ตอนที่ 30 — พลังแห่งศรัทธาที่ไร้พรมแดน
เสียงตะโกน “สู้! สู้! สู้!” ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ กลบเสียงเครื่องจักรกลหนักจนแทบไม่ได้ยิน เอกพลยืนถือป้าย “วัดริมคลอง ดินแดนแห่งศรัทธา” สูงขึ้นไปอีก เขาเห็นใบหน้าของผู้คนรอบข้างเต็มไปด้วยพลังและความฮึกเหิม พวกเขากำลังแสดงออกถึงความสามัคคีและความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะปกป้องวัดแห่งนี้ นายวิชัยและกลุ่มลูกน้องของเขาดูเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาไม่คาดคิดว่ากลุ่มชาวบ้านและอาสาสมัครจะสามารถรวมพลังกันได้มากถึงเพียงนี้
“นั่นแหละ! นั่นแหละคือพลังที่แท้จริง!” หลวงตาชิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข “เมื่อจิตใจของเราตั้งมั่นในความดี ความดีงามย่อมแผ่ขยายออกไป” เอกพลหันไปมองหลวงตาชิต เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาของท่าน “หลวงตาครับ เราควรทำอย่างไรต่อไปครับ” เอกพลถาม “เราจะยืนหยัดอยู่ที่นี่” หลวงตาชิตตอบ “เราจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราจะไม่ยอมให้ใครมาบิดเบือนความจริง หรือเข้ามาทำลายสถานที่อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของเรา”
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพลังแห่งศรัทธา ทันใดนั้นเอง เสียงไซเรนของรถตำรวจก็ดังขึ้นมาจากระยะไกล และค่อยๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกคนหันไปมองด้วยความแปลกใจ “ตำรวจมาทำไม” สมศักดิ์พึมพำ “เราไม่ได้ทำอะไรผิดนะ” “บางทีอาจจะมีคนแจ้งความ” น้ำตาลคาดเดา “แจ้งเรื่องอะไร” เอกพลถาม “ไม่รู้สิคะ” น้ำตาลตอบ “แต่หวังว่าพวกเขาจะมาช่วยไกล่เกลี่ยนะ”
ไม่นานนัก รถตำรวจสองคันก็ขับเข้ามาจอดเทียบท่าบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดเหตุการณ์ ตำรวจประมาณสี่ห้านายก้าวลงจากรถ เดินตรงมายังบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ “มีเรื่องอะไรกันครับ” นายตำรวจยศร้อยตำรวจเอกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “พวกเขากำลังพยายามรุกล้ำเข้ามาในเขตวัดของเราครับท่าน” เอกพลรีบเข้าไปรายงาน “และกำลังใช้เครื่องจักรกลหนักทำลายทรัพย์สิน”
“มีหลักฐานไหมครับ” นายตำรวจถาม “มีครับท่าน” สมศักดิ์ชี้ไปที่รถแบ็คโฮที่ยังคงจอดอยู่ “และผู้คนกลุ่มนี้” สมศักดิ์ชี้ไปที่กลุ่มของนายวิชัย “ก็กำลังจะเข้ามาทำร้ายพวกเรา” นายวิชัยรีบเดินเข้ามา “ผมเป็นเจ้าของที่ดินตรงนี้ครับท่าน” เขาพูด “ผมมีสิทธิ์ที่จะใช้ที่ดินของผม” “แต่ท่านกำลังรุกล้ำเข้ามาในเขตวัด” นายตำรวจกล่าว “และมีผู้แจ้งความว่ามีการข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้อื่น”
นายวิชัยหน้าเสียไปเล็กน้อย “ผม... ผมไม่รู้เรื่องครับท่าน” เขาแก้ตัว “ผมแค่ให้คนงานมาปรับพื้นที่เฉยๆ” “ปรับพื้นที่ในเขตวัดของคุณ?” นายตำรวจเลิกคิ้ว “ตามเอกสารที่ผมมี ที่ดินตรงนี้เป็นของวัดริมคลองมาตั้งแต่โบราณ” “เอกสารของผมถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างครับท่าน!” นายวิชัยเถียง “แล้วเอกสารของคุณถูกต้องหรือเปล่า” นายตำรวจหันไปถามคนขับรถแบ็คโฮ “ผม...ผมได้รับคำสั่งจากนายวิชัยมาครับท่าน” คนขับตอบเสียงอ่อย
“เอาล่ะ” นายตำรวจกล่าว “เพื่อให้เรื่องนี้กระจ่างขึ้น เราขอเชิญทุกฝ่ายไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ” “แต่ท่านครับ” น้ำตาลรีบพูด “ตอนนี้พวกเขากำลังจะทำลายวัดของเราอยู่ ถ้าพวกเราไป แล้วใครจะปกป้องวัด” “ไม่ต้องห่วงครับ” นายตำรวจกล่าว “พวกเราจะมาดูแลความสงบเรียบร้อยที่นี่ให้ และพวกคุณที่มาสนับสนุนวัด ก็ไม่ต้องกังวลใจ พวกเราจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างยุติธรรม”
เอกพลมองไปยังนายวิชัย เห็นสีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เขาดูเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังจะเสียเปรียบ “ผมขอเวลาสักครู่ได้ไหมครับท่าน” นายวิชัยขอ “ผมขอไปคุยกับทนายก่อน” “ได้” นายตำรวจอนุญาต “แต่ห้ามใครเคลื่อนย้ายสิ่งของใดๆ ในบริเวณนี้เด็ดขาด จนกว่าคดีจะสิ้นสุด”
