ตอนที่ 3 — สัญญาณจากอดีตที่ถูกลืม
ภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารกองโต แสงไฟนีออนสีขาวส่องสว่างอย่างเย็นชา ‘สารวัตรเดชา’ ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ใบหน้าเคร่งขรึม กำลังก้มมองรายงานการเสียชีวิตของศิวกรอย่างละเอียด เขามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิต
“อุบัติเหตุ… ชนต้นไม้” สารวัตรเดชาพึมพำกับตัวเอง “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่… ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันไม่ปกติ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น “เชิญครับ”
‘ผู้กองมานพ’ เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มไฟแรง ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “สารวัตรครับ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับรถของคุณศิวกรออกมาแล้วครับ”
“เป็นยังไงบ้าง” สารวัตรเดชาถาม
“รถอยู่ในสภาพสมบูรณ์ครับ ไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือการดัดแปลงใดๆ เบรกทำงานปกติ ระบบเครื่องยนต์ก็สมบูรณ์ครับ” ผู้กองมานพรายงาน “กล้องวงจรปิดตามเส้นทางก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ครับ เหมือนกับที่คุณอรณิชาให้การไว้ทุกอย่าง”
สารวัตรเดชาถอนหายใจ “แล้ว… สภาพศพของคุณศิวกร?”
“แพทย์ชันสูตรระบุว่า เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากการชนครับ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ หรือการบาดเจ็บอื่นๆ ก่อนเกิดอุบัติเหตุ”
“ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลยใช่ไหม”
“เท่าที่ตรวจสอบในเบื้องต้น… ก็ยังไม่พบครับ” ผู้กองมานพตอบ “แต่อย่างไรก็ตาม เรากำลังรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งครับ”
“ดี” สารวัตรเดชาพยักหน้า “แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี”
“ผมเข้าใจครับสารวัตร” ผู้กองมานพเข้าใจดีถึงสัญชาตญาณของหัวหน้า “บางที… อาจจะเป็นเพราะคุณศิวกรเป็นบุคคลสาธารณะ ทำให้เกิดความสนใจเป็นพิเศษ”
“ไม่ใช่แค่นั้น” สารวัตรเดชาส่ายหน้า “ผมเคยมีคดีที่คล้ายๆ แบบนี้มาก่อน… การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของบุคคลที่มีชื่อเสียง… เบื้องหลังอาจจะซับซ้อนกว่าที่เห็น”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของสารวัตรเดชาก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงของ ‘เมษา’ นักสืบสาว
“ครับ… ผมสารวัตรเดชาครับ” สารวัตรเดชาเอ่ย “คุณเมษา… ครับ… คุณพบอะไรมาครับ”
สีหน้าของสารวัตรเดชาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากความสงสัยกลายเป็นความสนใจ “รอยขีดข่วน… สีน้ำเงิน… สมุดบันทึก… รหัส… ครับ… ผมจะส่งทีมไปตรวจสอบที่สตูดิโอทันที… ขอบคุณมากครับ”
หลังจากวางสาย สารวัตรเดชาก็หันไปมองผู้กองมานพ “ไอ้มานพ… คดีนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด”
“เกิดอะไรขึ้นครับสารวัตร”
“คุณเมษา… นักสืบเอกชนที่ผมเคยร่วมงานด้วย เขาไปตรวจสอบที่สตูดิโอของคุณศิวกรมา และเขาพบหลักฐานบางอย่างที่น่าสนใจ” สารวัตรเดชาอธิบาย “รอยขีดข่วนที่พื้น… สีน้ำเงิน… และสมุดบันทึกของคุณศิวกรที่มีข้อความแปลกๆ น่าสงสัย”
“แล้ว… เราจะทำยังไงต่อครับ”
“ผมจะส่งทีมไปตรวจสอบที่สตูดิโอของคุณศิวกรอีกครั้ง เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติม” สารวัตรเดชากล่าว “ส่วนคุณ… ไปค้นประวัติของนักสะสมชาวต่างชาติคนนั้น ชื่อ ‘ลี’ ที่คุณอรณิชาพูดถึง… ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงสนใจงานของคุณศิวกรมากขนาดนั้น”
