ตอนที่ 29 — ความทรงจำในวัยเยาว์ผุดขึ้น
อรุณรัศมี เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงและสดใส เธอเป็นเด็กหญิงที่น่ารัก ช่างพูด และมีรอยยิ้มที่สดใสเสมอ เธอเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่ชายทั้งสองคน อธิปและปัณณ์ เฝ้าทะนุถนอมน้องสาวด้วยความรัก
“พี่อธิปครับ อรุณรัศมีอยากให้พี่เล่านิทานให้ฟัง” อรุณรัศมีเดินเข้ามาออดอ้อนพี่ชายที่กำลังอ่านหนังสืออยู่
“ได้เลยครับน้องรัก” อธิปวางหนังสือลงแล้วอุ้มน้องขึ้นมานั่งบนตัก “อยากฟังเรื่องอะไรครับ”
“เรื่องเจ้าหญิงกับมังกรครับ” อรุณรัศมีตอบ
อธิปเริ่มเล่านิทานด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้กล้าหาญที่ต้องเผชิญหน้ากับมังกรตัวร้าย อรุณรัศมีฟังนิทานอย่างตั้งใจ ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“แล้วเจ้าหญิงก็ปราบมังกรได้ใช่ไหมครับ” อรุณรัศมีถามเมื่อนิทานจบลง
“ใช่แล้วครับ แล้วเจ้าหญิงก็ได้ครองคู่กับเจ้าชายรูปงาม” อธิปตอบพลางยิ้ม
“แล้วเราจะได้เป็นเจ้าหญิงกับเจ้าชายไหมครับ” อรุณรัศมีถามด้วยความไร้เดียงสา
อธิปหัวเราะ “เราจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็นจ้ะ ตราบใดที่เราตั้งใจและพยายาม”
“จริงเหรอครับ” อรุณรัศมีถาม
“แน่นอน” อธิปตอบ
หลายปีผ่านไป อธิปในวัยสิบห้าปี เป็นวัยรุ่นหนุ่มหล่อเหลา ฉลาดเฉลียว และมีความมุ่งมั่น เขาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะวิศวกรรมการบิน ปัณณ์ในวัยสิบสามปี กำลังเป็นวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ เขาเริ่มค้นพบพรสวรรค์ด้านศิลปะอย่างจริงจัง และได้รับรางวัลจากการประกวดวาดภาพระดับโรงเรียนหลายครั้ง
ส่วนอรุณรัศมี ในวัยหกขวบ เป็นเด็กหญิงน้อยแสนน่ารักที่กำลังเข้าโรงเรียน เธอเป็นที่รักของเพื่อนๆ และเป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัว
วันหนึ่ง ขณะที่ภาคินกำลังจัดห้องเก็บของเก่า เขาได้พบกับกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายและสิ่งของในอดีต เขาเปิดกล่องออกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“นี่มัน… ของของเรานี่นา” ภาคินพึมพำกับตัวเอง
เขาหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา เป็นรูปของเขากับนลินในวัยหนุ่มสาว ที่ยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ริมทะเล ภาพนั้นทำให้ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“นลิน… เธอยังจำได้ไหม วันที่เราไปเที่ยวทะเลครั้งนั้น” ภาคินพูดกับรูปถ่าย “เรามีความสุขกันมากแค่ไหน”
เขาหยิบรูปถ่ายอีกใบ เป็นรูปของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ดูคล้ายคลึงกับนลินมาก แต่แววตาดูเศร้าสร้อยกว่า “นี่มัน… ภาพวาดของเธอไม่ใช่เหรอ” ภาคินจำได้ว่าเป็นภาพวาดที่เขาเคยเห็นในบ้านเก่าหลังนั้น
ภาคินรู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง ภาพวาดนั้นดูเหมือนจะสะท้อนถึงความรู้สึกบางอย่างที่เขาเคยสัมผัส แต่ไม่สามารถอธิบายได้
“แปลกจริงๆ…” เขาพึมพำ
วันนั้น ภาคินตัดสินใจเปิดใจคุยกับนลิน
“นลิน… พี่เจอของเก่าบางอย่างในห้องเก็บของ” ภาคินพูดพลางยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้นลินดู
นลินมองรูปถ่ายนั้นด้วยความประหลาดใจ “นี่มัน… รูปเรานี่คะ”
“ใช่ แต่พี่เจอรูปวาดอีกรูปหนึ่งด้วย” ภาคินพูดแล้วหยิบรูปวาดออกมา “เธอจำภาพนี้ได้ไหม”
