ตอนที่ 25 — ความจริงเบื้องหลังรอยยิ้มของคุณสมศรี
“ข่าวดีอะไรเหรอคะคุณสมศรี” น้ำใสเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายมองไปยังคุณสมศรี คุณปรียาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ใบหน้าของท่านฉายแววคาดหวัง
คุณสมศรียิ้มกว้างขึ้นอีก “ก็เรื่องเจ้าฟ้าน้อยน่ะสิ”
“เจ้าฟ้าน้อยเหรอคะ” น้ำใสทวนคำ ชื่อนั้นคุ้นหูเสียเหลือเกิน ราวกับว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“ใช่ๆ เจ้าฟ้าน้อยไง นกน้อยตัวนั้นที่เธอเคยช่วยไว้ไง” คุณสมศรีอธิบาย พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่เต็มไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ที่รอคอยการดูแล “จำได้ไหม ตอนที่เธอมาที่นี่ครั้งแรกๆ เลย”
น้ำใสพยายามนึก ภาพของลูกนกตัวเล็กๆ ที่ปีกหักนอนอยู่ในมือของเธอผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ความรู้สึกผิดที่เคยมีต่อสัตว์ทุกตัวกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีความรู้สึกอื่นเจือปนอยู่ด้วย เป็นความรู้สึกของการได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่ง
“จำได้ค่ะ” น้ำใสตอบเสียงแผ่ว “แล้ว… เจ้าฟ้าน้อยเป็นยังไงบ้างคะ”
“ดีมากเลยล่ะ” คุณสมศรีตอบเสียงร่าเริง “มันฟื้นตัวเร็วมาก แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนไม่เคยบาดเจ็บมาก่อนเลย ตอนนี้น่ะ มันบินได้แล้วนะ”
“จริงเหรอคะ” น้ำใสตาโตด้วยความยินดี “ดีจังเลยค่ะ”
“แต่ข่าวดีจริงๆ ที่จะบอกน่ะ” คุณสมศรีหยุดพูดเล็กน้อย มองหน้าน้ำใสและคุณยายปรียาสลับกัน “คือเจ้าฟ้าน้อยมันกำลังจะมีลูกนกแล้วนะ”
“ว้าว!” น้ำใสอุทานด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอคะ! ดีใจด้วยจริงๆ เลยค่ะ”
คุณปรียายิ้มอย่างอ่อนโยน “เป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ จ้ะ”
“นี่แหละคือข่าวดีที่ฉันอยากจะบอก” คุณสมศรียิ้ม “แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฉันอยากจะขอบคุณน้ำใสมากๆ นะ”
“ขอบคุณหนูทำไมคะ” น้ำใสถามด้วยความงุนงง
“ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอไง” คุณสมศรีตอบ สายตาของเธอทอประกายซาบซึ้ง “ตอนแรกที่เธอมาที่นี่ ฉันก็แอบกังวลนะ ว่าเธอจะปรับตัวได้ไหม จะเข้าใจความหมายของการดูแลสัตว์ได้หรือเปล่า แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เธอเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ”
น้ำใสรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก คำพูดของคุณสมศรีเปรียบเสมือนกำลังใจที่สำคัญ เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเธอจะมีความหมายต่อใครมากขนาดนี้
“หนู… หนูไม่ได้ทำอะไรพิเศษเลยค่ะ” น้ำใสกล่าวถ่อมตน “หนูแค่… ทำในสิ่งที่ควรทำ”
“แต่การทำในสิ่งที่ควรทำในเวลาที่เหมาะสม และด้วยหัวใจที่ถูกต้องนั่นแหละ คือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้ว” คุณสมศรีกล่าว “การดูแลสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ต้องใช้ทั้งความอดทน ความเมตตา และความเข้าใจอย่างแท้จริง ซึ่งฉันเห็นสิ่งเหล่านั้นในตัวเธอมากขึ้นทุกวัน”
คุณปรียาเสริม “น้ำใสเป็นเด็กดีนะสมศรี เขาตั้งใจเรียนรู้ และพร้อมที่จะปรับปรุงตัวเองเสมอ”
“นั่นสินะ” คุณสมศรียิ้ม “ถ้าเจ้าฟ้าน้อยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากน้ำใสในวันนั้น วันนี้มันก็คงไม่ได้มีชีวิตที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้”
