ตอนที่ 33 — ความจริงปรากฏกลางความสิ้นหวัง
อรุณีนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็งกระด้างหน้าห้องไอซียู ดวงตาพร่าเลือนมองตรงไปยังประตูบานหนาทึบที่กั้นกลางระหว่างเธอกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ทศพลยืนอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้พูดอะไรมาสักพักใหญ่แล้ว มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง กลิ่นยาฆ่าเชื้อและน้ำยาทำความสะอาดที่ฉุนจนแสบจมูกคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของชีวิตที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เสียงสัญญาณชีพที่ดังเป็นจังหวะจากเครื่องมอนิเตอร์ที่ตั้งอยู่ภายในห้องบางครั้งก็ถี่กระชั้นจนน่าใจหาย บางครั้งก็แผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ ทุกครั้งที่เสียงสัญญาณเปลี่ยนไป หัวใจของอรุณีก็บีบรัดแน่นราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
"คุณทศพลคะ... เขาจะเป็นยังไงบ้างคะ" เสียงของอรุณีแหบพร่า เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปนเปื้อนไปด้วยความกลัวที่พยายามกลั้นเอาไว้
ทศพลเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนล้าไม่ต่างจากเธอ แต่ก็ยังคงพยายามฉายแววแห่งความเข้มแข็ง "หมอกำลังดูแลเต็มที่แล้วครับอรุณ คุณอย่าเพิ่งคิดมาก"
"จะให้ไม่คิดมากได้อย่างไรคะ ลูกของเรา... เขาเป็นแบบนี้" อรุณีพยายามพูด แต่คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาไม่หยุด เธอคิดถึงวันที่เธอละเลยเขา คิดถึงวันที่เธอเลือกที่จะปล่อยให้เขาอยู่ห่างจากเธอเพราะความโกรธและความน้อยใจที่ทับถมมานาน
"ผมรู้ครับ" ทศพลตอบเสียงเบา "ผมก็เหมือนกัน"
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝีเท้าของพยาบาลที่เดินสวนไปมา และเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังแว่วมาจากภายในห้องพักฟื้น
สักพัก ประตูห้องไอซียูก็เปิดออก แพทย์ประจำเคสเดินออกมา ใบหน้าเคร่งขรึมยิ่งทำให้หัวใจของอรุณีหล่นวูบ
"เป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ" อรุณีผุดลุกขึ้นยืนทันที ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
แพทย์ถอนหายใจเบาๆ "อาการของน้องดินยังคงทรงตัวครับ มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งเรื่องการติดเชื้อในกระแสเลือด และระบบหายใจยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เรากำลังพยายามประคับประคองอย่างสุดความสามารถ"
"แล้ว... แล้วโอกาส...?" ทศพลถามต่อ น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย พยายามควบคุมอารมณ์
"ตามหลักการแพทย์ โอกาสยังมีเสมอครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าน้องยังอยู่ในภาวะวิกฤตมาก" แพทย์ตอบอย่างตรงไปตรงมา "คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจนะครับ"
คำว่า 'ทำใจ' นั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของอรุณี เธอทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ทศพลยื่นมือมาแตะไหล่เธอเบาๆ เป็นการปลอบประโลมที่แผ่วเบา แต่ก็มีความหมาย
"ผมขอเข้าไปดูอาการน้องหน่อยได้ไหมครับ" ทศพลเอ่ยปาก
"ได้ครับ แต่เข้าไปได้ทีละคนนะครับ แล้วก็ต้องปฏิบัติตามกฎของไอซียูอย่างเคร่งครัด" แพทย์กล่าว
ทศพลพยักหน้า "ผมจะระมัดระวังครับ"
เขาเดินเข้าไปในห้องพักฟื้น ทิ้งให้อรุณีเผชิญหน้ากับความรู้สึกอันท่วมท้นเพียงลำพัง เธอทรุดตัวลง ใช้มือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ภาพของดินในวัยเด็ก วิ่งเล่น หัวเราะอย่างสดใส ผุดขึ้นมาในความคิด ภาพเหล่านั้นตัดกันอย่างเจ็บปวดกับภาพของเด็กชายตัวน้อยที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงโรงพยาบาล มีสายระโยงระยางพันรอบตัว
"ทำไม... ทำไมต้องเป็นลูกของเรา" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลไม่หยุด
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเก้าอี้ มันเป็นซองเอกสารเดียวกับที่เธอเห็นในลิ้นชักของทศพลเมื่อวันก่อน เธอเคยพยายามจะเปิดดู แต่เขาก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ตอนนี้มันวางอยู่ตรงหน้าเธอราวกับจะเชื้อเชิญให้เธอค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนเร้น
ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ อรุณีค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมา หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกผิดปนเปไปกับความอยากรู้ เธอกลอนที่ปิดปากถุงออกอย่างเบามือ ภายในมีกระดาษหลายแผ่น ซองจดหมาย และรูปถ่ายเก่าๆ
มือของเธอสั่นขณะที่หยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู เป็นรูปของเธอและทศพลในวัยหนุ่มสาว ยิ้มแย้มมีความสุข แต่งงานกันได้ไม่นาน ในรูปนั้น เธอท้องแก่ใกล้คลอด เธอจำชุดที่เธอใส่ในวันนั้นได้ดี วันที่เธอรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขที่สุดในชีวิต
เธอพลิกไปดูอีกด้านของรูปถ่าย มีลายมือของทศพลเขียนไว้ว่า 'วันแรกที่เราจะได้เป็นพ่อแม่'
ความทรงจำเก่าๆ หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว วันที่เธอตั้งครรภ์ วันที่ทศพลดูแลเธออย่างดี วันที่พวกเขาเฝ้ารอคอยการมาของลูกอย่างใจจดใจจ่อ
แต่แล้ว สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย มันเป็นเอกสารทางกฎหมาย มันคือหนังสือยินยอมให้บุตรบุญธรรม
หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น เธอไม่เคยเห็นเอกสารนี้มาก่อนเลย ทศพลไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเธอ
เธอเริ่มอ่านเนื้อหาในเอกสารอย่างตั้งใจ และยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งพบว่ามีความจริงบางอย่างที่เธอไม่เคยล่วงรู้
ในเอกสารระบุชัดเจนว่าเธอเป็นผู้อาศัยยินยอมให้บุตรบุญธรรม แต่... ยินยอมให้ใคร?
เธอพลิกไปดูอีกหน้าหนึ่ง และแล้วความจริงที่เธอไม่เคยคาดคิดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
"ดิน... ดินเป็นลูกบุญธรรมของเรา...?" เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
เธอหยิบซองจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อของเธอคือ 'วาสนา' เป็นลายมือที่ดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
'เรียน คุณอรุณีและคุณทศพล
ดิฉันได้คลอดบุตรชายที่แข็งแรงสมบูรณ์เมื่อวันที่... (วันที่ตรงกับวันเกิดของดิน) ขอขอบพระคุณท่านทั้งสองที่กรุณารับลูกชายของดิฉันไปดูแล ดิฉันไม่มีความสามารถพอที่จะเลี้ยงดูเขาได้ แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านทั้งสองจะสามารถมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้กับเขาได้
ลูกชายของดิฉัน... ชื่อ "ดิน" ค่ะ
โปรดมอบความรักให้กับเขาเยอะๆ นะคะ
ด้วยความเคารพรัก
วาสนา'
อรุณีตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เธอแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ดิน... ลูกชายที่เธอเลี้ยงดูมาตลอด 10 ปี ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอ?
ในตอนนั้นเอง ทศพลก็เดินออกมาจากห้องไอซียู เขาเห็นซองเอกสารในมือของอรุณี และใบหน้าที่ซีดเผือดของเธอ
"อรุณ... คุณเห็นอะไร?" เขาถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
อรุณีเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตา เธอไม่สามารถพูดอะไรได้ เธอเพียงแค่ยื่นซองเอกสารและรูปถ่ายให้ทศพลดู
ทศพลมองเอกสารเหล่านั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาถอนหายใจยาว
"ผม... ผมควรจะบอกคุณตั้งนานแล้ว" เขาพูดเสียงเบา
"ทำไม... ทำไมคุณถึงไม่เคยบอกฉัน!" เสียงของอรุณีแหลมสูงขึ้น เธอแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา "ตลอด 10 ปีที่คุณหลอกฉัน! คุณหลอกฉันมาตลอด! แล้วดินล่ะ! เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยใช่ไหม!"
"ผม... ผมไม่รู้จะบอกคุณยังไง" ทศพลพยายามอธิบาย "ตอนนั้นคุณกำลังตั้งครรภ์ แล้วเราก็มีความสุขกันมาก ผมกลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้คุณเสียใจ ผมเลยเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้"
"เสียใจเหรอ! นี่มันไม่ใช่แค่เสียใจนะทศพล! นี่มันคือการหักหลัง! คุณทำลายความเชื่อใจทั้งหมดที่ฉันมีให้คุณ!" น้ำตาของอรุณีไหลพราก เธอมองทศพลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น "แล้ววาสนา... เธอเป็นใคร! ทำไมเธอถึงยกดินให้เรา! เธอเป็นใครกันแน่!"
ทศพลมองไปทางประตูห้องไอซียู สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอึดอัด "วาสนา... เธอเป็นน้องสาวของผมครับ"
5,594 ตัวอักษร