ตอนที่ 1 — ภาพสะท้อนในกระจกเงา
ราตรีฉ่ำเย็นของกรุงเทพมหานครทอประกายระยิบระยับผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของคอนโดหรู ยิ่งลาภ นั่งจิบวิสกี้ราคาแพงพลางทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก แสงไฟนีออนจากตึกสูงเสียดฟ้าสะท้อนอยู่ในดวงตาที่เหนื่อยล้า แต่ก็แฝงไปด้วยความพึงพอใจในชีวิตที่ตนเองไขว่คว้ามาได้ เขาคือวิศวกรหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในวัยเพียงสามสิบกว่าปี ชีวิตที่เหมือนจะสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง ทรัพย์สินเงินทองที่มากมาย และที่สำคัญ ภรรยาสาวสวยราวกับนางฟ้าอย่าง “ปรางทิพย์”
ทว่าความสมบูรณ์แบบที่เห็นจากภายนอกนั้นกลับเป็นเพียงภาพลวงตา ยิ่งลาภรู้ดีแก่ใจว่าชีวิตคู่ของเขากำลังดำดิ่งสู่ความเสื่อมทรามอย่างช้าๆ ปรางทิพย์เป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่บ้านแม่เรือน เข้าอกเข้าใจสามีทุกอย่าง แต่สิ่งที่ยิ่งลาภขาดไปคือ “ความซื่อสัตย์” เขาไม่เคยปฏิเสธตัวเองได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ “รสา” เลขาสาวสวยที่เข้ามาทำงานได้ไม่นาน รสาคือความท้าทาย ความเร่าร้อน ที่เติมเต็มช่องว่างในใจของยิ่งลาภได้อย่างประหลาด เขาหมกมุ่นอยู่กับสัมผัสอันเร่าร้อนและคำหวานของรสา จนลืมไปว่ามีใครอีกคนกำลังรอคอยเขากลับบ้านด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรัก
“คุณยิ่งลาภคะ” เสียงหวานใสของรสาแว่วมาจากโทรศัพท์ “ดึกแล้วนะคะ ดิฉันเป็นห่วง”
ยิ่งลาภอมยิ้ม “ใจเย็นน่ารสา ฉันกำลังจะกลับแล้ว เดี๋ยวก็ถึงแล้วที่รัก” เขาพูดพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจใน “ความสามารถ” ที่สามารถคบซ้อนได้โดยที่ปรางทิพย์ไม่เคยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย เขาเชื่อมั่นในตัวเองเสมอว่าเขาคือผู้ควบคุมเกมนี้ และจะไม่มีวันถูกจับได้
“แล้วคุณปรางทิพย์ล่ะคะ ไม่สงสัยเหรอคะ” รสาถามด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
“เธอไม่มีวันรู้หรอกน่า” ยิ่งลาภตอบอย่างมั่นใจ “ฉันปิดเกมนี้ได้แนบเนียนเสมอ”
เขาตัดสินใจดื่มวิสกี้อีกแก้วก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทราคาแพง สะท้อนให้เห็นภาพชายหนุ่มที่ดูดีมีชาติตระกูล แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววของความรู้สึกผิดที่ถูกกดทับไว้ลึกๆ เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำมันผิดศีลธรรม ผิดต่อผู้หญิงที่รักเขาหมดหัวใจ แต่ก็ยากที่จะหักห้ามใจ
“โธ่… ปราง” เขาพึมพำกับเงาสะท้อนของตัวเอง “ฉันไม่ได้อยากเป็นคนแบบนี้เลยจริงๆ”
ความรู้สึกผิดบาปนั้นถาโถมเข้ามาเป็นระลอก แต่มันก็มักจะถูกความต้องการทางเพศที่รุนแรงและภาพลักษณ์ของความสำเร็จกลบเกลื่อนไปเสมอ ยิ่งลาภเป็นนักธุรกิจ เขาคิดว่าตัวเองต้องมี “อำนาจ” ในทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของผู้หญิง เขาเคยเชื่อว่าความรักและความซื่อสัตย์เป็นเรื่องของคนอ่อนแอ คนที่ไม่มีทางเลือก เขาเลือกที่จะเป็น “คนแข็งแกร่ง” ที่สามารถทำทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา
ในขณะที่ยิ่งลาภกำลังจมปลักอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของปรางทิพย์ เขากดรับสายด้วยน้ำเสียงปกติ “ว่าไงที่รัก กำลังจะกลับแล้วนะ”
“คุณยิ่งลาภคะ” เสียงของปรางทิพย์ฟังดูอ่อนแรงและแหบพร่ากว่าปกติ “ฉัน… ฉันไม่ค่อยสบายค่ะ รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปหมดเลย”
ยิ่งลาภชะงักเล็กน้อย “เป็นอะไรไปครับ ปราง? เมื่อเช้ายังปกติดีอยู่เลย”
“ไม่รู้สิคะ จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเฉยๆ” ปรางทิพย์ตอบเสียงแผ่วเบา “คุณรีบกลับมานะคะ ฉัน… ฉันกลัว”
คำว่า “กลัว” ของปรางทิพย์ทำให้ยิ่งลาภรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างทิ่มแทงเข้ามาในอก เขาพยายามปัดเป่าความรู้สึกนั้นทิ้งไป “ไม่ต้องกลัวนะที่รัก เดี๋ยวผมรีบกลับไปหา คุณนอนพักไปก่อนนะ เดี๋ยวผมซื้อยามาให้”
เขาตัดสายไปแล้วก็ถอนหายใจยาว เขาไม่อยากไปโรงพยาบาลจริงๆ เพราะถ้าเขาไปโรงพยาบาล ปรางทิพย์อาจจะขอให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แล้วเขาก็จะไม่ได้ไปหา “รสา” ตามที่นัดหมายไว้
“แย่จริง” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง “ไปโรงพยาบาลนี่เรื่องใหญ่เลยนะ”