น้ำใสรู้สึกตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ออก เธอได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างขอบคุณ
“แล้ว… ตอนนี้เจ้าฟ้าน้อยอยู่ที่ไหนคะ หนูอยากไปดูมันจังเลย” น้ำใสเอ่ยถาม
“แน่นอนสิ” คุณสมศรียิ้ม “เดี๋ยวฉันพาไป”
คุณสมศรีนำน้ำใสและคุณยายปรียาไปยังกรงนกขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเธอกำลังยืนอยู่ บรรยากาศภายในกรงเต็มไปด้วยเสียงร้องของนกหลากหลายชนิด และมีแสงแดดส่องลอดเข้ามา ทำให้ดูอบอุ่นและน่าอยู่
“นี่เลย” คุณสมศรีชี้ไปยังรังนกเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ “นั่นไง เจ้าฟ้าน้อย”
น้ำใสมองตามไปอย่างตั้งใจ เธอเห็นนกตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งกำลังอุ้มลูกนกที่เพิ่งฟักออกมาใหม่ๆ สองตัวเอาไว้ในอก ลูกนกตัวน้อยนอนซุกตัวอยู่ใต้ปีกของแม่นกอย่างปลอดภัย ภาพนั้นงดงามจนน้ำใสแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“มัน… มันดูมีความสุขจังเลยนะคะ” น้ำใสเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ใช่แล้ว” คุณสมศรีตอบ “ชีวิตของมันได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพราะความเมตตาของเธอไง”
น้ำใสยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ภาพของแม่นกที่กำลังกกไข่และลูกอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และความหวัง มันทำให้เธอระลึกถึงตัวเองตอนที่เจ็บปวด ผิดหวัง และสิ้นหวัง แต่แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เข้ามาเยียวยา เหมือนกับที่เธอเคยเยียวยาเจ้าฟ้าน้อย
“ขอบคุณนะคะคุณสมศรี” น้ำใสหันไปกล่าวกับคุณสมศรี “ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูได้มาทำสิ่งดีๆ แบบนี้”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” คุณสมศรียิ้ม “นี่คือโอกาสของเธอเองนะ น้ำใส”
หลังจากนั้น น้ำใสก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่มูลนิธิ เธอช่วยดูแลสัตว์ต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่และมีเมตตามากขึ้น เธอเรียนรู้ที่จะสังเกตความต้องการของสัตว์แต่ละตัว เข้าใจถึงความรู้สึกของพวกมัน และพร้อมที่จะเสียสละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือพวกมัน
ทุกครั้งที่เธอมองเห็นเจ้าฟ้าน้อยและครอบครัวใหม่ของมัน เธอก็จะรู้สึกถึงความสุขที่เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ เป็นความสุขที่เกิดจากการได้เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา การให้ชีวิตใหม่ และการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม
ในวันนั้น น้ำใสได้เรียนรู้ว่า การกระทำที่มาจากความเมตตา ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ก็สามารถสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ได้ และการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากเรามีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอดีต และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม
“คุณยายคะ” น้ำใสเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเธอกำลังจะเดินทางกลับ “หนูคิดว่า หนูอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยสัตว์ที่นี่ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ”
