ทางเดินแห่งศรัทธา วัดริมคลอง

ตอนที่ 7 / 42

ตอนที่ 7 — บททดสอบแห่งความอดทน

เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ขณะที่ทีมอาสาสมัครกำลังเตรียมอุปกรณ์เพื่อจะเริ่มก่อผนังศาลา สมชายก็เรียกเอกพลเข้ามาใกล้ "เอก พรุ่งนี้หลวงตาจะให้เราไปช่วยท่านขนหินมาถมที่ตรงริมคลองนะ งานมันอาจจะหนักหน่อย แต่ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง" สมชายพูดพลางเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นที่หน้าผาก เอกพลพยักหน้ารับ "ได้ครับพี่สมชาย ไม่ว่างานอะไรผมก็พร้อมทำ" เขารู้สึกยินดีเสมอที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของวัด ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ แม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อย แต่ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นและได้ทำบุญนั้นมีค่ามากกว่าความเมื่อยล้าใดๆ วันรุ่งขึ้น แสงแดดยามเช้ายังไม่ทันจะแผดกล้ามากนัก เอกพลก็มาถึงวัดพร้อมกับอุปกรณ์ที่เตรียมมา เขาเห็นหลวงตาชิตยืนรออยู่ที่ริมคลองพร้อมกับชาวบ้านบางส่วนที่มาช่วยงานในวันนี้ มีรถกระบะสองคันจอดรออยู่ข้างๆ เต็มไปด้วยกระสอบป่านใบใหญ่ที่บรรจุหินกรวดเอาไว้ "มาแล้วรึ เอกพล" หลวงตาชิตทักทายด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น "วันนี้เราจะมาช่วยกันขนหินตรงนี้ไปถมตรงที่ว่างริมคลองนะ จะได้ทำทางเดินให้เดินสะดวกขึ้น" "ครับหลวงตา" เอกพลรับคำอย่างกระตือรือร้น ภารกิจเริ่มต้นขึ้น ทุกคนช่วยกันแบกกระสอบหินที่หนักอึ้งคนละใบสองใบ เดินไปตามทางที่ลื่นเล็กน้อยด้วยกรวดและโคลน วางลงบนพื้นที่ที่กำหนดไว้ งานนี้ต้องใช้กำลังกายและความอดทนเป็นอย่างมาก แสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อไหลอาบไปทั่วร่างจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม "นี่มันหนักจริงๆ นะเนี่ย" สมชายพูดพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตา "ตอนแรกนึกว่าแค่ยกๆ วางๆ ที่ไหนได้ ต้องเดินไปกลับหลายรอบเลย" เอกพลเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน กล้ามเนื้อแขนและหลังเริ่มปวดร้าว แต่เขาก็ยังคงก้าวต่อไป เขาเห็นหลวงตาชิตที่แม้จะอายุมากแล้วก็ยังคงแบกกระสอบหินไม่ต่างจากคนหนุ่ม พลางเดินไปให้กำลังใจทุกคน "สู้ๆ นะโยม สุขภาพแข็งแรงกันทุกคน เป็นบุญใหญ่ทั้งนั้น" "หลวงตาครับ ทำไมเราต้องถมที่ตรงนี้ด้วยครับ" เอกพลถามขึ้นระหว่างพักเหนื่อย ดื่มน้ำจากขวดที่เตรียมมา หลวงตาชิตยิ้ม "ที่ตรงนี้เดิมมันเป็นแค่ชายตลิ่งที่ลาดต่ำ พอฝนตกน้ำก็ท่วม ทางเดินก็เละเทะ คนแก่คนเฒ่าเวลาจะมาทำบุญก็ลำบาก เราก็เลยต้องปรับปรุงให้มันดีขึ้นน่ะ การทำบุญก็เหมือนกันนะเอก มันไม่ใช่แค่การบริจาคเงิน แต่เป็นการลงแรงลงใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้น ก็ถือเป็นบุญอันประเสริฐ" คำพูดของหลวงตาชิตทำให้เอกพลฉุกคิด เขาตระหนักว่าการมาช่วยงานที่วัดแห่งนี้ ไม่ใช่แค่การมาทำกิจกรรมฆ่าเวลา หรือการมาหาที่พึ่งทางใจ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ การช่วยเหลือผู้อื่น การทำงานหนักเพื่อส่วนรวมนั้น มีคุณค่ามากกว่าที่เขาเคยคิด ตลอดช่วงบ่าย ทุกคนยังคงขนหินกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ บางคนก็ขนหิน บางคนก็เกลี่ยหินให้เรียบเสมอกัน เสียงหัวเราะและบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ดังขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อคลายความเหนื่อยล้า เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ทุกคนก็เริ่มเก็บอุปกรณ์ หลายคนดูอ่อนเพลีย แต่ก็มีรอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏอยู่บนใบหน้า เอกพลรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำในวันนี้ แม้ร่างกายจะปวดเมื่อยไปหมด แต่จิตใจกลับรู้สึกเบา สบาย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข "วันนี้ทำได้ดีมากทุกคน" หลวงตาชิตกล่าวชื่นชม "พรุ่งนี้เราค่อยมาเกลี่ยหินให้เรียบร้อยอีกทีนะ" "ครับหลวงตา" เสียงรับดังพร้อมเพรียงกัน เอกพลเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองว่างเปล่า หรือไร้ค่าอีกต่อไป เขารู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์ มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น การช่วยเหลือผู้อื่น การทำบุญด้วยแรงกายแรงใจนั้น เป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาจิตใจ และค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง ขณะเดินกลับบ้าน เขามองเห็นวัดริมคลองที่ตั้งอยู่อย่างสงบเงียบ ภายใต้แสงจันทร์นวลตา เขารู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่นำพาเขามาที่นี่ และขอบคุณหลวงตาชิตที่คอยชี้แนะแนวทาง เขาตั้งใจว่า ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือวัดแห่งนี้ต่อไป และจะนำหลักธรรมที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตของตนเอง "เรามาถูกทางแล้ว" เอกพลพึมพำกับตัวเอง "ทางเดินแห่งศรัทธาแห่งนี้ จะเป็นเหมือนแสงนำทางให้เราเสมอ"

3,331 ตัวอักษร