ตอนที่ 5 — เงื่อนงำในแดนประหาร
แดนประหารของเรือนจำแห่งนี้มีบรรยากาศที่แตกต่างจากแดนอื่นๆ อย่างชัดเจน ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความเงียบที่อึดอัด เต็มไปด้วยความอึมครึมและความหวาดหวั่น วิรัชเดินตามหัวหน้าผู้คุมไปจนถึงมุมหนึ่งของแดน ที่นั่น ชายผอมแห้งคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตา ขัดถังน้ำสังกะสีเก่าๆ ด้วยผ้าขี้ริ้วจนเกิดเสียงเสียดสีดังครืดคราด
"ไอ้ปื้ด" หัวหน้าผู้คุมเอ่ยเรียก "ออกมานี่หน่อย มีทนายมาขอคุยด้วย"
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดูขุ่นมัวและหวาดระแวง เขามองวิรัชด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ "จะคุยเรื่องอะไรครับ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่า
"เราอยากจะถามเรื่องตาอินน่ะ" วิรัชพูดอย่างใจเย็น พยายามสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร "คุณรู้จักแกใช่ไหม"
ไอ้ปื้ดพยักหน้าช้าๆ "รู้จักครับ แกอยู่แดนเดียวกับผม"
"คุณอยู่ใกล้ๆ ห้องขังแกใช่ไหม" วิรัชถามต่อ
"ใช่ครับ อยู่ไม่ไกลกันมาก" ไอ้ปื้ดตอบ เขาหลุบตาลงมองมือตัวเองที่กำลังกำผ้าขี้ริ้วแน่น "เมื่อคืน... ผมได้ยินเสียงแปลกๆ มาจากห้องแก"
วิรัชรู้สึกใจเต้นแรง "เสียงอะไรครับ"
"เสียงเหมือน... คนกำลังต่อสู้กันครับ" ไอ้ปื้ดตอบเสียงสั่น "แต่ผมไม่กล้าออกไปดู กลัว..."
"กลัวอะไรครับ" วิรัชถาม
"กลัวว่าจะโดนลูกหลงครับ" ไอ้ปื้ดพูดเสียงเบา "ที่นี่... ใครก็ไม่รู้ใจ ใครก็ไม่ไว้ใจ"
"แล้วคุณเห็นอะไรไหม หรือได้ยินอะไรเพิ่มเติมหลังจากนั้น"
ไอ้ปื้ดส่ายหน้า "ไม่ครับ หลังจากเสียงนั้นเงียบไป ผมก็ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของแก... หรือไม่ก็เสียงเครื่องปรับอากาศ"
วิรัชครุ่นคิด "แล้วคุณได้เห็นใครเข้าออกห้องขังของตาอินบ้างไหม เมื่อคืน หรือช่วงก่อนหน้านี้"
ไอ้ปื้ดเงียบไปครู่หนึ่ง เขาดูเหมือนกำลังพยายามนึกอะไรบางอย่าง "เมื่อคืน... ผมเห็นผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้าไปที่ห้องแกครับ"
"ผู้คุมคนไหนครับ" วิรัชถามอย่างรวดเร็ว
"ผมไม่แน่ใจว่าเป็นใครครับ" ไอ้ปื้ดตอบ "ตอนนั้นมันมืดแล้ว ผมเห็นแค่เงาตะคุ่มๆ ของแกครับ แต่แกดูตัวสูงใหญ่เหมือนกัน"
"แล้วก่อนหน้านั้นล่ะครับ"
"ก่อนหน้านั้น... ผมไม่เห็นใครเลยครับ" ไอ้ปื้ดตอบ "ผมมักจะนอนเร็ว แต่เมื่อคืน... ผมรู้สึกไม่สบายใจ ก็เลยตื่นอยู่พักใหญ่"
"ขอบคุณมาก ไอ้ปื้ด" วิรัชพูด "ถ้าคุณนึกอะไรออกอีก หรือมีอะไรอยากจะบอกผมอีก โทรศัพท์หาผมได้นะ" เขาหยิบนามบัตรยื่นให้อีกฝ่าย
ไอ้ปื้ดรับนามบัตรไปอย่างงงๆ "ขอบคุณครับ"
วิรัชเดินออกจากแดนประหารอีกครั้ง ความคิดของเขากำลังหมุนวนอย่างรวดเร็ว เสียงต่อสู้ที่ไอ้ปื้ดได้ยิน เสียงลมหายใจที่เขาได้ยิน หรืออาจจะเป็นเสียงเครื่องปรับอากาศจริงๆ ตามที่ไอ้ปื้ดบอก แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเห็นเงาผู้คุมตัวสูงใหญ่เดินเข้าไปในห้องขังของตาอิน
"หัวหน้าครับ" วิรัชหันไปถามหัวหน้าผู้คุมที่เดินตามมา "ผู้คุมคนไหนบ้างที่ตัวสูงใหญ่ และมีเวรอยู่ใกล้ๆ แดนประหารเมื่อคืนนี้"
หัวหน้าผู้คุมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ผู้คุมที่ตัวสูงใหญ่ก็มีอยู่หลายคนนะครับ แต่คนที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด... น่าจะเป็นผู้คุมมานพครับ แกเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ และเมื่อคืนแกก็อยู่เวรผลัดกลางคืน"
"ผู้คุมมานพ..." วิรัชพึมพำชื่อนั้น "ผมอยากจะคุยกับแกครับ"
"ได้เลยครับคุณวิรัช"
วิรัชและหัวหน้าผู้คุมเดินตรงไปยังห้องพักของผู้คุม ที่นั่น ผู้คุมมานพกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ใบหน้าคมเข้ม มีแผลเป็นเล็กๆ ที่คิ้วซ้าย
"ผู้คุมมานพครับ" หัวหน้าผู้คุมเอ่ยเรียก "คุณวิรัช ทนายของตาอิน อยากจะขอสอบถามข้อมูลบางอย่างครับ"