นลินมองรูปวาดนั้นด้วยสายตาที่สั่นเครือ “จำได้ค่ะ… นี่มัน… ภาพวาดของฉันเอง”
“แต่… ทำไมเธอถึงวาดภาพนี้ได้เหมือนกับภาพถ่ายของเราที่ทะเลเลยล่ะ” ภาคินถามอย่างสงสัย
“จริงๆ แล้ว… ภาพวาดนี้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะไปทะเลค่ะ” นลินตอบเสียงแผ่ว “ตอนนั้น… ฉันรู้สึกเหมือนจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป… มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้”
ภาคินมองหน้านลินด้วยความสงสัย “แล้วทำไมเธอถึงไม่เคยบอกพี่เลย”
“ฉัน… ฉันไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรค่ะ มันเป็นเหมือนความฝันที่เลือนราง… เหมือนเคยเห็นอะไรบางอย่างมาก่อน” นลินอธิบาย
“บางที… บางทีเรื่องราวของเราอาจจะมีมากกว่าที่เราคิดก็ได้นะ” ภาคินพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นค่ะ” นลินตอบ
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน อธิปก็เดินเข้ามา “พ่อครับ แม่ครับ ผมมีข่าวดีครับ”
“ข่าวดีอะไรลูก” นลินถาม
“ผมสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วครับ คณะวิศวกรรมการบิน” อธิปพูดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“จริงเหรอ! เก่งมากเลยลูก!” นลินโผเข้ากอดลูกชาย “แม่ภูมิใจในตัวลูกมากนะ”
ภาคินยิ้มกว้าง “พ่อก็ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย”
“แต่… มีเรื่องที่ผมอยากจะขอพ่อกับแม่ครับ” อธิปพูดพลางลังเล
“อะไรลูก บอกมาได้เลย” ภาคินบอก
“ผม… อยากจะไปเรียนที่ต่างประเทศครับ” อธิปพูด
นลินและภาคินมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“ไปเรียนที่ไหนลูก” นลินถาม
“ที่ประเทศอังกฤษครับ ที่นั่นมีสถาบันการบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” อธิปตอบ
“แม่… แม่จะคิดถึงลูกนะ” นลินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมจะกลับมาหาแม่บ่อยๆ ครับ” อธิปปลอบ
“พ่อสนับสนุนลูกนะ” ภาคินพูด “ถ้าเป็นความฝันของลูก พ่อก็จะสนับสนุนเต็มที่”
“ขอบคุณครับพ่อ” อธิปก้มลงกราบเท้าพ่อแม่
“แต่… พี่อธิปจะไปจริงๆ เหรอครับ” ปัณณ์ที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินบทสนทนาถามด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ใช่จ้ะ พี่ต้องไปเรียนต่อ” อธิปตอบ
“ผมจะคิดถึงพี่นะครับ” ปัณณ์โผเข้ากอดพี่ชาย
“พี่ก็คิดถึงปัณณ์เหมือนกัน” อธิปกอดน้องชายตอบ
อรุณรัศมีที่ยืนมองอยู่ก็เดินเข้ามา “พี่อธิปจะไปแล้วเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ แล้วอรุณรัศมีก็ต้องเป็นเด็กดีนะ” อธิปบอก
“อรุณรัศมีจะรอพี่อธิปกลับมาครับ” อรุณรัศมีตอบ
วันเวลาที่ต้องพลัดพรากกำลังจะมาถึงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่การพลัดพรากที่เกิดจากความโศกเศร้า แต่เป็นการพลัดพรากเพื่อการเติบโต เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
“ไม่ว่ายังไง… สายใยของเราก็จะยังคงผูกพันกันเสมอ” นลินพูดกับลูกชายขณะที่กำลังเก็บกระเป๋าเดินทาง
“ผมรู้ครับแม่” อธิปยิ้ม “ผมจะไม่มีวันลืมความรักที่แม่กับพ่อมอบให้”
ภาคินโอบไหล่นลินไว้ “เราจะรอวันที่อธิปกลับมานะ”
“ใช่ค่ะ” นลินตอบ
แม้จะมีน้ำตาแห่งความเสียใจปะปน แต่ก็ยังมีน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ น้ำตาแห่งความหวัง และน้ำตาแห่งความรัก ครอบครัวนี้ได้เรียนรู้ที่จะเติบโต ก้าวผ่านอุปสรรค และอยู่เคียงข้างกันเสมอ
4,530 ตัวอักษร