หลังจากนั้น เอกพลและตัวแทนจากกลุ่มอาสาสมัครอีกสองสามคน ได้รับเชิญให้ขึ้นรถตำรวจไปให้ปากคำที่สถานี ระหว่างทาง เอกพลมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้คนจำนวนมากยังคงยืนประท้วงอย่างสงบอยู่ที่วัดริมคลอง ป้ายข้อความต่างๆ ถูกยกสูงขึ้น แสดงออกถึงพลังอันแข็งแกร่ง แม้จะไม่มีการใช้กำลัง แต่ก็เป็นการต่อสู้ที่ทรงพลังไม่แพ้กัน
ที่สถานีตำรวจ เอกพลและคนอื่นๆ ได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัดริมคลอง รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าที่ดินผืนนี้เป็นของวัดมาเป็นเวลานานแล้ว ฝ่ายนายวิชัยก็พยายามนำเอกสารของตนเองมาแสดงเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเอกสารของวัดจะมีน้ำหนักและความถูกต้องมากกว่า
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในการสอบสวนและตรวจสอบเอกสาร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทส่วนใหญ่เป็นของวัดริมคลองจริง และการกระทำของนายวิชัยเข้าข่ายการบุกรุกและพยายามทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น “ทางเราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปครับ” นายตำรวจกล่าวกับเอกพล “ส่วนเรื่องการปรับพื้นที่ของเครื่องจักรกลหนักนั้น ทางเราจะอายัดไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน”
เมื่อเอกพลและคณะเดินทางกลับมาถึงวัดริมคลองอีกครั้ง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เสียงไซเรนของรถตำรวจยังคงจอดอยู่บริเวณนั้น เพื่อเป็นหลักประกันความสงบเรียบร้อย กลุ่มผู้มาสนับสนุนวัดยังคงปักหลักอยู่ แต่คราวนี้สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความโล่งใจและมีความหวัง ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น หลวงตาชิตกำลังนั่งสนทนากับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง
“ดีใจด้วยนะเอกพล” หลวงตาชิตกล่าวเมื่อเห็นเอกพลเดินเข้ามา “พวกเราได้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความดีแล้ว” “แต่เรื่องยังไม่จบนะครับหลวงตา” เอกพลกล่าว “เรายังต้องต่อสู้ในชั้นศาลอีก” “นั่นคือวิถีของโลก” หลวงตาชิตตอบ “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราได้รวมพลังกัน เราได้แสดงให้เห็นถึงความรักและความสามัคคีที่มีต่อวัดแห่งนี้”
เอกพลมองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น พวกเขาคือผู้ที่เคยเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา แต่บัดนี้ พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เป็นผู้ร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งศรัทธา เขาได้เรียนรู้ว่า ศรัทธาที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่การนั่งภาวนาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การลงมือทำ การเสียสละ และการร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อสิ่งที่ดีงาม
“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ” เอกพลกล่าวกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้น “ถ้าไม่มีพวกคุณ วัดของเราคงแย่แน่ๆ” “เราทำเพื่อวัดของเราครับพี่” สมศักดิ์ตอบ “เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายความสุขทางใจของเราได้” น้ำตาลพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ค่ะพี่เอกพล ที่นี่คือบ้านของเรา”
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมายังบริเวณวัดริมคลอง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวัง แม้การต่อสู้ทางกฎหมายจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ ณ เวลานี้ พลังแห่งศรัทธาของชุมชนได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องได้ และผืนดินแห่งนี้ จะยังคงเป็นดินแดนแห่งศรัทธาต่อไปตราบนานเท่านาน เอกพลรู้สึกว่าชีวิตของเขาได้พบทางเดินที่ชัดเจนอีกครั้ง ไม่ใช่ทางเดินที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นทางเดินที่ต้องใช้ความอดทน ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม เหมือนกับที่วัดริมคลองได้สอนเขามาโดยตลอด
5,350 ตัวอักษร