ผู้คุมมานพหันมามองวิรัชด้วยสายตาเรียบเฉย "มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ"
"เมื่อคืนนี้ คุณมานพอยู่เวรใช่ไหมครับ" วิรัชถาม
"ใช่ครับ ผมอยู่เวรผลัดกลางคืน" ผู้คุมมานพตอบเสียงหนักแน่น
"แล้วเมื่อคืนนี้... คุณได้เดินเข้าไปในห้องขังของตาอินบ้างไหมครับ"
ผู้คุมมานพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "ไม่ครับ ผมไม่ได้เข้าไปในห้องขังของตาอินเลย ผมเดินตรวจตราอยู่บริเวณรอบนอกเท่านั้น"
"แน่ใจนะครับ" วิรัชเพ่งสายตาไปที่มานพ "เพราะมีพยานเห็นคุณเดินเข้าไปที่ห้องขังของตาอิน เมื่อคืนนี้"
สีหน้าของผู้คุมมานพเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงยืนกราน "ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่ได้เข้าไป"
"งั้น... คุณมานพ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าเมื่อคืนนี้ คุณทำอะไรบ้าง ตั้งแต่เริ่มเวรจนถึงเลิกเวร" วิรัชถามต่อ
ผู้คุมมานพเริ่มเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเวรของเขาในคืนนั้น เขาบอกว่าได้เดินตรวจตราตามปกติ ได้พูดคุยกับนักโทษบางคน และได้เข้าห้องน้ำหลายครั้ง แต่ไม่มีช่วงเวลาใดที่เขาอ้างว่าได้เข้าไปในห้องขังของตาอิน
วิรัชสังเกตเห็นอาการประหม่าเล็กน้อยของผู้คุมมานพ เขารู้ว่าผู้คุมมานพกำลังปิดบังบางสิ่งบางอย่างอยู่ "ผมเข้าใจครับว่าการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานอาจเป็นเรื่องยาก" วิรัชพูดเสียงอ่อนลง "แต่การตายของตาอินเป็นเรื่องร้ายแรง เราจำเป็นต้องหาความจริงให้ได้"
ผู้คุมมานพเงียบไปนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา "เอาเถอะครับ" เขาพูดเสียงเบา "ผมยอมรับว่าผมเข้าไปในห้องขังของตาอินจริงๆ"
หัวหน้าผู้คุมที่ยืนอยู่ข้างๆ วิรัชก็ดูตกใจไม่แพ้กัน
"ผมเข้าไปตอนดึกครับ" ผู้คุมมานพเล่าต่อ "ตาอินแกขอให้ผมเข้าไปหา"
"ขอให้เข้าไปหา?" วิรัชถาม "เรื่องอะไรครับ"
"แกบอกว่าแกมีเรื่องสำคัญจะบอกผม" มานพตอบ "แต่พอผมเข้าไป แกกลับตัวสั่น พูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนคนเสียสติ ผมเลยคิดว่าแกคงแค่ละเมอ หรืออาจจะกำลังหลอน"
"แล้วคุณได้ยินเสียงต่อสู้กันไหม" วิรัชถาม
"ไม่ครับ ผมไม่ได้ยินอะไรเลย" มานพตอบ "ผมอยู่กับแกสักพัก แล้วก็ออกมา ผมคิดว่าแกคงจะโอเคแล้ว"
"แล้วตาอินได้บอกอะไรคุณเป็นพิเศษไหมครับ"
"แกแค่พูดเรื่อง... จดหมาย" มานพพูดตะกุกตะกัก "แกบอกว่า 'จดหมาย... อย่าให้มันตกไปถึงมือคนผิด' แค่นั้นเอง แล้วแกก็หลับไป"
วิรัชขมวดคิ้ว "จดหมาย... อย่าให้มันตกไปถึงมือคนผิด" เขาพึมพำกับตัวเอง "นี่อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญ"
"แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกเรื่องนี้กับหัวหน้า หรือกับตำรวจตั้งแต่แรกครับ" วิรัชถาม
"ผม... ผมกลัวครับ" มานพตอบ "ผมกลัวว่าถ้าผมบอกเรื่องนี้ไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผม หรือกับครอบครัวของผม ผมจะทำยังไง"
วิรัชเข้าใจความรู้สึกของผู้คุมมานพดี เขาถอนหายใจ "ขอบคุณมากครับผู้คุมมานพ ที่คุณกล้าบอกความจริง"
เขาหันไปทางหัวหน้าผู้คุม "ผมขอให้คุณช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับจดหมายฉบับนั้นให้ผมด้วยนะครับ ว่ามันถูกเขียนขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นคนเขียน หรือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร"
"ได้ครับคุณวิรัช" หัวหน้าผู้คุมรับคำ
วิรัชเดินออกจากเรือนจำอีกครั้ง คราวนี้เขามีข้อมูลที่สำคัญยิ่งกว่าเดิมมาประกอบการตัดสินใจ การที่ตาอินขอให้ผู้คุมมานพเข้าไปพบเพื่อบอกเรื่องจดหมาย ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่าจดหมายฉบับนั้นคือหัวใจสำคัญของคดีนี้ และการที่ตาอินบอกว่า "อย่าให้มันตกไปถึงมือคนผิด" บ่งบอกว่าจดหมายฉบับนั้นมีเนื้อหาที่อันตรายอย่างยิ่ง
5,348 ตัวอักษร