ตอนที่ 8 — การเจรจาที่ตึงเครียด
เช้าวันต่อมา สุพจน์ตัดสินใจเดินเข้าไปยังห้องทำงานของสุรชัยอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มาด้วยความรู้สึกประหม่าเหมือนครั้งก่อน แต่มาด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ เขาหยิบเอกสารสำคัญบางอย่างที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมา พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงาน สุพจน์พบว่าประตูไม่ได้ล็อค เขาจึงค่อยๆ ผลักเข้าไป ภาพที่เห็นคือสุรชัยกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าของเขาดูอิดโรยจากการไม่ได้นอนทั้งคืน แต่สายตาของเขาก็ยังคงฉายแววของความกังวล
"พี่สุรชัยครับ" สุพจน์เอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
สุรชัยสะดุ้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองสุพจน์ด้วยความแปลกใจ "อ้าว สุพจน์ มาทำอะไรแต่เช้า"
"ผมอยากจะคุยเรื่องการแบ่งที่ดินครับ" สุพจน์เดินเข้าไปใกล้ ยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของสุรชัย "ผมไม่อยากให้เรื่องนี้มันทำลายความสัมพันธ์ของเราไปมากกว่านี้"
สุรชัยมองสุพจน์นิ่ง ดวงตาของเขามีแววบางอย่างที่สุพจน์อ่านไม่ออก "นายคิดว่าเรายังมีความสัมพันธ์เหลืออยู่ให้ต้องรักษาอยู่หรือไง?"
"ผมคิดว่าเรายังมีครับ" สุพจน์ตอบเสียงหนักแน่น "ไม่ว่าเราจะเคยมีปัญหากันมากแค่ไหน เราก็ยังเป็นพี่น้องกัน"
"พี่น้องที่แทบไม่เคยเห็นหน้ากันมาสิบกว่าปีเนี่ยนะ?" สุรชัยแค่นเสียง "แล้วนายกลับมาตอนนี้ หวังจะเอาทุกอย่างไปหมดเลยใช่ไหม?"
"ผมไม่ได้มาเพื่อเอาทุกอย่างไปครับ" สุพจน์วางเอกสารลงบนโต๊ะ "ผมมาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน"
สุรชัยเลิกคิ้ว "ทางออก? ทางออกของนายคืออะไร?"
"ผมได้ปรึกษากับทนายของผมแล้วครับ" สุพจน์เริ่มอธิบาย "ผมเข้าใจว่าพี่สุรชัยอยากได้ที่ดินแปลงริมน้ำ เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อยอดธุรกิจของครอบครัว แต่ผมก็เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และผมก็มีแผนการของผมเองสำหรับที่ดินแปลงนั้น"
"แผนการของนายคืออะไร?" สุรชัยถามด้วยความไม่ไว้ใจ
"ผมอยากจะแบ่งที่ดินแปลงนั้นออกเป็นสองส่วนครับ" สุพจน์อธิบาย "ส่วนหนึ่งเป็นของผม เพื่อให้ผมได้มีโอกาสทำตามความฝันของผม ส่วนอีกส่วนหนึ่ง ผมอยากจะยกให้กับพี่สุรชัย เพื่อให้พี่ได้มีพื้นที่ในการขยายธุรกิจตามที่พี่ต้องการ"
สุรชัยมองสุพจน์อย่างพิจารณา "นายแน่ใจนะ? ที่ดินแปลงนั้นมีมูลค่าสูงมาก"
"ผมแน่ใจครับ" สุพจน์ยิ้มบางๆ "ผมเชื่อว่าการแบ่งปันกันแบบนี้ จะทำให้เราทั้งคู่มีความสุข และธุรกิจของครอบครัวเราก็จะยังคงเติบโตต่อไปได้"
"แล้วถ้าผมไม่ต้องการล่ะ?" สุรชัยถามเสียงเย็น "ถ้าผมอยากได้ที่ดินแปลงนั้นทั้งหมด"
สุพจน์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเห็นแววตาของสุรชัยที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและความไม่ไว้ใจ "ผมคิดว่าพี่สุรชัยเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะโกงพี่"
"แล้วนายมีเจตนาอะไร?" สุรชัยกระแทกเสียง "นายกลับมาเพื่อแย่งชิงทุกอย่างไปใช่ไหม?"
"ผมไม่ได้ต้องการแย่งชิงอะไรทั้งนั้นครับ" สุพจน์ตอบเสียงดังขึ้น "ผมมาเพื่อแก้ไขสิ่งที่พ่อไม่เคยทำสำเร็จ"
คำพูดของสุพจน์ทำให้สุรชัยชะงัก เขาไม่เข้าใจว่าสุพจน์กำลังพูดถึงอะไร "แก้ไขอะไร? นายหมายความว่ายังไง?"
