ภาพลวงตาในราตรี

ตอนที่ 31 / 49

ตอนที่ 31 — รอยร้าวที่มองไม่เห็น

เมษานั่งอยู่ในห้องสอบสวนที่ดูคุ้นเคย อากาศเย็นยะเยือกเกินจริงไปสักหน่อย แสงไฟนีออนสีขาวสาดส่องลงมา เผยให้เห็นความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดบนใบหน้าของเธอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นกาแฟที่เย็นชืดอยู่ข้างหน้า เธอเพิ่งให้ปากคำเสร็จสิ้น รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในโกดังร้าง การเผชิญหน้ากับชายผู้บงการ และแผนการอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการตายของวิสุทธิ์ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย แต่ทุกคำพูดที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่น การจับกุมตัว ‘นายใหญ่’ ที่เป็นหัวหน้าขบวนการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของทีมสืบสวน แต่สำหรับเมษา ความรู้สึกโล่งใจนั้นกลับเจือปนไปด้วยความไม่สบายใจบางอย่าง ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างยังคงหลบซ่อนอยู่ในเงามืด "คุณเมษาครับ" เสียงทุ้มของสารวัตรชาญดังขึ้นจากประตูห้องสอบสวน เขาเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือ "ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะครับ การสอบปากคำของคุณจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการปิดคดีนี้" เมษามองหน้าสารวัตรฯ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะสารวัตรฯ" "แน่นอนครับ เราได้ตัวการใหญ่แล้ว ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดที่เหลือก็กำลังไล่ล่ากันอยู่ คาดว่าไม่นานเกินรอ" สารวัตรชาญนั่งลงตรงข้ามเธอ "ที่จริงผมควรจะแสดงความยินดีกับคุณนะ การที่คุณสามารถสืบหาความจริงจนเจอได้ขนาดนี้ มันน่าทึ่งมาก" "ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองค่ะ" เมษากล่าวอย่างถ่อมตน "มีอะไรคืบหน้าอีกไหมคะ" สารวัตรชาญเปิดแฟ้มเอกสารออก "เรากำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายใหญ่ และเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีอื่นๆ ที่ยังไม่คลี่คลายอีกหลายคดี" เขาเลื่อนสายตามามองเมษา "แต่สิ่งที่ผมยังกังวลใจอยู่ คือเรื่องของภาพวาด 'ราตรีแห่งวิสุทธิ์' ที่คุณบอกว่ามันมีความสำคัญ" เมษาพยักหน้า "ใช่ค่ะ ฉันเชื่อว่ายังมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในภาพนั้น ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาหลังจากวิสุทธิ์เสียชีวิตไปแล้ว มันไม่ใช่ผลงานของเขา มันเป็นสิ่งที่คนร้ายสร้างขึ้นมาเพื่อบดบังความจริง" "เราได้ส่งภาพวาดไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะตรวจสอบแล้วครับ แต่เบื้องต้น พวกเขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ในองค์ประกอบของภาพ หรือเทคนิคการวาด" สารวัตรชาญกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย "พวกเขาบอกว่ามันเป็นภาพที่สวยงามตามท้องเรื่องของมัน" "สวยงาม... จนกลบเกลื่อนความจริงได้" เมษากล่าวพึมพำ ดวงตาของเธอเหม่อลอยไปข้างหน้า ราวกับกำลังมองเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีต "ตอนที่วิสุทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เคยเล่าให้ฉันฟังถึงความกดดันที่เขาได้รับ เขาบอกว่ามีคนพยายามจะควบคุมงานศิลปะของเขา บังคับให้เขาวาดในสิ่งที่เขาไม่อยากจะวาด" "คุณคิดว่าภาพ 'ราตรีแห่งวิสุทธิ์' เป็นผลงานที่ถูกบังคับให้สร้างขึ้นอย่างนั้นหรือครับ" "ไม่ใช่ค่ะ" เมษาปฏิเสธทันที "ภาพนั้นถูกสร้างขึ้นหลังจากที่เขาตายไปแล้ว ฉันแน่ใจ เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายความตั้งใจของตัวเองเด็ดขาด ฉันเคยเห็นลายเส้นการวาดของวิสุทธิ์มานับครั้งไม่ถ้วน มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีพลังงานบางอย่างที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้ และ 