“รับทราบครับ” ผู้กองมานพพยักหน้า
ขณะที่สารวัตรเดชาและผู้กองมานพกำลังวางแผนสืบสวนอยู่นั้น ที่สตูดิโอศิลปะของศิวกร เมษากำลังยืนมองภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเขาอย่างพิจารณา เธอหยิบแว่นขยายออกมา และเริ่มส่องไปยังรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพ
“กระจกเงา… เงาที่สะท้อน… ความจริงที่ซ่อน” เมษาพึมพำกับตัวเอง “เขาพยายามจะบอกอะไรเรากันแน่”
เธอสังเกตเห็นจุดสีน้ำเงินเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของภาพ สีน้ำเงินนั้นดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกับรอยขีดข่วนที่เธอพบก่อนหน้านี้
“บางที… รอยขีดข่วนนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เมษาคิด “มันอาจจะเป็นร่องรอยของการเคลื่อนย้ายบางสิ่งบางอย่าง… บางสิ่งที่สำคัญมาก”
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และเปิดรูปภาพที่เธอถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ เป็นรูปของศิวกรกับหญิงสาวปริศนา
“หญิงสาวคนนี้… หน้าตาคุ้นๆ มาก” เมษาพึมพำ “เธอเป็นใครกันแน่”
เธอตัดสินใจโทรศัพท์หา ‘กวิน’ เพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรม
“ฮัลโหล กวิน… ฉันเมษาเอง” เมษาเอ่ย “ฉันมีเรื่องอยากจะถามนายหน่อย… เกี่ยวกับศิลปินคนหนึ่ง… ชื่อ ศิวกร”
“ศิวกร?” เสียงกวินฟังดูประหลาดใจ “นายไปยุ่งอะไรกับวงการศิลปะเข้าอีก”
“ฉันกำลังสืบสวนคดีการเสียชีวิตของเขาน่ะ… แล้วฉันก็เจอภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเขา… มันดู… มีความหมายพิเศษบางอย่าง” เมษาอธิบาย
“ภาพวาดชิ้นสุดท้ายของศิวกร? ที่ว่ากันว่างดงามราวกับหลุดมาจากความฝันน่ะนะ” กวินถาม “ฉันเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับเขา… เสียดายจริงๆ”
“ใช่… แต่นายพอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับ ‘รหัส’ หรือ ‘สัญลักษณ์’ อะไรที่ศิวกรอาจจะเคยใช้ในงานของเขาบ้างไหม” เมษาถาม
กวินเงียบไปครู่หนึ่ง “รหัส? สัญลักษณ์? ปกติศิวกรเขาไม่ค่อยใช้สัญลักษณ์อะไรที่ซับซ้อนนะ… แต่… เคยมีข่าวลือว่า… ช่วงที่เขากำลังศึกษาศิลปะในยุโรป เขาเคยไปพัวพันกับกลุ่มศิลปินใต้ดินบางกลุ่ม ที่ชอบใช้รหัสลับในการสื่อสารกัน… แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า”
“กลุ่มศิลปินใต้ดิน? กลุ่มไหน”
“จำชื่อไม่ได้แล้ว… มันนานมากแล้ว… แต่จำได้ว่า… พวกเขาชอบใช้สัญลักษณ์เกี่ยวกับ ‘แสง’ และ ‘เงา’ เป็นหลัก… แล้วก็… มีเรื่องเกี่ยวกับ ‘ภาพลวงตา’ ด้วย”
เมษาตาโตขึ้น “แสง… เงา… ภาพลวงตา… แล้วก็… กระจกเงา” เธอพูดทวนคำที่เธอพบในสมุดบันทึกของศิวกร
“ทำไมนายถึงถามเรื่องนี้” กวินถามอย่างสงสัย
“ฉันคิดว่า… ฉันกำลังจะเจาะเข้าไปถึงความจริงบางอย่าง” เมษาตอบ “ขอบใจมากนะกวิน”
หลังจากวางสายจากกวิน เมษาก็กลับไปมองภาพวาดชิ้นสุดท้ายของศิวกรอีกครั้ง ดวงตาของเธอสแกนไปตามลายเส้นและสีสัน ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจของผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้
“ศิวกร… นายพยายามจะบอกอะไรเรากันแน่”
เธอหยิบอุปกรณ์เก็บตัวอย่างออกมาอีกครั้ง คราวนี้เธอเน้นไปที่จุดสีน้ำเงินเล็กๆ จุดนั้นอย่างละเอียด เธอเชื่อมั่นว่า เบื้องหลังภาพวาดอันงดงามนี้ ซ่อนเร้นความลับดำมืดที่รอวันถูกเปิดเผย และเธอคือคนที่ถูกเลือกให้มาไขปริศนานี้
เมษาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง แสงไฟจากเมืองหลวงเริ่มส่องประกายระยิบระยับราวกับหมู่ดาวที่ประดับอยู่บนผืนฟ้า เธอยิ้มมุมปากอย่างมีความหวัง “บางที… คำตอบอาจจะอยู่ในเงาของเมืองนี้เอง”
4,787 ตัวอักษร