ตอนที่ 2 — การมาถึงแห่งความสงบที่ปลายทาง
รถยนต์คันเล็กแล่นเอื่อยๆ เข้าสู่ถนนลูกรังอันคดเคี้ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาสูงเสียดฟ้า แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดใบไม้ลงมาเป็นประกายระยิบระยับ อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบาย แตกต่างจากมลพิษในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง อรวีสูดลมหายใจลึกๆ พยายามสูดเอากลิ่นอายของธรรมชาติเข้าไปให้เต็มปอด
"ถึงแล้วค่ะคุณอรวี" เสียงของนันทิยาบอก พลางจอดรถเทียบที่ลานกว้างหน้าศาลาทรงไทยหลังงาม
อรวีก้าวลงจากรถ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประทับใจ สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ดูสงบร่มรื่นเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการไว้ อาคารต่างๆ สร้างด้วยไม้สักทอง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบภายใต้ร่มเงาไม้นานาชนิด มีลานกว้างสำหรับเดินจงกรม และมีกุฏิเล็กๆ ตั้งอยู่ห่างๆ กัน บรรยากาศโดยรวมดูเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ
"สวยจังเลยนะ นันท์" อรวีเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีประกายขึ้นมาบ้าง
"ใช่ไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว" นันทิยายิ้ม "มาค่ะเดี๋ยวฉันพาไปพบหลวงพ่อก่อน"
ทั้งสองเดินไปยังศาลาไม้หลังใหญ่ ที่ซึ่งหลวงพ่อรูปหนึ่งกำลังนั่งสนทนากับลูกศิษย์อยู่ หลวงพ่อมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงตาเปี่ยมไปด้วยเมตตา ท่านมีรอยย่นตามวัย แต่กลับดูสง่างามอย่างประหลาด
"กราบเท้าหลวงพ่อครับ" นันทิยาพนมมือไหว้
หลวงพ่อลืมตาขึ้น มองมาที่อรวีด้วยรอยยิ้ม "อาตมาก็นึกอยู่ว่าจะมีโยมคนใหม่มา" ท่านมีน้ำเสียงที่นุ่มนวล อบอุ่น "ยินดีต้อนรับนะโยม"
"ขอบคุณครับ/ค่ะ หลวงพ่อ" อรวีกล่าวอย่างนอบน้อม
"โยมมีทุกข์ร้อนอันใดมา หรือตั้งใจจะมาปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาความสงบ" หลวงพ่อถามด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะหยั่งรู้ถึงจิตใจ
อรวีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเธอให้หลวงพ่อฟังอย่างตรงไปตรงมา "ลูก... ลูกสูญเสียคนรักไปอย่างกะทันหันค่ะ หลวงพ่อ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตดูเหมือนจะดับสลายไปพร้อมกับเขา ลูกไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไรอีกต่อไปแล้ว เพลงที่เคยรักก็ไม่สามารถเล่นได้อีก ลูกรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกินค่ะ"
น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเมื่อนึกถึงเมษา หลวงพ่อฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าเบาๆ เมื่ออรวีเล่าจบ
"ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลกโยม" หลวงพ่อกล่าวอย่างอ่อนโยน "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นสัจธรรมที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
"แต่ลูกทำใจไม่ได้ครับ/ค่ะ" อรวีเสียงสั่นเครือ "ลูกยังคงรู้สึกเหมือนเมื่อวานนี้เอง"
"ความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น" หลวงพ่อชี้แจง "เมื่อเรามีความรัก ความผูกพัน เราก็ย่อมเกิดความกลัวที่จะสูญเสีย และเมื่อสิ่งนั้นจากไป ความเศร้าโศกเสียใจก็จะถาโถมเข้ามา"
"แล้วลูกจะปล่อยวางได้อย่างไรครับ/ค่ะ" คำถามนี้หลุดออกจากปากอรวีอย่างอัตโนมัติ
