ตอนที่ 1 — ลมพายุกระหน่ำ พรากทุกสิ่งไป
สายลมเย็นยามพลบค่ำพัดโชยมาแผ่วเบา พาเอากลิ่นดินชื้นหลังฝนซาและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวโพดที่กำลังออกรวงมาแตะจมูก ใบหน้าของ “มะปราง” หญิงสาววัยยี่สิบหกปี สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงเป็นสีทอง เธอหยุดยืนมองผืนไร่ข้าวโพดกว้างสุดลูกหูลูกตาที่เคยเป็นความหวังและความภูมิใจของครอบครัว บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเงาทะมึนของความเศร้าและความไม่แน่นอนในชีวิต มือเรียวกร้านแดดลูบไล้ต้นข้าวโพดที่เริ่มเหี่ยวเฉาอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยฉายแววเหนื่อยอ่อนแต่ยังคงมีความมุ่งมั่นซ่อนอยู่ ภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังมีพ่อกับแม่ฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด เสียงหัวเราะของพ่อที่คอยให้กำลังใจ เสียงเพลงที่แม่ฮัมเบาๆ ขณะช่วยกันดูแลไร่ มันเป็นภาพที่งดงามจนเจ็บปวด
“เมื่อก่อนไร่นี้เคยเขียวขจีไปหมดเลยนะคะพ่อ” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ “แต่วันนี้… มะปรางไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ”
สองเดือนที่ผ่านมาเป็นเหมือนฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด การจากไปอย่างกะทันหันของพ่อและแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในคืนวันเพ็ญนั้น พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอ ไม่ใช่แค่ความรักและความอบอุ่น แต่ยังรวมถึงภาระหนี้สินมหาศาลที่พ่อแม่ทิ้งไว้เบื้องหลัง ไร่ข้าวโพดแห่งนี้ที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว บัดนี้กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ทั้งจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ข้าวโพดที่ให้ผลผลิตน้อยลงกว่าปกติ และที่สำคัญที่สุดคือ สัญญาเงินกู้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระ
“คุณมะปรางคะ” เสียงทักทายแหบแห้งดังมาจากด้านหลัง มะปรางหันไปมอง “ป้าสมศรี” หญิงสูงวัยเพื่อนบ้านที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ป้ามาดูไร่เหรอคะ” มะปรางพยายามฝืนยิ้ม “ข้าวโพดปีนี้ไม่ค่อยดีเลยค่ะ”
“เห็นแล้วก็สงสารจ้ะ” ป้าสมศรีถอนหายใจ “พ่อแม่เธอคงเสียใจถ้าเห็นสภาพไร่เป็นแบบนี้”
“มะปรางก็พยายามเต็มที่แล้วนะคะป้า” น้ำตาคลอหน่วย “แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี หนี้สินก็เยอะ ไหนจะค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าอะไรต่ออะไรอีก”
“เรื่องนั้น… ป้าพอจะรู้มาบ้าง” ป้าสมศรีลดเสียงลง พลางกวาดตามองไปรอบๆ “ได้ยินว่าคุณวิชัย เจ้าของโรงสีใหญ่แกกำลังสนใจจะซื้อที่แถวนี้อยู่เหมือนกันนะ”
มะปรางหน้าเสีย “คุณวิชัย? จะมาซื้อไร่ของเราเหรอคะ”
“แกคงเห็นว่าที่ของเรามันสวยเหมาะแก่การทำประโยชน์อะไรสักอย่างมั้ง” ป้าสมศรีพูดไปก็ลูบแขนตัวเองไป “แกเป็นคนใจดีนะ เขาว่ากันว่าแกชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอ”
“แต่ไร่นี้เป็นของพ่อกับแม่นะคะป้า” มะปรางพูดเสียงแข็ง “มันไม่ใช่แค่ที่ดิน แต่มันคือความผูกพัน คือทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวเรา”
“ป้าก็เข้าใจจ้ะ” ป้าสมศรีปลอบ “แต่บางที… ถ้าเราไม่ไหวจริงๆ การประนีประนอมก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดก็ได้นะ”
“ประนีประนอม?” มะปรางหัวเราะเยาะทั้งน้ำตา “หมายความว่าให้เราขายไร่ให้เขา แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่งอย่างนั้นเหรอคะ”
“ก็… อาจจะนะ” ป้าสมศรีอ้ำอึ้ง “แต่เท่าที่รู้มา เขาเสนอราคาสูงอยู่นะ ถ้าขายได้ ก็อาจจะเอาเงินไปใช้หนี้ แล้วที่เหลือก็อาจจะพอให้เธอไปตั้งตัวได้บ้าง”
“ไปตั้งตัวที่ไหนคะป้า” มะปรางถามเสียงดังขึ้น “แล้วลูกในท้องของมะปรางล่ะคะ จะให้เขาไปเกิดในที่ที่ไม่มีอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ”
ป้าสมศรีตกใจเมื่อมะปรางพูดถึงเรื่องลูกในท้อง “ลูก? นี่เธอ… ท้องเหรอจ๊ะ?”
มะปรางหน้าซีดเผือดเมื่อหลุดปากออกไป เธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครเลยนอกจากหมอตอนไปฝากครรภ์เมื่อสัปดาห์ก่อน “เอ่อ… ค่ะ ป้า” เธอก้มหน้าตอบเสียงเบา
“โอ้โห! นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะเนี่ย” ป้าสมศรีอุทานด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ “แล้ว… พ่อของเด็กคือใครล่ะจ๊ะ?”
