ตอนที่ 28 — ความสงสัยผุดขึ้นในใจพระพี่เลี้ยง
พิมพ์พิกาค่อยๆ ก้าวเดินกลับมายังกุฏิเล็กๆ ของเธอ ภาพของท่านเจ้าอาวาสที่เปี่ยมด้วยเมตตาและรอยยิ้มอันสงบนิ่งยังคงฉายชัดในมโนสำนึก คำสอนที่ท่านได้มอบให้เมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับสายน้ำเย็นที่ชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจให้ค่อยๆ จางหายไป "การยอมรับคือการก้าวแรกสู่การปล่อยวาง" "การชดใช้กรรม ไม่ใช่การจมปลัก แต่คือการเรียนรู้เพื่อไม่ให้ผิดซ้ำ" คำพูดเหล่านี้ได้ฝังรากอยู่ในใจของเธออย่างมั่นคงแล้ว เธอรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ถูกยกออกจากบ่า ความกดดันที่เคยทับถมมานานเริ่มคลี่คลายออกทีละน้อย
เมื่อถึงกุฏิอันเป็นที่พักพิงอันแสนสงบ พิมพ์พิกาจึงทรุดตัวลงนั่งบนพื้นเสื่อกกอย่างแผ่วเบา ดวงตาหลับลงอีกครั้ง สูดลมหายใจลึกๆ ปล่อยให้ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามธรรมชาติ เธอพยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง มุ่งมั่นที่จะสัมผัสถึงความสงบที่เพิ่งค้นพบ หวังว่าในห้วงแห่งสมาธิ เธอจะสามารถเห็นหนทางข้างหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะที่จิตของเธอเริ่มรวมเป็นหนึ่ง ปรากฏการณ์ประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น ร่างเงาเลือนรางของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้จะเห็นเพียงรำไร แต่พิมพ์พิกากลับรู้สึกคุ้นเคยกับเงาผู้นั้นอย่างประหลาด เขาดูเศร้าสร้อย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน พิมพ์พิกาพยายามเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้น แต่เงานั่นก็ยิ่งจางหายไปเรื่อยๆ ราวกับสายหมอกที่ถูกแสงแดดยามเช้าสาดส่อง
"ใครกันนะ?" พิมพ์พิกาพึมพำกับตนเอง ความรู้สึกสงสัยและความไม่สบายใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้สึกได้ว่าเงาผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตที่เธอเพิ่งได้ล่วงรู้มา แต่เธอไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นใคร
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ดึงเธอออกจากภวังค์ พิมพ์พิกาลืมตาขึ้นช้าๆ มองไปยังประตูไม้บานเก่า
"พิมพ์พิกา เจ้าอยู่ข้างในหรือ?" เป็นเสียงของแม่ชีนวล พระพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเธอมาตลอด
พิมพ์พิกาลุกขึ้นไปเปิดประตู "อยู่ค่ะ แม่ชีนวล มีอะไรหรือคะ?"
แม่ชีนวลยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของท่านแสดงความกังวลเล็กน้อย "เห็นเจ้าเข้ากุฏิไปพักนานแล้ว เลยเข้ามาดู เป็นอะไรไปหรือ? ดูหน้าเจ้าซี หมองไปนะ"
พิมพ์พิกายิ้มบางๆ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่กำลังทบทวนธรรมะที่ท่านเจ้าอาวาสสอนเมื่อเช้า"
แม่ชีนวลพยักหน้า "ธรรมะของท่านเจ้าอาวาสนั้นลึกซึ้งนัก เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องในอดีตที่มันตามมาหลอกหลอน" ท่านมองพิมพ์พิกาด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตา "แต่พิมพ์พิกา เจ้าเข้มแข็งเกินกว่าที่คิดนะ การยอมรับความจริงที่ว่ามาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
"หนูคิดว่าหนูยังต้องใช้เวลาอีกมากค่ะ" พิมพ์พิกาตอบเสียงเบา "บางที... หนูอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด"
"เรื่องแบบนี้มันต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่าเร่งรีบนัก" แม่ชีนวลปลอบ "การเจริญสติและวิปัสสนาจะช่วยให้เจ้าเห็นทางเอง"
หลังจากแม่ชีนวลกลับไป พิมพ์พิกาก็กลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง แต่ความสงสัยในเรื่องเงาเมื่อครู่ยังคงรบกวนจิตใจ เธอพยายามนึกย้อนไปถึงภาพความทรงจำในอดีตชาติที่เธอได้เห็น แต่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับเงาชายหนุ่มผู้นั้นได้เลย
"ทำไมเขาถึงปรากฏตัวในสมาธิของฉัน?" เธอถามตัวเองอีกครั้ง "เขาเป็นใคร? เขาต้องการอะไรจากฉัน?"
ความรู้สึกที่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ยังคงค้างคาอยู่ในใจของเธอ ราวกับปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ มันทำให้ความสงบสุขที่เธอเพิ่งจะสัมผัสได้ เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง
พิมพ์พิกาลองกลับไปนั่งสมาธิอีกครั้ง คราวนี้เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องไขปริศนานี้ให้ได้ เธอภาวนาขอให้จิตของเธอเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อจิตของเธอเริ่มสงบลงอีกครั้ง เงาชายหนุ่มผู้นั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดูชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เขาสวมชุดที่ดูเก่าแก่ ผิวพรรณซีดเซียว ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่คราวนี้ พิมพ์พิกากลับได้ยินเสียงแผ่วเบามาจากเงาผู้นั้น
"ช่วยด้วย... ช่วยฉันด้วย..." เสียงนั้นแหบพร่า ราวกับมาจากที่ห่างไกล
พิมพ์พิกาสะดุ้งเฮือก "คุณเป็นใคร?" เธอพยายามเปล่งเสียงถามออกไป "คุณต้องการอะไรจากฉัน?"
เงาชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงนั้นจะกลับมาอีกครั้ง "เธอ... เธอคือผู้ที่ต้องชดใช้..."
"ชดใช้? ชดใช้อะไร?" พิมพ์พิกาสงสัย "ฉันไม่เข้าใจ"
"กรรม... ที่เราได้ร่วมก่อไว้..." เสียงนั้นขาดหายไปอีกครั้ง ร่างของชายหนุ่มเริ่มเลือนรางลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายก็หายไปในความว่างเปล่า
พิมพ์พิกาสูดหายใจหอบใหญ่ ความรู้สึกสับสนและหวาดหวั่นถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงกลับเข้าไปในวังวนของอดีตอีกครั้ง "กรรมที่เราได้ร่วมก่อไว้..." คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหูของเธอ
เธอจำได้ว่าในอดีตชาติ เธอเคยทำร้ายใครบางคนอย่างโหดร้าย แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าคนผู้นั้นคือใคร หรือมีความเกี่ยวข้องกับเธออย่างไร
"เป็นไปได้ไหมว่า... ชายผู้นี้คือคนที่ฉันเคยทำร้าย?" พิมพ์พิกาสงสัย "หรือเป็นคนใกล้ชิดของเขา?"
ความคิดเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกหนักใจยิ่งกว่าเดิม การยอมรับอดีตเป็นเพียงก้าวแรก แต่การเผชิญหน้ากับผลของกรรมที่แท้จริง อาจจะยากลำบากกว่าที่เธอคาดคิดไว้มากนัก
เธอตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้ความสงสัยครอบงำจิตใจต่อไป เธอจะหาทางค้นหาความจริงให้ได้ ไม่ว่าจะต้องพบเจออะไรก็ตาม
วันเวลาผ่านไป พิมพ์พิกาพยายามเจริญวิปัสสนาอย่างสม่ำเสมอ แต่ภาพของเงาชายหนุ่มและความรู้สึกผิดที่ยังคงค้างคา ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอ แม้ในระหว่างการสวดมนต์ หรือการทำวัตรเย็น เธอก็ยังคงเห็นเงาเลือนรางนั้นปรากฏอยู่เป็นระยะๆ
"แม่ชีนวลคะ" พิมพ์พิกาเอ่ยถามพระพี่เลี้ยงในช่วงเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อค่ำ "มีเรื่องหนึ่งที่หนูอยากจะสอบถามค่ะ"
แม่ชีนวลวางอุปกรณ์จัดอาหารลง "ว่ามาสิ พิมพ์พิกา มีอะไรที่ค้างคาใจหรือ?"
"คือ... หนูฝันเห็นเงาคนบ่อยๆ ค่ะ" พิมพ์พิกาอธิบาย "ในฝัน เขาดูเศร้ามาก แล้วก็พูดว่าหนูต้องชดใช้กรรมที่เคยทำร่วมกัน"
แม่ชีนวลเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของท่านฉายแววครุ่นคิด "เงาในฝัน... อาจจะเป็นนิมิต หรืออาจจะเป็นภาพที่จิตปรุงแต่งขึ้นก็ได้"
"แต่หนูรู้สึกว่ามันมีความหมายจริงๆ ค่ะ" พิมพ์พิกาเน้นย้ำ "แล้วหนูก็รู้สึกคุ้นเคยกับเงาผู้นั้นด้วย"
แม่ชีนวลถอนหายใจเบาๆ "บางครั้ง... เรื่องในอดีตก็ซับซ้อนกว่าที่เราคิดนะ พิมพ์พิกา" ท่านมองตรงเข้าไปในดวงตาของพิมพ์พิกา "เจ้าเคยเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของเจ้าให้ข้าฟังแล้ว ข้าก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าอาจจะกำลังเผชิญหน้ากับผลของกรรมที่หนักหนาสาหัส"
"แล้วหนูควรทำอย่างไรดีคะ?" พิมพ์พิกาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
"จงตั้งมั่นในความดี ทำบุญให้กุศลอยู่เสมอ" แม่ชีนวลกล่าว "และที่สำคัญที่สุด คือการเจริญสติ ปล่อยวางในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเข้ามาด้วยใจที่สงบ"
"แต่หนูอยากรู้ว่าเขาเป็นใครค่ะ" พิมพ์พิกาไม่ลดละ "หนูอยากจะรู้ว่าหนูเคยทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง"
แม่ชีนวลส่ายหน้าช้าๆ "บางที... การรู้ความจริงทั้งหมด อาจจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเดิมก็ได้นะ" ท่านเอ่ย "บางครั้ง... ความไม่รู้ ก็เป็นพรอย่างหนึ่ง"
พิมพ์พิกาเงียบไป เธอเข้าใจความหมายที่แม่ชีนวลต้องการจะสื่อ แต่ในใจลึกๆ เธอกลับรู้สึกว่าการไม่รู้นั้น ทำให้เธอไม่สามารถก้าวต่อไปได้อย่างแท้จริง ความสงสัยนี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ขวางกั้นเส้นทางสู่ความหลุดพ้นของเธอ
5,850 ตัวอักษร