"มาปฏิบัติธรรมดูเถิดโยม" หลวงพ่อแนะนำ "ที่นี่เราจะฝึกการสังเกต การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง เริ่มต้นจากการสังเกตลมหายใจของเรา"
"สังเกตลมหายใจ?" อรวีทวนคำอย่างสงสัย
"ใช่ ลมหายใจเป็นสิ่งเดียวที่อยู่กับเราตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย มันคือหลักฐานแห่งชีวิต" หลวงพ่ออธิบาย "เมื่อเราตั้งใจสังเกตลมหายใจที่เข้าออก ร่างกายของเราจะค่อยๆ ผ่อนคลาย ความฟุ้งซ่านในจิตใจจะลดน้อยลง เราจะได้เห็นความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความกลัว เราจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา"
"ลูกจะลองดูครับ/ค่ะ" อรวีตอบรับด้วยความหวังริบหรี่
หลังจากพูดคุยกับหลวงพ่อเสร็จ นันทิยาก็พาอรวีไปที่กุฏิของเธอ กุฏิหลังเล็กๆ ที่ดูเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน มีเพียงเตียงนอน หมอน มุ้ง และโต๊ะเล็กๆ วางอยู่
"ที่นี่สะดวกสบายนะอรวี" นันทิยาบอก "ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอสักสองสามวันนะ ถ้าเธอโอเคแล้ว ค่อยให้ฉันกลับ"
"ขอบคุณมากนะนันท์" อรวีรู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของเพื่อน
วันแรกของการปฏิบัติธรรมเป็นไปด้วยความยากลำบาก อรวีพยายามนั่งสมาธิ สังเกตลมหายใจตามที่หลวงพ่อแนะนำ แต่จิตใจของเธอกลับฟุ้งซ่านไปทั่ว คิดถึงเรื่องราวในอดีต คิดถึงเมษา คิดถึงความผิดหวังต่างๆ นานา
"หายใจเข้า... รู้สึกถึงลมที่ปลายจมูก" หลวงพ่อเทศนาในช่วงเย็น "หายใจออก... รู้สึกถึงลมที่ปลายจมูกอีกครั้ง ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องปรุงแต่ง เพียงแค่รับรู้"
อรวีพยายามทำตาม แต่ภาพใบหน้าของเมษากลับปรากฏขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
"เกิดอะไรขึ้นโยม" เสียงหลวงพ่อดังขึ้นในความเงียบ
"ลูก... ลูกคิดถึงเขาอีกแล้วครับ/ค่ะ" อรวีตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ดีแล้วโยม" หลวงพ่อกล่าวอย่างประหลาดใจ "การที่ความคิดถึงเกิดขึ้นมา มันคือการที่เราได้เห็นมัน การที่เราได้รู้ว่ามันมีอยู่"
"แต่มันทำให้ลูกเจ็บปวดครับ/ค่ะ"
"ความเจ็บปวดเกิดจากการที่เราต่อต้านมัน โยมพยายามจะผลักไสความคิดถึงให้ออกไป แต่มันยิ่งยึดติด" หลวงพ่ออธิบาย "ลองเปลี่ยนใหม่ ลองยอมรับว่าความคิดถึงมันเกิดขึ้นแล้ว มันกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เหมือนเมฆที่ลอยผ่านมาบนท้องฟ้า แล้วก็ลอยจากไป"
อรวีพยายามทำตามคำสอนของหลวงพ่อ เธอปล่อยให้ความคิดถึงเมษาไหลผ่านไป โดยไม่พยายามยึดติดหรือต่อต้าน
"ลมหายใจเข้า... รู้สึกถึงลม" เธอเริ่มทำสมาธิอีกครั้ง "ลมหายใจออก... รู้สึกถึงลม"
เธอสังเกตเห็นว่า เมื่อเธอไม่ต่อต้าน ความเจ็บปวดก็ค่อยๆ บรรเทาลง แม้จะยังคงมีความเศร้าอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงเท่าเดิม
"นี่แหละโยม" หลวงพ่อกล่าวชื่นชม "นี่คือจุดเริ่มต้นของการเห็นแจ้ง การเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง"
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่อรวีกลับรู้สึกว่าเธอได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการสังเกตลมหายใจของตนเอง เธอเริ่มสังเกตเห็นความรู้สึกอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ตั้งแต่ความเจ็บปวดทางใจ ไปจนถึงความรู้สึกทางกาย เช่น อาการปวดเมื่อย หรือความรู้สึกเหนื่อยล้า
4,514 ตัวอักษร