มะปรางนิ่งเงียบไป เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร เรื่องราวระหว่างเธอกับ “นที” ชายหนุ่มที่เคยเข้ามาในชีวิตของเธอเมื่อไม่นานมานี้ มันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะอธิบายให้ใครฟังได้ในตอนนี้ “เขา… เขาไม่อยู่แล้วค่ะป้า” เธอตอบเสียงแผ่วเบา
“อ้าว… ตายจริง” ป้าสมศรีดูรู้สึกผิด “ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่ถามอะไรไป”
“ไม่เป็นไรค่ะป้า” มะปรางพยายามยิ้ม “มะปรางจะเข้มแข็งค่ะเพื่อลูก”
“ดีแล้วจ้ะ” ป้าสมศรีพยักหน้า “ถ้ามีอะไรให้ป้าช่วย บอกได้เลยนะ”
หลังจากป้าสมศรีกลับไป มะปรางก็ยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา เธอสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ ลูกในท้องคือพลังใจสำคัญที่สุดของเธอ การจะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือก เธอต้องหาทางออกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตาม” มะปรางพึมพำกับตัวเอง “ถ้าคิดจะมาทำร้ายไร่ของพ่อกับแม่ หรือข่มขู่พวกเรา… ฉันจะสู้!”
ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงรถยนต์คันหรูก็แล่นมาจอดอยู่ตรงหน้าไร่ ไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามายังตัวเธอจนตาพร่า ชายร่างสูงโปร่งในชุดสูทราคาแพงก้าวลงจากรถ ใบหน้าคมคายแต่เย็นชา เขาเดินตรงมาที่เธอ ใบหน้าของเขาบ่งบอกถึงอำนาจและความมั่นใจ
“คุณคือคุณมะปรางใช่ไหมครับ?” ชายคนนั้นเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงด้วยความกดดัน “ผมชื่อวิชัย เป็นเจ้าของโรงสีที่นี่”
มะปรางยืนตัวแข็งทื่อ มองชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ “ใช่ค่ะ ฉันมะปราง”
“ผมเสียใจกับการจากไปของพ่อแม่คุณด้วยนะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แต่ผมก็มีเรื่องสำคัญที่อยากจะคุยกับคุณ”
“เรื่องอะไรคะ” มะปรางถามเสียงสั่น
“ผมอยากจะซื้อที่ดินผืนนี้ของคุณ” ชายชื่อวิชัยพูดตรงๆ “ผมให้ราคาดีมาก รับรองว่าคุณจะพอใจ”
มะปรางอึ้งไป เธอไม่คิดว่าเขาจะมาหาเธอถึงที่นี่ในคืนนี้ “คุณวิชัย… ฉัน… ฉันยังไม่พร้อมจะขายค่ะ”
“คุณแน่ใจเหรอครับ?” วิชัยเลิกคิ้วเล็กน้อย “เห็นว่าช่วงนี้คุณกำลังมีปัญหาเรื่องเงินอยู่ไม่ใช่หรือไง?”
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดแทงใจมะปราง เธอรู้ดีว่าเขาอาจจะรู้เรื่องหนี้สินของเธอผ่านทางไหนสักทาง
“ถึงฉันจะมีปัญหาเรื่องเงิน แต่ฉันก็ไม่คิดจะขายไร่ของพ่อกับแม่ค่ะ” เธอเชิดหน้าขึ้น พยายามควบคุมอารมณ์
วิชัยมองเธอด้วยสายตาประเมิน “คุณกำลังท้องอยู่ใช่ไหม?”
คำถามที่ตรงไปตรงมาทำให้มะปรางสะดุ้ง “คุณ… รู้ได้ยังไง?”
“ผมมีตา มีหู” เขากล่าวอย่างเยือกเย็น “และผมรู้ว่าคุณต้องการเงินอย่างเร่งด่วน การขายที่ดินผืนนี้ให้ผม จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ และสำหรับลูกของคุณ”
“ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากขายสิ่งที่เขารักเพื่อเงินนะคะ” มะปรางสวนกลับ
“รัก?” วิชัยหัวเราะเบาๆ “ความรักจะกินแทนข้าวได้ไหม? ความรักจะใช้หนี้ได้ไหม? คุณจะเลี้ยงลูกด้วยความรักอย่างเดียวหรือไง?”
คำพูดของเขาต่อว่าต่อขาน ราวกับจะตอกย้ำความอ่อนแอของเธอ มะปรางกำหมัดแน่น เธอรู้สึกถึงความโกรธที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
“ฉันอาจจะไม่ได้รวยเหมือนคุณ” มะปรางพูดเสียงสั่น “แต่ฉันก็มีศักดิ์ศรี และฉันจะปกป้องสิ่งที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้”
“ศักดิ์ศรีของคุณอาจจะทำให้คุณกับลูกอดตายได้นะครับคุณมะปราง” วิชัยย้ำ “คิดให้ดีๆ เถอะ ผมจะให้เวลาคุณตัดสินใจ”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับไปที่รถ ปล่อยให้มะปรางยืนนิ่งท่ามกลางความมืด แสงไฟหน้ารถดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและลมหายใจที่ติดขัดของเธอ
5,408 ตัวอักษร