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” เมษาตอบ “แต่ดูเหมือนว่าเขาอาจจะกำลังจะสื่อสารอะไรบางอย่างผ่านภาพวาดชิ้นนี้” เธอหันไปมองภาพวาดอีกครั้ง ภาพทิวทัศน์ยามราตรีของกรุงเทพฯ ที่ดูงดงามนั้น ราวกับจะซ่อนเร้นความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น
“ผมอยากจะขอกุญแจสตูดิโอไว้สักสองสามวันนะครับ เผื่อผมจะค้นพบอะไรเพิ่มเติม” เมษาบอก
อรณิชาพยักหน้า “ได้ค่ะ แล้วคุณจะติดต่อดิฉันเมื่อไหร่คะ”
“เมื่อผมมีข้อมูลที่สำคัญครับ” เมษาตอบ “ระหว่างนี้… ถ้าคุณนึกอะไรออก หรือมีใครติดต่อมาเกี่ยวกับคุณศิวกร… โปรดแจ้งผมทันทีนะครับ”
อรณิชาพยักหน้ารับคำ เมษาเก็บอุปกรณ์ของเธอ แล้วเดินออกจากสตูดิโอไป ทิ้งให้อรณิชาอยู่กับความเงียบและความเศร้าโศก แต่ท่ามกลางความเศร้าโศกนั้น ก็มีความหวังเล็กๆ ที่จะได้รับคำตอบจากนักสืบสาวผู้ลึกลับคนนี้
เมษาก้าวออกมายืนอยู่หน้าร้าน มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนน เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และหยิบเอาภาพถ่ายใบหนึ่งออกมา ภาพนั้นเป็นภาพของศิวกรในวัยหนุ่ม กำลังยืนยิ้มอย่างสดใสอยู่ข้างๆ หญิงสาวหน้าตาคมเข้มคนหนึ่ง ใบหน้าของเธอคุ้นตา ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“เงา… ภาพลวงตา… ความจริงที่ซ่อน” เมษาพึมพำกับตัวเอง “ดูเหมือนว่า… เรื่องนี้จะซับซ้อนกว่าที่คิด”
เธอกลบความคิดนั้น แล้วเดินหายเข้าไปในฝูงชน ปล่อยให้ความจริงอันดำมืดรอคอยการถูกเปิดเผย ภายใต้ความงามของภาพวาดชิ้นสุดท้ายของศิวกร
5,203 ตัวอักษร