ตอนที่ 2 — เงาบาปในห้องสีขาว
ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตาของโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยอวลผสมผสานกับความอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่ว ยิ่งลาภนั่งเฝ้ามองปรางทิพย์ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย ร่างกายของเธอผอมบางลงกว่าเดิมมาก เส้นผมสีดำยาวสลวยที่เคยเป็นประกาย บัดนี้ดูซีดเซียวและไร้ชีวิตชีวา หน้าอกที่ขยับขึ้นลงอย่างแผ่วเบาด้วยเครื่องช่วยหายใจ คือสัญญาณเดียวที่บอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
“ปราง… ปราง… ได้ยินฉันไหม” ยิ่งลาภกระซิบเรียกชื่อภรรยาเสียงแหบพร่า มือที่สั่นเทาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอ “ตื่นสิ… ตื่นมาคุยกับฉัน”
แต่ปรางทิพย์ยังคงนอนหลับตาแน่น ไม่มีการตอบสนองใดๆ ยิ่งลาภรู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่ทับถมอยู่ในอก เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ เฝ้ามองคนที่เขารักใกล้จะจากไป เพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเอง
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วันแรกที่เขาพบปรางทิพย์ เธอเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายที่สดใส ร่าเริง และอ่อนหวาน เขาสนใจเธอทันทีที่แรกเห็น และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เธอคือผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกถึงความรักที่บริสุทธิ์ และเขาก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต
“ฉันรักเธอที่สุดในโลกเลยนะ ปราง” ยิ่งลาภเคยพูดเช่นนั้นขณะที่กำลังขอเธอแต่งงาน ท่ามกลางแสงดาวที่สว่างไสว
แต่คำพูดเหล่านั้น บัดนี้ช่างฟังดูไร้ความหมายและน่าหัวเราะสิ้นดี ความรักที่เขาให้มันช่างตื้นเขินและเปราะบาง เมื่อเทียบกับแรงปรารถนาอันมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ
“ผมขอโทษ… ขอโทษจริงๆ นะครับ ปราง” น้ำตาของยิ่งลาภไหลรินอีกครั้ง เขาพรมจูบลงบนมือเย็นเฉียบของภรรยา “ผมมันคนบาป… คนเลวร้ายที่สุดในโลก”
เสียงเครื่องจักรที่ส่งสัญญาณเตือนดังขึ้น ทำให้ยิ่งลาภสะดุ้ง เขาหันไปมองหน้าจอแสดงสัญญาณชีพของปรางทิพย์ สัญญาณทั้งหมดเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ
“คุณหมอ! คุณพยาบาล!” ยิ่งลาภตะโกนเรียกเสียงดังลั่น เขาพยายามกดปุ่มเรียกพยาบาล แต่แขนของเขากลับสั่นจนทำอะไรไม่ถูก
ไม่นานนัก แพทย์และพยาบาลก็วิ่งกรูเข้ามาในห้อง พวกเขาเร่งมือทำการปั๊มหัวใจและให้ยาต่างๆ ยิ่งลาภถูกขอให้ออกไปรอข้างนอก หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก เขาได้ยินเสียงอุปกรณ์ต่างๆ ดังมาจากข้างใน และเสียงถอนหายใจอันยาวนานของแพทย์
เมื่อแพทย์เดินออกมา สีหน้าของเขาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
“ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณ… ” แพทย์หยุดชะงักเล็กน้อย “คุณยิ่งลาภ คุณปรางทิพย์… เขาจากไปแล้วครับ”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของยิ่งลาภ เขายืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้าง แต่ไร้ซึ่งน้ำตา เขากลายเป็นคนว่างเปล่า
“ไม่… ไม่จริง…” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา “เป็นไปไม่ได้…”
“ผมเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องยาก” แพทย์ปลอบ “แต่คุณปรางทิพย์จากไปอย่างสงบแล้วครับ”
