ตอนที่ 4 — การถูกบูลลี่ในห้องเรียน
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องเรียน ม่านอากาศอบอุ่นชวนให้งัวเงีย ต้นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะมีสมาธิกับการบรรยายของอาจารย์สมชาย อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ผู้เคร่งขรึม แต่ดูเหมือนว่าสมาธิของเขากำลังถูกรบกวนจากบางสิ่งบางอย่าง เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากด้านหลัง เป็นเสียงของกลุ่มเด็กนักเรียนจากครอบครัวร่ำรวยที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ พวกเขาเหล่านั้นเป็นแกนนำในการกลั่นแกล้งเพื่อนๆ มาโดยตลอด และต้นก็เป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของพวกเขาเสมอมา
“เฮ้ย ไอ้ต้น” เสียงห้าวๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ต้นสะดุ้งเล็กน้อย เขาพยายามไม่หันไปมอง แสร้งทำเป็นว่ากำลังจดจ่ออยู่กับกระดานดำ “เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหม ได้กินข้าวหรูๆ หรือเปล่า”
เพื่อนของเขาที่นั่งข้างๆ คือ “นัท” เด็กหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ต้นพอจะคุยด้วยได้ พยายามจะเตือนสติ “ต้น ไม่ต้องไปสนใจหรอกน่า”
แต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นอีก “ไง นัท ทำไมต้องพูดกับไอ้สลัมนั่นด้วย มาคบกับพวกเราดีกว่าไหม ได้ไปเที่ยว ได้ของเล่นแพงๆ” เสียงนั้นดังมาจาก “เอก” เด็กหนุ่มผมยาว ผิวขาว เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าราคาแพง เขาเป็นหัวโจกของกลุ่มนักเรียนที่ชอบรังแกคนอื่น
ต้นกัดฟันแน่น เขาพยายามสงบสติอารมณ์ การมาอยู่ที่นี่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย ได้เจอเพื่อนที่ดีอย่างนัท แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้พบกับความเกลียดชังและการเหยียดหยามที่ไม่เคยเจอมาก่อนในสลัม “ฉันไม่ได้มาขออะไรจากพวกนาย” ต้นตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ฉันมาเรียน”
“มาเรียน?” เอกหัวเราะเสียงดัง “แล้วคิดว่าตัวเองจะเรียนจบไปเป็นอะไร? เป็นคนรับใช้ เป็นคนเก็บขยะในบริษัทพ่อพวกเราหรือไง”
เสียงหัวเราะของเอกและพรรคพวกดังสนั่นไปทั่วห้องเรียน อาจารย์สมชายที่กำลังยืนบรรยายอยู่บนโพเดียม ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันมามองทางด้านหลังด้วยสายตาตำหนิ “พวกเธอมีอะไรจะคุยกันนอกห้องเรียนหรือเปล่า”
“ขอโทษครับอาจารย์” เอกพูดอย่างเสียไม่ได้ แต่ในแววตาของเขายังคงฉายแววท้าทาย ต้นรู้สึกถึงความอับอายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาอยากจะลุกขึ้นยืนและตะโกนใส่หน้าพวกนั้น ว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกศักดิ์ศรีของเขา แต่เขาก็ทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่น
“ต้น” อาจารย์สมชายเรียกชื่อเขา “เมื่อกี้นี้อาจารย์อธิบายเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองไป ช่วยบอกหน่อยว่าปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สงครามคืออะไร”
ต้นนิ่งไป เขาเพิ่งจะถูกก่อกวนจนเสียสมาธิไปหมดสิ้น เขาพยายามนึกย้อนกลับไป แต่ภาพของเอกและเสียงหัวเราะของเขายังคงวนเวียนอยู่ในหัว “ผม...ผมขอโทษครับอาจารย์ ผมไม่ทันได้ฟัง”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นอีกครั้ง “เห็นไหมล่ะอาจารย์! ไอ้พวกนี้มันสมองช้า เรียนไปก็เสียเวลาเปล่า” เอกตะโกนขึ้นอีกครั้ง
อาจารย์สมชายถอนหายใจ “เอาล่ะ ต้น ไม่เป็นไร ไปนั่งที่ได้ คราวหน้าตั้งใจฟังให้มากกว่านี้”
ต้นก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดและอับอาย เขารู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ แต่ก็พยายามกลั้นไว้ นัทที่นั่งอยู่ข้างๆ ตบไหล่เขาเบาๆ “ไม่เป็นไรนะต้น”
“ขอบใจนะ นัท” ต้นตอบเสียงแหบพร่า
หลังเลิกเรียน ต้นยังคงนั่งอยู่ในห้องสมุด เขาพยายามทบทวนบทเรียนที่พลาดไป แต่ภาพเหตุการณ์ในห้องเรียนก็ยังคงติดตา เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เขามาอยู่ที่นี่ถูกแล้วหรือ การพยายามจะเปลี่ยนแปลงชีวิต การหนีออกจากสลัม มันคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเจอหรือไม่
“ต้น” เสียงนัทดังขึ้น เขาชะงักไปเล็กน้อย “ฉันชวนไปซ้อมฟุตบอลที่สนามหลังโรงเรียนนะ มาสิ จะได้ผ่อนคลาย”
ต้นลังเล “ฉัน...ฉันไม่แน่ใจนะนัท”
“มาเถอะน่า” นัทคะยั้นคะยอ “ไปเตะบอลกันหน่อย อากาศดีๆ แบบนี้ การได้วิ่งเหงื่อออกเยอะๆ มันช่วยให้สบายใจขึ้นเยอะเลยนะ”
ต้นมองหน้านัท เขาเห็นความหวังดีในแววตาของเพื่อน “ก็ได้” เขาตอบ “ไปก็ไป”
การได้วิ่งเหยื่อออกไปตามลูกฟุตบอล การได้หัวเราะกับการเล่นของเพื่อนๆ ทำให้ต้นลืมเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนไปได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อการแข่งขันจบลง และเขากำลังจะเดินกลับบ้าน ความคิดเรื่องการดูถูกเหยียดหยามก็กลับมาอีกครั้ง เขาจะสามารถเอาชนะอคติเหล่านี้ไปได้หรือไม่ หรือว่าเขาจะถูกวังวนแห่งความมืดมิดดึงกลับไปเหมือนเดิม
3,311 ตัวอักษร