คุณปรียายิ้มรับ “ดีแล้วลูกยาย การช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีทางสู้ ย่อมเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวง”
“หนูอยากจะลอง… เรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์ป่วยโดยตรงเลยค่ะคุณยาย” น้ำใสกล่าว “หนูอยากเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาพวกมันจริงๆ”
คุณปรียามองหลานสาวด้วยความภาคภูมิใจ “ยายสนับสนุนเต็มที่เลยนะลูก ถ้ามีอะไรให้ยายช่วย บอกได้เสมอ”
“ขอบคุณค่ะคุณยาย” น้ำใสยิ้มอย่างมีความสุข
การเปลี่ยนแปลงของน้ำใสเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่สม่ำเสมอและจริงใจ เธอทุ่มเทเวลาให้กับมูลนิธิอย่างเต็มที่ ช่วยเหลืองานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย แม้แต่งานที่เหน็ดเหนื่อย หรือสกปรก เธอก็ไม่เคยปริปากบ่น
วันเวลาผ่านไป น้ำใสยังคงมาทำหน้าที่อาสาสมัครที่มูลนิธิอย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันระหว่างเธอกับคุณสมศรีและสัตว์ต่างๆ ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ ความรู้และประสบการณ์ในการดูแลสัตว์ของเธอก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
“น้ำใส วันนี้มีลูกแมวตัวใหม่มานะ” คุณสมศรีบอกกับน้ำใสเมื่อเธอมาถึงมูลนิธิในเช้าวันหนึ่ง “มันถูกทิ้งไว้ที่ถังขยะแถวตลาดเมื่อคืนนี้ น่าสงสารมากเลย”
น้ำใสรีบเดินตามคุณสมศรีไปยังห้องพยาบาลสัตว์เล็กๆ เธอเห็นลูกแมวตัวหนึ่งนอนอยู่ในตะกร้าใบเล็กๆ ขนสีส้มแซมขาว ดวงตาปิดสนิท มันสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อถูกสัมผัส
“ดูสิ” คุณสมศรีชี้ไปที่ท้องของลูกแมว “มันผอมมากเลยนะ ท้องก็ป่อง คงจะป่วยหนัก”
น้ำใสค่อยๆ อุ้มลูกแมวขึ้นมาแนบอก สัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของชีวิตน้อยๆ นี้ “มันยังเด็กมากเลยค่ะ”
“ใช่” คุณสมศรีถอนหายใจ “คงจะเพิ่งหย่านมด้วยซ้ำ”
“หนูจะดูแลมันเองค่ะ” น้ำใสกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ขอหนูเป็นคนดูแลเจ้านี่นะคะ”
คุณสมศรียิ้ม “แน่นอนสิ น้ำใส เธอทำได้อยู่แล้ว”
น้ำใสเริ่มกระบวนการดูแลลูกแมวตัวน้อยอย่างพิถีพิถัน เธอป้อนนมด้วยไซริงค์อย่างเบามือ ทำความสะอาดร่างกายที่สกปรกของมัน และจัดที่นอนให้อบอุ่นและปลอดภัย เธอใช้เวลาทั้งหมดของวันไปกับการดูแลลูกแมวตัวนี้อย่างใกล้ชิด
“เจ้าเหมียว” น้ำใสพูดกับลูกแมวเบาๆ “เธอต้องหายนะ เธอต้องแข็งแรงเหมือนเจ้าฟ้าน้อยนะ”
เธอตั้งชื่อให้ลูกแมวว่า “ส้มจี๊ด” เพราะขนของมันมีสีส้มสดใส
ในช่วงเย็น ขณะที่น้ำใสนั่งป้อนนมส้มจี๊ด คุณปรียาก็เดินทางมาเยี่ยมที่มูลนิธิ
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ส้มจี๊ด” คุณปรียาถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็ยังอ่อนเพลียมากค่ะคุณยาย” น้ำใสตอบ “แต่หนูจะพยายามทำให้ดีที่สุด”
“ยายเชื่อว่าหนูทำได้” คุณปรียาเอ่ยชม “หนูเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะ น้ำใส ยายภูมิใจในตัวหนูนะ”
น้ำใสยิ้มรับคำชมอย่างอ่อนโยน “หนูได้บทเรียนที่ดีมากๆ จากหลายๆ คนค่ะ รวมถึงคุณยายด้วย”
คืนนั้น น้ำใสกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม เธอได้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิต และความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เธอเคยได้รับจากคุณยายปรียา และจากนกน้อยที่ชื่อเจ้าฟ้า