ยิ่งลาภไม่สนใจคำพูดใดๆ อีกต่อไป เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ภาพชีวิตคู่ที่มีความสุข ความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกัน มันเหมือนถูกฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ
“รสา… แล้วรสาอยู่ไหน” ความคิดของเขากลับไปที่ชู้รักของเขาอย่างรวดเร็ว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหา แต่เสียงของปลายสายกลับตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ใครคะ”
“รสา… ฉันเอง ยิ่งลาภ”
“อ๋อ… คุณยิ่งลาภ” รสาตอบเสียงเรียบ “ดิฉันโทรมาเพื่อจะบอกว่า ดิฉันได้งานใหม่แล้วค่ะ จะไปเริ่มงานที่ต่างประเทศในอาทิตย์หน้า”
ยิ่งลาภรู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง “อะไรนะ… รสา… ทำไม… ทำไมเธอถึง…”
“ขอโทษด้วยนะคะ คุณยิ่งลาภ” รสาตัดบท “ดิฉันคิดว่าเราไม่ควรจะติดต่อกันอีกต่อไป”
แล้วปลายสายก็เงียบไป ยิ่งลาภกำโทรศัพท์ในมือแน่น ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยความโกรธและความผิดหวัง แต่เมื่อนึกถึงภาพของปรางทิพย์ที่นอนจากไปอย่างโดดเดี่ยว ความโกรธนั้นก็จางหายไป กลายเป็นความรู้สึกผิดอันท่วมท้น
เขาเดินออกจากโรงพยาบาลราวกับคนไร้สติ ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับจะร้องไห้ตามเขาไป เขาขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ชีวิตที่เคยสมบูรณ์แบบบัดนี้ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
“ฉันทำลายทุกอย่าง” เขากระซิบกับตัวเอง “ฉันทำลายชีวิตของเธอ… และฉันก็กำลังจะทำลายชีวิตของตัวเอง”
เขาจอดรถไว้ริมถนน แล้วลงมายืนมองดูแสงไฟของเมืองที่ทอดยาวออกไป เขารู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รสาหายไปแล้ว ปรางทิพย์จากไปแล้ว เหลือเพียงเขาที่ต้องแบกรับความผิดบาปอันหนักอึ้งนี้ไว้เพียงลำพัง
“ถ้า… ถ้าฉันได้ย้อนเวลากลับไปได้” เขากล่าวทั้งน้ำตา “ฉันจะไม่ทำผิดพลาดอีกเลย”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า พลางนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม “ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของมันอย่างแท้จริงในวันนี้
“ฉันต้องชดใช้… ฉันต้องชดใช้ในสิ่งที่ฉันทำ” ยิ่งลาภกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งลาภลาออกจากงาน เขาขายคอนโดหรูและทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด เขาตัดสินใจที่จะอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อชดใช้ความผิดที่เขาก่อ เขาเดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นวัดที่ปรางทิพย์เคยเล่าให้ฟังว่าเธอชอบมาทำบุญเมื่อสมัยเด็ก
“คุณยายครับ” ยิ่งลาภเข้าไปหาแม่ชีชราที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ “ผม… ผมอยากจะบวชครับ”
แม่ชีชรายิ้มอย่างอ่อนโยน “มาเถอะโยม ถ้าจิตใจสงบ ย่อมพบทางออกเสมอ”
ยิ่งลาภได้บวชเป็นพระภิกษุในที่สุด ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาละทิ้งชีวิตทางโลก ละทิ้งความสุขทางกาย และหันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างแท้จริง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการภาวนา สวดมนต์ และศึกษาพระธรรมคำสอน
“กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่รู้และไม่รู้ ขอให้บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญนี้ จงเป็นอโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และขอให้ดวงวิญญาณของปรางทิพย์ จงไปสู่สุคติภพด้วยเถิด”
เขาภาวนาเช่นนี้ทุกวัน ทุกคืน คำภาวนาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจและความสำนึกผิด
4,667 ตัวอักษร