สุพจน์หยิบเอกสารอีกปึกหนึ่งขึ้นมา เป็นเอกสารที่เขาได้มาจากทนายของเขา "พ่อของเรารู้ดีว่าที่ดินแปลงนั้นได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง"
สุรชัยมองเอกสารนั้นด้วยความสับสน "ไม่ถูกต้องยังไง? ที่ดินแปลงนั้นเป็นของปู่เรา"
"ไม่ครับ" สุพจน์ส่ายหน้า "พ่อเคยบอกกับทนายของท่านว่า ท่านได้ที่ดินแปลงนั้นมาด้วยการกดดันครอบครัวชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตรงนั้น ทำให้พวกเขาต้องขายในราคาที่ถูกมาก"
สุรชัยอึ้งไป สีหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด "เรื่องนี้... เป็นไปไม่ได้"
"แต่มันคือความจริงครับ" สุพจน์ยื่นเอกสารให้สุรชัย "พ่อของท่านเสียใจกับเรื่องนี้มาก ท่านตั้งใจจะขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อนำเงินไปบริจาคให้กับมูลนิธิการกุศล แต่ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี"
สุรชัยรับเอกสารมาอ่านอย่างช้าๆ มือของเขาสั่นเทา เขาอ่านข้อความในจดหมายของบิดา น้ำตาเริ่มคลอเบ้า "พ่อ... ทำแบบนี้จริงๆ เหรอ"
"พ่อของท่านเป็นคนดีครับ" สุพจน์กล่าวอย่างอ่อนโยน "แต่บางครั้ง การได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ก็อาจจะมีราคาที่ต้องจ่าย"
สุรชัยเงียบไปนาน เขาจ้องมองเอกสารในมือราวกับว่ามันคือคำสาป เขารู้สึกถึงความผิดบาปที่ตกทอดมายังรุ่นสู่รุ่น
"ผมเชื่อว่าพ่อของท่านอยากจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด" สุพจน์กล่าวต่อ "การที่เราสองคนจะร่วมมือกันเพื่อทำตามเจตนารมณ์ของพ่อ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด"
สุรชัยเงยหน้าขึ้นมองสุพจน์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวด "แล้วถ้าผมยังอยากได้ที่ดินแปลงนั้นทั้งหมดล่ะ?"
"ผมเข้าใจครับว่าพี่อาจจะเสียใจที่พ่อไม่ยกที่ดินแปลงนั้นให้พี่ทั้งหมด" สุพจน์กล่าว "แต่ผมคิดว่า การที่เราจะใช้ที่ดินแปลงนั้นเพื่อสร้างสิ่งดีๆ แทนที่จะทำลายความสัมพันธ์ของเรา จะเป็นสิ่งที่พ่อภูมิใจมากกว่า"
สุรชัยยังคงเงียบ เขากำเอกสารในมือแน่น พยายามประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ "ถ้าผมไม่ยอมล่ะ?"
"ผมไม่อยากให้เราต้องทะเลาะกันอีก" สุพจน์กล่าว "ผมอยากให้เราใช้สติและเหตุผลในการแก้ไขปัญหานี้"
"เหตุผล?" สุรชัยหัวเราะในลำคอ "นายคิดว่าเรายังมีเหตุผลเหลืออยู่ให้คุยกันอีกเหรอ?"
"ผมเชื่อว่าเรายังมีครับ" สุพจน์ตอบอย่างมั่นคง "ถ้าพี่สุรชัยพร้อมที่จะรับฟัง ผมก็พร้อมที่จะคุย"
สุรชัยมองสุพจน์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาเริ่มเห็นความจริงใจในตัวน้องชายมากขึ้น แต่ความขัดแย้งในใจเขาก็ยังคงมีอยู่ เขาไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี ระหว่างคำพูดของพ่อที่เขาเพิ่งได้รับรู้ หรือความรู้สึกของตัวเองที่ถูกบั่นทอนมาตลอด
"ผมขอเวลาคิด" สุรชัยกล่าวเสียงเบา "ผมขอเวลาคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ดีก่อน"
"ได้ครับ" สุพจน์พยักหน้า "ผมจะรอ"
เขามองไปที่สุรชัยอีกครั้ง พลางถอนหายใจเบาๆ การเจรจาในครั้งนี้อาจจะยังไม่สามารถทำให้ทุกอย่างคลี่คลายได้ทันที แต่เขาก็เชื่อว่าเขาได้เปิดประตูบานสำคัญให้กับความเข้าใจและการประนีประนอมแล้ว
4,597 ตัวอักษร