ตอนที่ 13 — บทเพลงแห่งการสละคืนและเห็นธรรม
อรวินก้าวเดินออกจากห้องโถง สู่ลานกว้างของสถานปฏิบัติธรรม แสงแดดยามเย็นกำลังอ่อนลง ค่อยๆ สาดสีทองอาบไล้ไปทั่วบริเวณ เธอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองอย่างชัดเจน ความกระวนกระวายที่เคยมีได้จางหายไป แทนที่ด้วยความสงบที่ลึกซึ้ง และความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งรอบตัว ลมเย็นๆ พัดผ่านมา แบกเอาความหอมกรุ่นของดอกไม้ป่า และเสียงจักจั่นที่กำลังขับขานบทเพลงประจำยามเย็นเข้ามาแตะโสตประสาท อรวินหลับตาลงช้าๆ เพื่อรับรู้สัมผัสเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เสียงหัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับว่ามันได้ค้นพบเมโลดี้ที่แท้จริงของตัวเองเสียที หลังจากที่เคยหลงทางไปกับเสียงโหยหวนของความเศร้าโศกมาเนิ่นนาน
"เป็นอย่างไรบ้างอรวิน" เสียงของท่านพระอาจารย์ดังขึ้นแผ่วเบาจากด้านหลัง ทำให้อรวินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
"หนูรู้สึกดีขึ้นมากค่ะท่านอาจารย์" อรวินตอบ เสียงของเธอราบเรียบ แต่กลับแฝงไปด้วยความมั่นคงที่หาได้ยาก "เหมือนว่า... เหมือนว่ามีอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งในใจหนู มันได้ถูกปลดเปลื้องออกไปแล้วค่ะ"
ท่านพระอาจารย์พยักหน้าช้าๆ ดวงตาของท่านทอประกายแห่งความเมตตา "นั่นเป็นสัญญาณอันดี สิ่งที่อรวินกำลังรู้สึก คือการสละคืน เป็นการยอมรับในความเป็นจริงของทุกสิ่ง ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งสมหวังและผิดหวัง เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไม่สามารถผูกมัดเราไว้ได้อีกต่อไป"
อรวินครุ่นคิดตามคำพูดของท่านพระอาจารย์ เธอค่อยๆ นึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอได้ก้าวเข้ามายังสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง เธอได้ทุ่มเททุกอย่างให้กับการฝึกสติ การกำหนดลมหายใจ การสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย และที่สำคัญที่สุด การเผชิญหน้ากับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่าความทุกข์ของเธอเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในความทรงจำเกี่ยวกับคนรักที่จากไป
"ตอนแรกหนูไม่เข้าใจเลยค่ะ" อรวินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "หนูคิดว่าการปล่อยวางคือการลืม การลืมคือการยอมรับ แต่หนูคิดผิด หนูพยายามที่จะลืม แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งจำ ยิ่งพยายามจะปล่อยวาง ก็ยิ่งเหมือนถูกดึงรั้งไว้"
"นั่นเป็นเพราะอรวินยังเข้าใจการปล่อยวางผิดไป" ท่านพระอาจารย์อธิบาย "การปล่อยวางมิใช่การลืม แต่คือการเห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นแล้ว ไม่หลงตามปรุงแต่ง ไม่เข้าไปยึดติด เราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย และเมื่อสิ่งนั้นดับไป สิ่งนั้นก็ดับไปตามเหตุปัจจัย เราเพียงแค่เฝ้าสังเกตการณ์ โดยไม่เข้าไปตัดสิน หรือเข้าไปปรุงแต่งเพิ่ม"
อรวินพยักหน้า เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอได้พยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ธรรมะสอน เธอพยายามบังคับตัวเองให้รู้สึกในสิ่งที่เธอไม่ได้รู้สึก พยายามที่จะไม่คิดในสิ่งที่เธออดไม่ได้ที่จะคิด และนั่นคือการต่อสู้ที่ทำให้เธอเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมาน
"แล้ว... แล้วถ้าหนูยังรู้สึกคิดถึงเขาอยู่ล่ะคะ" อรวินถามเสียงแผ่ว เธอกลัวว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะกลับมาฉุดรั้งเธอให้จมดิ่งลงไปในความเศร้าอีกครั้ง
"การคิดถึงนั้นเป็นธรรมดา" ท่านพระอาจารย์ตอบอย่างใจเย็น "เป็นเรื่องธรรมชาติของใจ แต่มันจะกลายเป็นทุกข์เมื่อเราเข้าไปยึดมั่นในความคิดนั้น เมื่อเราบอกกับตัวเองว่า 'ฉันต้องไม่คิดถึงเขา' หรือ 'ทำไมฉันยังคิดถึงเขาอยู่' นั่นคือการที่เรากำลังสร้างภาระให้กับตัวเอง ลองเปลี่ยนมุมมองดูสิอรวิน เมื่อความคิดถึงผุดขึ้นมา ให้รับรู้มันว่า 'นี่คือความคิดถึง' แล้วก็ปล่อยมันไป เหมือนเราเฝ้ามองก้อนเมฆที่ลอยผ่านท้องฟ้าไป ไม่ต้องไปคว้าไว้ ไม่ต้องไปผลักไส"
อรวินหลับตาลงอีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ท่านพระอาจารย์ได้สอน ภาพของคนรักที่เคยทำให้เธอเจ็บปวด ได้ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกของความทรงจำที่อบอุ่น ความทรงจำที่ไม่ได้เจือปนไปด้วยความโหยหา แต่กลับเต็มไปด้วยความขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยได้มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน
"หนู... หนูรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นค่ะ" อรวินพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "เหมือนมีหมอกหนาที่เคยปกคลุมจิตใจของหนู มันค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงท้องฟ้าที่สดใส"
"นั่นคือการตื่นรู้ที่แท้จริง" ท่านพระอาจารย์ยิ้ม "ปัญญาได้เริ่มฉายแสงเข้ามาในจิตใจของอรวินแล้ว จงรักษาการสังเกตนี้ไว้ สังเกตลมหายใจ สังเกตกาย สังเกตเวทนา สังเกตความคิด และสังเกตอารมณ์ โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เมื่อใดก็ตามที่เราปล่อยวาง ความทุกข์ก็จะคลายตัวลง เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นตามความเป็นจริง เราก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง"
อรวินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้สายลมเย็นๆ พัดพาเอาความสงบเข้าสู่จิตใจ แสงสีทองของยามเย็นกำลังอาบไล้เธอ ราวกับว่าธรรมชาติกำลังโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน เสียงจักจั่นยังคงขับขานบทเพลงแห่งความสุข บทเพลงแห่งการสละคืน และบทเพลงแห่งการเห็นธรรมที่กำลังบรรเลงอยู่ในหัวใจของเธอ
"ขอบคุณค่ะท่านอาจารย์" อรวินก้มลงกราบท่านด้วยความนอบน้อม "ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง"
"ไม่ต้องขอบคุณ" ท่านพระอาจารย์กล่าว "อรวินกำลังขอบคุณตัวเอง ที่กล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และกล้าหาญพอที่จะเลือกหนทางแห่งความหลุดพ้น"
อรวินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู เธอยิ้มให้กับตัวเอง รอยยิ้มที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ ปราศจากซึ่งการปรุงแต่งใดๆ เธอรู้ดีว่าหนทางแห่งการฝึกฝนยังอีกยาวไกล แต่บัดนี้ เธอได้ค้นพบจุดเริ่มต้นที่แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นที่นำพาไปสู่การตื่นรู้ที่สมบูรณ์
4,421 ตัวอักษร