การดูแลส้มจี๊ดทำให้เธอได้ทบทวนถึงอดีตของตัวเองอีกครั้ง ความผิดพลาดที่เคยทำ ความเจ็บปวดที่เคยสร้างให้กับผู้อื่น แต่ในครั้งนี้ เธอไม่ได้จมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดอีกต่อไป เธอใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองอยากทำความดีให้มากขึ้น
เธอรู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง และการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีหรือร้ายก็ตาม
เช้าวันต่อมา น้ำใสรีบมาที่มูลนิธิแต่เช้าตรู่ เธอตรงไปยังห้องพยาบาลสัตว์เล็กๆ เพื่อดูอาการของส้มจี๊ด
“ส้มจี๊ด” เธอเรียกเสียงเบาๆ “ตื่นได้แล้วนะ”
เธอมองไปยังตะกร้า และพบว่า ส้มจี๊ดนอนขดตัวอยู่เหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่ามันจะขยับตัวได้เล็กน้อย
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ” น้ำใสอุ้มมันขึ้นมาอย่างเบามือ “วันนี้ดีขึ้นไหม”
ส้มจี๊ดสั่นเล็กน้อย แต่ก็ส่งเสียงครางตอบเบาๆ ราวกับจะบอกว่ามันรับรู้
น้ำใสเริ่มป้อนนมให้ส้มจี๊ดอย่างตั้งใจ เธอมองเข้าไปในดวงตาของลูกแมวตัวน้อย และเห็นแววตาแห่งความหวังที่ค่อยๆ เปล่งประกายขึ้นมา
“เธอจะต้องรอดนะ ส้มจี๊ด” น้ำใสกระซิบ “เธอต้องมีชีวิตที่สวยงามเหมือนที่ฉันกำลังจะมี”
เธอรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับส้มจี๊ด ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นจากการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเข้าใจมาก่อนในอดีต
คุณสมศรีเข้ามาในห้อง “เป็นไงบ้าง น้ำใส”
“ก็… ดูเหมือนจะดีขึ้นนิดหน่อยค่ะคุณสมศรี” น้ำใสตอบ “แต่ก็ยังคงอ่อนเพลียมาก”
“ไม่เป็นไรนะ” คุณสมศรีให้กำลังใจ “เธอทำดีที่สุดแล้ว”
“หนูจะพยายามต่อไปค่ะ” น้ำใสกล่าว “หนูอยากให้ส้มจี๊ดได้มีชีวิตที่ดี”
ช่วงบ่ายวันนั้น ขณะที่น้ำใสกำลังนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ป่วย คุณปรียาก็เข้ามาพร้อมกับตะกร้าผลไม้ “มาเยี่ยมหลานสาวจ้ะ”
“คุณยาย” น้ำใสยิ้ม “มาเร็วเชียว”
“ยายเป็นห่วงส้มจี๊ดน่ะสิ” คุณปรียาบอก “เห็นว่าอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่”
“ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดค่ะคุณยาย” น้ำใสตอบ “แต่หนูเชื่อว่ามันจะผ่านไปได้”
“ดีแล้วลูก” คุณปรียาลูบหัวหลานสาว “การมีความหวังเป็นสิ่งสำคัญมากนะ”
“หนูได้เรียนรู้เรื่องนี้จากหลายๆ คนเลยค่ะคุณยาย” น้ำใสกล่าว “ทั้งจากคุณยาย จากคุณสมศรี แล้วก็… จากเจ้าฟ้าน้อยด้วย”
คุณปรียาพยักหน้า “ชีวิตสอนเราหลายอย่างนะ ถ้าเราเปิดใจรับ”
“หนูเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี” น้ำใสสารภาพ “เคยทำเรื่องร้ายๆ ไว้เยอะ แต่ตอนนี้… หนูอยากจะแก้ไขมัน”
“การยอมรับความผิดพลาดและพร้อมที่จะแก้ไข นั่นแหละคือการเริ่มต้นที่ดีที่สุดแล้ว” คุณปรียาปลอบ “ยายดีใจที่เห็นหนูเปลี่ยนไปนะ”
น้ำใสรู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อได้ยินคำพูดของคุณยาย เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจจะยังไม่ง่ายนัก แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
“คุณยายคะ” น้ำใสเอ่ยขึ้น “หนูอยากจะลอง… ลองหาบ้านใหม่ให้กับส้มจี๊ดค่ะ”
คุณปรียาเลิกคิ้ว “หาบ้านใหม่?”
