ตอนที่ 4 — คืนเข้าหออันแสนรวดร้าว
บุษบาเดินเข้าห้องบรรทมด้วยหัวใจที่สั่นระรัว ราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความหวังริบหรี่ที่เคยจุดประกายขึ้นในใจเมื่อได้พบกับอรัญอีกครั้ง บัดนี้ได้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยพิธีมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลของนางกับตระกูลของท่านอ๋องคิรี นางมองไปรอบห้องโถงที่ประดับประดาไปด้วยผ้าแพรสีแดงสด ดอกไม้นานาพันธุ์ และโคมไฟที่ให้แสงสลัว ภาพเหล่านี้ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความสุข แต่กลับกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังจะมาถึง เสียงเพลงบรรเลงแว่วมาแต่ไกล ยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวและอ้างว้างในใจของนาง
"เจ้าหญิง บุษบา" เสียงทุ้มห้าวของท่านอ๋องคิรีดังขึ้นจากมุมห้อง ทำให้บุษบาสะดุ้งเล็กน้อย นางหันไปมองสามีใหม่ของตนด้วยสายตาที่พยายามเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านอ๋องคิรีในชุดมงคลสีทองอร่าม ใบหน้าคมเข้มดูน่าเกรงขาม ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างที่บุษบาไม่อาจเข้าใจ มันทั้งเย็นชาและฉายแววของอำนาจที่ทำให้รู้สึกหวาดหวั่น
"หม่อมฉันอยู่ที่นี่เพคะ ท่านอ๋อง" เสียงของบุษบาแผ่วเบา เกือบจะหาไม่เจอ
ท่านอ๋องคิรีก้าวเข้ามาใกล้ บุษบารู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่ลอยมากับลมหายใจของเขา "เจ้าคงจะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจะมีความห่วงใย แต่แววตาที่จับจ้องมานั้นกลับทำให้บุษบารู้สึกเหมือนถูกลอกคราบ
"ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่เหนื่อย" นางตอบ พยายามปรับน้ำเสียงให้มั่นคง
"ดี" เขากล่าวสั้นๆ แล้วเดินอ้อมมาด้านหลังของนาง "คืนนี้เป็นคืนที่สำคัญยิ่งของพวกเรา เจ้าหญิง"
บุษบากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "หม่อมฉันทราบเพคะ"
"เจ้าทราบดี" ท่านอ๋องคิรีกล่าวเน้นคำนั้น "และข้าก็หวังว่าเจ้าจะเข้าใจหน้าที่ของเจ้าในฐานะชายาของข้า"
คำว่า 'หน้าที่' ที่หลุดออกมาจากปากของท่านอ๋อง ทำให้บุษบารู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำถึงสถานะของตนเองที่ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เกิดจากพันธนาการที่สวรรค์กำหนด "หม่อมฉันจะทำทุกอย่างที่ควรทำเพคะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามซ่อนความขมขื่น
ท่านอ๋องคิรีก้าวเข้ามาประชิดตัวด้านหน้าของบุษบา มือหยาบกร้านของเขาวางลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา แต่บุษบากลับรู้สึกเหมือนถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้ "ดีมาก" เขาพูดพลางก้มลงมากระซิบข้างใบหูของนาง "ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามามาก เจ้าเป็นหญิงสาวที่งดงามและฉลาด แต่ข้าอยากให้เจ้าจำไว้ว่า เจ้าเป็นของข้าแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเจ้า จะเป็นของข้าทั้งหมด"
คำพูดเหล่านั้นราวกับคมมีดกรีดแทงลงบนหัวใจของบุษบา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดออกมา "หม่อมฉันเข้าใจเพคะ"
"เจ้าต้องเข้าใจ" ท่านอ๋องคิรีเอ่ยอย่างหนักแน่น "อย่าได้คิดทำสิ่งใดที่จะทำให้ข้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือทำให้ครอบครัวของเจ้าต้องเดือดร้อน"
บุษบาเม้มปากแน่น นี่คือคำขู่ หรือคำเตือน? นางเหลือบมองไปที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เห็นเงาสะท้อนของตนเองในชุดเจ้าสาวสีแดงสด ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย มันช่างแตกต่างจากภาพเจ้าสาวที่เปี่ยมสุขที่ใครๆ ก็คาดหวัง
"มาเถอะ" ท่านอ๋องคิรีกระชับมือบนไหล่ของนาง "ได้เวลาที่เราจะเริ่มต้นชีวิตคู่ของเราแล้ว"