ความคิดของเขากลับวนเวียนไปที่รสาอีกครั้ง เขานัดรสาไว้ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท เขาไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการพาภรรยาไปหาหมอในยามวิกาลเช่นนี้
“ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่คงไม่เป็นอะไรมากหรอกน่า” เขาปลอบใจตัวเอง “เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
ยิ่งลาภลุกขึ้นจากโซฟา สวมสูทตัวเก่งแล้วเดินออกจากคอนโดไป ทิ้งไว้เพียงแสงไฟสลัวๆ และเงาสะท้อนในกระจกที่ดูเหมือนจะกำลังเย้ยหยันเขาอยู่เบื้องหลัง เขาขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่นัดหมายไว้ ภาพใบหน้าซีดเซียวของปรางทิพย์ลอยเข้ามาในความคิดอีกครั้ง แต่เขาก็สะบัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เขาต้องมีความสุขในแบบที่เขาต้องการ ความสุขที่เขาเชื่อว่าตัวเองคู่ควร
ขณะที่รถของยิ่งลาภกำลังแล่นฉิวอยู่บนถนน สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นป้ายโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นทาง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าของปรางทิพย์ที่กำลังบอกว่า “กลัว” ดังก้องในหู
“ให้ตายสิ” เขาบ่นกับตัวเอง “แค่ไปส่งที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน”
เขาตัดสินใจหักเลี้ยวรถเข้าไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วก็รีบเดินเข้าไปยังแผนกฉุกเฉิน บรรยากาศภายในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเสียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยิ่งลาภรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสถานที่เช่นนี้ เขารู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ
“คุณมาหาใครครับ” พยาบาลสาวที่เคาน์เตอร์สอบถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ภรรยาผมครับ ชื่อ ปรางทิพย์” ยิ่งลาภตอบพลางมองไปรอบๆ
“รอสักครู่นะคะ” พยาบาลสาวพิมพ์ข้อมูลลงบนคอมพิวเตอร์ “อาการเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“ไม่ทราบครับ เขาบอกว่าไม่สบาย หนาวๆ ร้อนๆ” ยิ่งลาภตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“คุณมาค่อนข้างช้าหน่อยนะคะ” พยาบาลสาวพูดพลางมองไปที่หน้าจอ “ตอนนี้ผู้ป่วยอาการหนักแล้วค่ะ”
คำว่า “อาการหนัก” ทำให้หัวใจของยิ่งลาภหล่นวูบ เขาไม่เคยคิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงขนาดนี้
“หนักแค่ไหนครับ” เขาถามเสียงสั่น
“คงต้องให้คุณหมอตรวจอย่างละเอียดอีกทีค่ะ รบกวนรอตรงนี้ก่อนนะคะ”
ยิ่งลาภนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ รู้สึกใจคอไม่ดี เขาเริ่มนึกถึงภาพปรางทิพย์ในวัยเด็ก ที่เคยป่วยไข้ไม่สบาย แล้วเขาก็ปลอบโยนเธอเสมอ เขาจำได้ถึงรอยยิ้มของเธอในวันที่หายดี เป็นรอยยิ้มที่สดใสและเต็มไปด้วยความรัก
“ฉันเป็นคนไม่ดีจริงๆ” เขากระซิบกับตัวเอง “ทำไมฉันถึงทำเรื่องแบบนี้ได้”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนยิ่งลาภรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง แพทย์หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องตรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณคือญาติของคุณปรางทิพย์ใช่ไหมคะ” แพทย์หญิงถาม
“ครับ ผมคือสามี” ยิ่งลาภรีบลุกขึ้นยืน
“ตอนนี้อาการของคุณปรางทิพย์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงนะคะ” แพทย์หญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราตรวจพบว่าเธอมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเฉียบพลัน และมีอาการแทรกซ้อนที่ปอด ทำให้การหายใจลำบาก”
ยิ่งลาภยืนนิ่ง อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก ภาพรสา ภาพความสุขชั่วคราวที่ผ่านมา เลือนหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงใบหน้าของปรางทิพย์ที่กำลังจะจากไป
“แล้ว… แล้วเธอจะ… จะเป็นยังไงต่อไปครับคุณหมอ” ยิ่งลาภถามเสียงสั่นเครือ
“ตอนนี้เรากำลังพยายามรักษาอย่างเต็มที่ค่ะ แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะคะ”
ยิ่งลาภทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง ดวงตาพร่ามัว น้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยร้องไห้ให้กับเรื่องใดๆ มาก่อน แต่ตอนนี้ น้ำตาของเขากลับไหลออกมาอย่างมากมาย ราวกับกำลังชดใช้ให้กับความผิดที่เขาก่อขึ้นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
5,659 ตัวอักษร