“ค่ะ” น้ำใสอธิบาย “ถ้าส้มจี๊ดหายดีแล้ว หนูก็อยากให้มันได้ไปอยู่กับครอบครัวที่รักมันจริงๆ ค่ะ”
“เป็นความคิดที่ดีนะ” คุณปรียาเห็นด้วย “แต่ก็ต้องเลือกบ้านให้ดีมากๆ เลยนะ”
“หนูจะเลือกอย่างดีที่สุดค่ะ” น้ำใสยืนยัน “หนูไม่อยากให้มันต้องเจออะไรที่เลวร้ายอีกแล้ว”
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับวิธีการหาบ้านใหม่ให้กับส้มจี๊ด น้ำใสรู้สึกว่าเธอได้เติบโตขึ้นอย่างมาก การได้มีโอกาสดูแลชีวิตน้อยๆ ที่เปราะบาง ทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงความหมายของความรับผิดชอบ ความเมตตา และการเสียสละ
วันเวลาผ่านไป น้ำใสทุ่มเทแรงกายแรงใจกับการดูแลส้มจี๊ดอย่างเต็มที่ เธอไม่เคยย่อท้อ แม้ว่าบางครั้งส้มจี๊ดจะมีอาการทรุดลง แต่เธอก็ยังคงให้กำลังใจตัวเองและมันอยู่เสมอ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ส้มจี๊ดก็เริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันเริ่มกินอาหารได้มากขึ้น เริ่มมีเรี่ยวแรง และเริ่มส่งเสียงร้องเหมียวๆ เมื่อเห็นน้ำใส
“คุณสมศรีคะ! ดูสิคะ!” น้ำใสรีบวิ่งไปเรียกคุณสมศรีด้วยความตื่นเต้น “ส้มจี๊ดมันกินอาหารเองได้แล้วค่ะ!”
คุณสมศรียิ้มกว้าง “เก่งมากเลย น้ำใส!”
น้ำใสอุ้มส้มจี๊ดขึ้นมาแนบอก มันยกหัวขึ้นมาเลียแก้มของเธอเบาๆ ราวกับจะขอบคุณ
“ขอบคุณนะ ส้มจี๊ด” น้ำใสกระซิบ “เธอเก่งมากจริงๆ”
ความรู้สึกดีใจเอ่อล้นขึ้นมาในใจของน้ำใส เธอรู้ว่านี่คือผลลัพธ์ของการทุ่มเทและความพยายามของเธอ
“ต่อไปนี้” น้ำใสกล่าวกับส้มจี๊ด “เธอจะได้มีชีวิตที่ดีนะ”
คุณปรียาเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี “ดีใจด้วยนะจ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะคุณยาย” น้ำใสยิ้ม “หนูว่า… ส้มจี๊ดแข็งแรงพอที่จะหาบ้านใหม่ให้มันได้แล้วค่ะ”
คุณสมศรีพยักหน้า “ถูกต้องเลย”
หลังจากนั้น น้ำใสก็เริ่มกระบวนการหาบ้านใหม่ให้กับส้มจี๊ด เธอตั้งใจจะเลือกครอบครัวที่พร้อมจะมอบความรักและความอบอุ่นให้กับมันอย่างแท้จริง
ในวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังนั่งดูใบสมัครของครอบครัวที่สนใจรับส้มจี๊ดไปเลี้ยง คุณปรียาก็เดินเข้ามา
“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ” คุณปรียาถาม
“ก็… กำลังดูใบสมัครอยู่ค่ะคุณยาย” น้ำใสตอบ “มีหลายครอบครัวที่น่าสนใจค่ะ แต่หนูก็อยากจะเลือกที่ดีที่สุดสำหรับส้มจี๊ด”
“ยายว่านะ” คุณปรียากล่าว “ครอบครัวที่พร้อมจะเสียสละเวลาและทุ่มเทให้กับสัตว์เลี้ยง คือครอบครัวที่ดีที่สุด”
