ม่านเมฆลิขิต ชะตาพาพลัด

ตอนที่ 1 / 47

ตอนที่ 1 — สายลมพัดผ่าน กาลเวลาผลิบาน

ท้องฟ้าสีครามเข้มยามเย็นสาดแสงสีทองอ่อนละมุนทาบทั่วอาณาเขตของคฤหาสน์อันโอ่อ่า ตระกูล "อัคราวิทย์" บ้านที่ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการกลางกรุง ถูกโอบล้อมด้วยสวนสวยที่จัดแต่งอย่างพิถีพิถัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้นานาพันธุ์ลอยมาแตะจมูก บรรยากาศภายในงานเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังเซ็งแซ่ แต่ท่ามกลางความรื่นเริงเหล่านั้น ดวงตาคู่คมของ "ภาคิน" ทายาทคนเดียวของตระกูลอัคราวิทย์ กลับกำลังสำรวจหาใครบางคนอย่างกระวนกระวาย เขาสวมสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต ยืนพิงเสาหินอ่อนอยู่มุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉายแววเบื่อหน่ายระคนหงุดหงิด "ยังไม่มาอีกเหรอ" ภาคินพึมพำกับตัวเองขณะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูอีกครั้ง "รอใครอยู่ครับท่านภาคิน" เสียงทุ้มนุ่มของ "คุณหญิงมณฑา" มารดาของเขาดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับบนใบหน้า ขณะที่นางก้าวเข้ามาใกล้ "วันนี้แขกเหรื่อเยอะแยะไปหมด ลูกไม่คิดจะทักทายใครบ้างหรือ" ภาคินถอนหายใจแผ่วเบา "ผมกำลังรอ 'ลมหนาว' ครับท่านแม่" เขาตอบ พลางหันไปยิ้มให้มารดา "เธอคงจะติดธุระอะไรสักอย่าง" คุณหญิงมณฑาเลิกคิ้วเล็กน้อย "ลมหนาวน่ะหรือ วันนี้มีเรื่องสำคัญที่เธอต้องมาให้ได้เลยนะ ภาคิน ลูกก็รู้นี่" น้ำเสียงของนางแฝงแววเป็นกังวลเล็กน้อย "ผมรู้ครับ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะมา" ภาคินยืนยัน พลางขยับตัวเล็กน้อยราวกับกำลังจะลุกออกไป "ขออนุญาตท่านแม่นะครับ ผมจะไปรอที่สวนหลังบ้าน" "เดี๋ยวก่อนสิ" คุณหญิงมณฑาร้องห้าม "จะรีบร้อนไปไหน" "ผมแค่อยากจะสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อยครับ" ภาคินกล่าวอย่างรวดเร็ว พลางเดินจากไป ทิ้งให้มารดายืนมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด ภาคินเดินผ่านประตูบานใหญ่ที่เปิดออกสู่สวนหลังบ้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามราวกับภาพวาด แสงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมาเป็นระยะๆ ตัดกับเงาของต้นไม้ใหญ่ เขาก้าวไปนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีเก่าแก่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมบริเวณนั้นไว้ เสียงน้ำตกจำลองดังแว่วมาเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่สงบเงียบผิดกับความวุ่นวายภายในงานเลี้ยง "ทำไมต้องมางานแบบนี้ทุกปีนะ" ภาคินพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง "น่าเบื่อจะตาย" เขาปิดเปลือกตาลง พยายามข่มความรู้สึกไม่สบายใจที่คุกคามเข้ามา ภาพของ "อรุณรัศมี" ลูกสาวคนเดียวของตระกูล "เวชกุล" ตระกูลคู่แข่งตลอดกาลของตระกูลอัคราวิทย์ ปรากฏขึ้นในความคิด ใบหน้าสวยคมที่มักจะฉายแววยโสและหยิ่งทะนง มักจะปรากฏตัวในงานของอัคราวิทย์เสมอ เพียงเพื่อจะประกาศศักดาและความเหนือกว่า "คงจะมาเพื่อเยาะเย้ยสินะ" ภาคินคิดในใจ ความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวด ยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การปรากฏตัวของทั้งสองตระกูลในงานเดียวกันจึงเปรียบเสมือนการจุดชนวนให้ความบาดหมางเก่าๆ ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง "ถึงสักทีนะ" ภาคินเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ เขาหันไปมองด้วยความคาดหวัง แต่เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งในชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างสวยงาม ใบหน้าหวานที่แม้จะอยู่ในความมืดก็ยังคงฉายแววอ่อนหวาน ดวงตาคู่โตสีนิลทอประกายระยิบระยับ ภาคินก็รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "ลมหนาว" เขาเอ่ยเรียกชื่อนั้นอย่างแผ่วเบา หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้มบางๆ "ขอโทษที่มาช้าค่ะคุณภาคิน" เธอพูดเสียงเบา "พอดีว่ามีรถติดนิดหน่อย" "ไม่เป็นไร" ภาคินตอบขณะลุกขึ้นยืน "ผมเองก็เพิ่งออกมานี่เอง" เขาเอื้อมมือไปประคองแขนเธอเบาๆ "มานั่งตรงนี้กันดีกว่า" ทั้งสองนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อน ลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้าของพวกเขา "วันนี้คุณภาคินดูใจลอยจังนะคะ" ลมหนาวเอ่ยขึ้น "มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า" ภาคินหันไปมองดวงตาใสของเธอ "เปล่าหรอก แค่รู้สึกเบื่อๆ กับงานสังคมแบบนี้" เขาตอบตามตรง "ผมไม่ชอบการต้องมาแสร้งทำเป็นมีความสุข ทั้งๆ ที่ภายในใจกลับรู้สึกว่างเปล่า" ลมหนาวมองใบหน้าของเขาด้วยความเข้าใจ "ดิฉันเข้าใจค่ะ บางครั้งงานเลี้ยงใหญ่ๆ ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน" เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "แต่คุณภาคินก็ทำหน้าที่ได้ดีเสมอค่ะ" "ขอบคุณ" ภาคินเอ่ย "แต่บางทีผมก็อยากจะทำอะไรที่มันมีความหมายมากกว่านี้" เขาหันไปสบตาเธอ "อยากจะทำอะไรที่ทำให้หัวใจมันเต้นแรงจริงๆ" ลมหนาวเงียบไปครู่หนึ่ง เธอหลบสายตาของเขาไปมองยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ "บางที... สิ่งที่เราต้องการอาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ได้ค่ะ" เธอพูดเสียงแผ่วเบา "เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามไป" "คุณหมายความว่ายังไง" ภาคินถาม พลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ ลมหนาวส่ายหน้าช้าๆ "ก็แค่นั้นแหละค่ะ" เธอตอบ "คุณภาคินอย่าคิดมากเลยนะคะ" ทั้งสองนั่งเงียบกันไปสักพัก ปล่อยให้เสียงน้ำตกและเสียงเพลงที่ดังมาจากในงานเป็นเพียงเสียงประกอบบรรยากาศ บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มมีความอึดอัดปนความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ภาคินรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เขาอยากจะอยู่ใกล้ลมหนาวตลอดเวลา "ผม..." ภาคินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงเรียกจากด้านหลัง "ภาคิน! ลมหนาว! มายืนอยู่ตรงนี้กันเอง" เสียงของคุณหญิงมณฑาดังขึ้น "เข้ามาในงานสิ พ่อเลี้ยงสวัสดิ์กำลังรอจะคุยกับคุณภาคินเรื่องธุรกิจ" ภาคินถอนหายใจแผ่วเบา "ครับท่านแม่" เขาหันไปมองลมหนาว "เราไปกันเถอะ" ลมหนาวพยักหน้ารับ "ค่ะ" ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินกลับเข้างาน ภาคินก็หันไปมองลมหนาวอีกครั้ง "ผมดีใจนะที่วันนี้คุณมา" เขาเอ่ย ลมหนาวยิ้มหวาน "ดิฉันก็ดีใจค่ะที่ได้มา" แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้น มีความรู้สึกบางอย่างที่ทั้งสองต่างรับรู้ได้ แต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา ความรู้สึกที่ว่าความสัมพันธ์อันเปราะบางนี้ อาจถูกพายุแห่งความเกลียดชังของสองตระกูล กลืนกินไปได้ทุกเมื่อ

4,538 ตัวอักษร