'ราตรีแห่งวิสุทธิ์' มัน... มันขาดสิ่งนั้นไป" "แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันว่า..." "ผู้เชี่ยวชาญมองในมุมของเทคนิคและสุนทรียภาพค่ะ" เมษากล่าวแทรก "แต่ฉันมองในมุมของความรู้สึก ความตั้งใจของศิลปิน ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า" เธอหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ แต่มันเย็นชืดจนเธอต้องวางลง "มีอะไรเกี่ยวกับผู้ช่วยของวิสุทธิ์ไหมคะ คนที่ชื่อ 'ณัฐ' เขาหายตัวไปหลังจากที่เราจับกุมนายใหญ่ได้" สารวัตรชาญพยักหน้า "เรากำลังตามหาตัวเขาอยู่ครับ เราเชื่อว่าเขาอาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว" "เขาเป็นคนสนิทของวิสุทธิ์มานาน เขาต้องรู้แน่ๆ ว่ามีอะไรผิดปกติ" เมษากล่าวเสียงเครียด "และฉันไม่เชื่อว่าเขาจะจากไปเฉยๆ โดยไม่มีเหตุผล" "เรากำลังพยายามเต็มที่ครับ" สารวัตรชาญย้ำ "คุณเมษา พักผ่อนเถอะครับ คุณทำงานหนักมามากแล้ว" เมษาลุกขึ้นยืน "ขอบคุณค่ะสารวัตรฯ แต่ฉันยังพักผ่อนไม่ได้" เธอเดินตรงไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองยามค่ำคืน "ความจริงมันซับซ้อนกว่าที่คิดเสมอค่ะ และฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้... มันยังไม่จบแค่นี้" เธอรู้สึกถึงรอยร้าวบางอย่างที่มองไม่เห็น มันเป็นรอยร้าวในโครงสร้างของเรื่องราวทั้งหมดที่เธอเพิ่งคลี่คลาย ความสำเร็จที่ได้มานั้น อาจเป็นเพียงเปลือกนอกที่สวยงาม แต่ภายในกลับมีบางอย่างที่ยังคงสั่นคลอน ภาพวาด 'ราตรีแห่งวิสุทธิ์' ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยของพิพิธภัณฑ์ ยังคงเป็นปริศนาที่ตามหลอกหลอนเธอ มันเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ควรจะเป็นตัวแทนของวิสุทธิ์ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจ ราวกับว่ามันกำลังหัวเราะเยาะเธออยู่เบื้องหลังความงดงามนั้น "ณัฐ..." เธอเอ่ยชื่อนั้นออกมาอีกครั้ง เสียงของเธอแผ่วเบา ท่ามกลางแสงไฟสีส้มที่สาดส่องลงมาจากเสาไฟข้างทาง "นายอยู่ที่ไหนกันแน่" ความรู้สึกไม่สบายใจนั้นเกาะกุมหัวใจของเมษาอย่างแน่นหนา เธอรู้ดีว่า การจับกุมนายใหญ่เป็นเพียงการต่อสู้ครั้งหนึ่งที่จบลง แต่สงครามที่แท้จริง อาจจะกำลังจะเริ่มต้นขึ้นก็ได้ ศิลปะเป็นเรื่องของความงาม ความรู้สึก และการแสดงออก แต่ในกรณีนี้ ศิลปะกลับกลายเป็นเครื่องมือในการซ่อนเร้น การหลอกลวง และความตาย ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น ช่างเปราะบางเหลือเกิน ราวกับภาพวาดที่ถูกเขียนทับซ้อนกันหลายชั้น เธอต้องค้นหาให้เจอ ว่าอะไรคือภาพวาดที่แท้จริงของวิสุทธิ์ อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสาร ก่อนที่มันจะเลือนหายไปตลอดกาล "มีอะไรที่ผมต้องกังวลอีกไหมครับ คุณเมษา" สารวัตรชาญถามพลางลุกขึ้นยืน "คุณดูเหมือนมีบางอย่างในใจ" เมษาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่ปั่นป่วน "เปล่าค่ะสารวัตรฯ ฉันแค่... คิดมากไปเอง" เธอหันกลับมามองสารวัตรฯ ด้วยรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด "ฉันแค่คิดว่า เราไม่ควรมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปค่ะ โดยเฉพาะกับศิลปินอย่างวิสุทธิ์" "แน่นอนครับ เราจะตรวจสอบทุกความเป็นไปได้" สารวัตรชาญพยักหน้า "ถ้ามีอะไร คุณติดต่อผมได้ตลอดเวลา" "ขอบคุณค่ะ" เมษากล่าว สารวัตรชาญเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เมษาอยู่ตามลำพังกับความคิดของเธออีกครั้ง เธอเหลือบมองไปที่แฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ที่มีรูปของวิสุทธิ์แปะอยู่ด้านหน้า รอยยิ้มของเขาดูเศร้าสร้อย ราวกับรู้ชะตากรรมของตัวเองล่วงหน้า เมษาหยิบรูปนั้นขึ้นมา พลิกดูด้านหลังอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ "ไม่ว่ายังไง ฉันก็จะหาความจริงให้เจอ วิสุทธิ์" แสงไฟนีออนยังคงสาดส่อง ห้องสอบสวนยังคงเย็นยะเยือก แต่ในใจของเมษา กลับมีความมุ่งมั่นที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทต่อไปที่ท้าทายยิ่งกว่า

5,399 ตัวอักษร