“หนูคิดเหมือนคุณยายเลยค่ะ” น้ำใสเห็นด้วย “หนูจะเลือกคนที่รักมันจริงๆ”
เธอใช้เวลาหลายวันในการสัมภาษณ์และเยี่ยมบ้านของครอบครัวที่สมัครเข้ามา จนในที่สุด เธอก็ได้พบกับครอบครัวที่เธอรู้สึกว่าใช่ ครอบครัวนั้นมีคุณแม่ใจดี คุณพ่อที่รักสัตว์ และลูกสาวตัวน้อยที่ตื่นเต้นที่จะได้มีเพื่อนใหม่
“หนูมั่นใจค่ะคุณยาย” น้ำใสบอกคุณปรียาหลังจากที่เธอตัดสินใจเลือกครอบครัวนั้นแล้ว “หนูเชื่อว่าส้มจี๊ดจะมีความสุขที่นั่น”
ในวันที่ต้องส่งมอบส้มจี๊ดให้กับครอบครัวใหม่ น้ำใสก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย แต่เธอก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดสำหรับมัน
“โชคดีนะ ส้มจี๊ด” น้ำใสกล่าวขณะที่อุ้มมันไปส่งให้ครอบครัวใหม่ “ขอให้เธอมีความสุขมากๆ นะ”
ลูกสาวตัวน้อยของครอบครัวนั้นวิ่งเข้ามาอุ้มส้มจี๊ดอย่างรวดเร็ว “หนูรักส้มจี๊ดที่สุดเลยค่ะ!”
น้ำใสมองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกถึงความสุขที่เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ การได้เห็นชีวิตน้อยๆ ที่เคยเกือบจะสูญสิ้นไป ได้กลับมามีชีวิตที่ดีและมีความสุขอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ประเมินค่ามิได้
“ขอบคุณนะ น้ำใส” คุณแม่ของเด็กสาวกล่าว “เธอเป็นคนที่ดีมากๆ เลย”
น้ำใสยิ้มรับ “หนูแค่… ทำในสิ่งที่ควรทำค่ะ”
หลังจากวันนั้น น้ำใสก็ยังคงมาทำหน้าที่อาสาสมัครที่มูลนิธิอย่างสม่ำเสมอ เธอได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรามีความตั้งใจจริง และพร้อมที่จะเรียนรู้จากทุกประสบการณ์
เธอได้พบกับสัตว์อีกหลายตัวที่ต้องการความช่วยเหลือ และทุกครั้ง เธอก็จะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพวกมัน
เธอได้เรียนรู้ว่า ความเมตตาและการเสียสละ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบังคับ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองเมื่อหัวใจของเราเปิดกว้าง
และเธอก็ได้เรียนรู้ว่า ทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ล้วนส่งผลต่อชีวิตอื่นเสมอ
บทเรียนจากเจ้าฟ้าน้อย และจากส้มจี๊ด ได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนใหม่ เป็นคนที่มีความเข้าใจผู้อื่น มีความเมตตา และพร้อมที่จะทำความดีอยู่เสมอ
เธอมองย้อนกลับไปยังอดีตของตัวเองด้วยความรู้สึกที่สงบ ไม่ได้รู้สึกผิดหรือเสียใจอีกต่อไป เพราะเธอได้เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามมันไป และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม
12,269 ตัวอักษร