เขาจูงมือนางไปยังเตียงที่ประดับประดาอย่างสวยงาม หัวใจของบุษบาเต้นรัวยิ่งกว่าเดิม นางพยายามหวนนึกถึงใบหน้าของอรัญ ภาพรอยยิ้มที่อบอุ่น เสียงหัวเราะที่สดใส แต่ภาพเหล่านั้นกลับพร่าเลือนไปเสียหมด ราวกับถูกหมอกหนาบดบัง
"เจ้าสวยมาก คืนนี้" ท่านอ๋องคิรีกล่าวขณะที่ค่อยๆ ปลดเครื่องประดับศีรษะของนางออก "แต่ความงามของเจ้าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อเจ้าได้อยู่เคียงข้างข้า"
บุษบานั่งลงบนเตียงตามแรงดึงของเขา นางมองไปที่มือของท่านอ๋องที่กำลังปลดชุดมงคลของนางออกอย่างเชื่องช้า แต่ละการกระทำนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจที่ทำให้บุษบารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ราวกับร่างของนางไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป
"เจ้าไม่ต้องกังวล" ท่านอ๋องคิรีพูดขณะที่ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ "ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุข"
คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้บุษบารู้สึกหวาดหวั่น ความสุขของนางอยู่ที่ไหน? ความสุขที่เคยมีกับอรัญ หรือความสุขในรูปแบบที่ท่านอ๋องคิรีมอบให้? นางไม่แน่ใจอีกต่อไป
"ท่านอ๋องเพคะ" บุษบาเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา "หม่อมฉัน...หม่อมฉันอาจจะยังไม่พร้อม"
ท่านอ๋องคิรีชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองบุษบาด้วยดวงตาที่ฉายแววไม่พอใจ "ไม่พร้อม? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"หม่อมฉัน...หม่อมฉันยังคงรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น" บุษบาพยายามอธิบาย "การจากไปของ...มารดาของหม่อมฉัน"
ท่านอ๋องคิรีกวาดตามองบุษบาตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้าหญิงบุษบา" เขาเอ่ยเสียงเย็น "มารดาของเจ้าจากไปนานแล้ว การแต่งงานครั้งนี้เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่งต่อตระกูลของเรา เจ้าไม่ควรนำเรื่องในอดีตมาเป็นข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงหน้าที่ของเจ้า"
"หม่อมฉันไม่ได้..."
"ไม่ต้องพูดอะไรอีก" ท่านอ๋องคิรีตัดบท "ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าอาจจะยังไม่ชินกับสถานการณ์ แต่เจ้าต้องยอมรับมัน"
เขาก้มลงจูบที่ริมฝีปากของบุษบาอย่างรวดเร็ว จูบนั้นปราศจากความอ่อนหวาน มีแต่ความครอบงำและความต้องการที่ทำให้บุษบารู้สึกเหมือนถูกย่ำยี น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินออกจากดวงตาของนางอย่างเงียบเชียบ
"นอนเสียเถอะ" ท่านอ๋องคิรีกล่าวเมื่อผละออก "พรุ่งนี้ยังมีเรื่องอีกมากที่รอเจ้าอยู่"
บุษบายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายไป นางมองไปที่ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องคิรีที่กำลังจะล้มตัวลงนอนข้างๆ ความรู้สึกเดียวที่นางมีคือความว่างเปล่าและความเจ็บปวด ราวกับวิญญาณของนางถูกพรากไปจากร่างตั้งแต่ก่อนที่พิธีมงคลสมรสจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก
"เจ้าคิดถึงใครอยู่?" เสียงของท่านอ๋องคิรีดังขึ้นจากความมืด ทำลายความเงียบที่ปกคลุมห้อง
บุษบาตัวแข็งทื่อ "ไม่มีใครเพคะ" นางตอบเสียงสั่น
"แน่ใจหรือ?" เขากระชับอ้อมแขนที่โอบรอบเอวของนาง "ข้าสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกในใจเจ้า"
"หม่อมฉันเพียงเหนื่อยเพคะ"
"พักผ่อนเสียเถิด" ท่านอ๋องคิรีกล่าว "พรุ่งนี้เจ้าจะต้องเป็นเจ้าหญิงที่สง่างามของข้า"
คำว่า 'เจ้าหญิงของข้า' ยิ่งทำให้บุษบารู้สึกอึดอัด นางหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินไปเรื่อยๆ คืนเข้าหออันแสนรวดร้าวนี้ ช่างเป็นบทเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่นางปรารถนาจะหลีกหนี แต่กลับต้องเผชิญหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โชคชะตาที่สวรรค์ลิขิตนี้ มันโหดร้ายเกินกว่าที่นางจะรับไหว
5,146 ตัวอักษร