ตอนที่ 30 — หนทางแห่งการชดใช้ที่แท้จริง
พิมพ์พิกานั่งนิ่งอยู่บนพื้นเสื่อกก แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาดูราวกับจะปลอบประโลมจิตใจที่กำลังสับสนของเธอ คำสารภาพของแม่ชีนวลได้เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของเธอกับนายบุญส่ง และที่สำคัญกว่านั้น คือการเปิดเผยถึงที่มาของเงาชายหนุ่มที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอด
"เขาคืออดีตคนรักของนายบุญส่งในชาติภพนั้น... และฉันคือคนที่พรากเขาไป..." ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหัวของเธอซ้ำๆ ราวกับเป็นเสียงสะท้อนจากอดีตอันไกลโพ้น
เธอรู้สึกได้ถึงความอึดอัดในอก ความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง การที่เธอเคยทำร้ายใครบางคนจนถึงแก่ชีวิต แม้จะเป็นในอดีตชาติ ก็ยังคงเป็นบาปหนาที่ติดตัวเธอมา
"ฉันจะทำอย่างไรดี..." พิมพ์พิกาพึมพำกับตนเอง "ฉันจะชดใช้กรรมนี้ได้อย่างไร?"
เธอพยายามนึกย้อนกลับไปถึงคำสอนของท่านเจ้าอาวาส "การชดใช้กรรม ไม่ใช่การจมปลัก แต่คือการเรียนรู้เพื่อไม่ให้ผิดซ้ำ"
"แต่การทำให้วิญญาณของเขาพบกับความสงบ... มันคือการชดใช้อย่างแท้จริงไม่ใช่หรือ?" พิมพ์พิกาครุ่นคิด "แล้วฉันจะทำได้อย่างไร เมื่อฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร?"
เธอตัดสินใจที่จะกลับไปหาท่านเจ้าอาวาสอีกครั้ง เธอต้องการคำชี้แนะจากท่าน ผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาอันลึกซึ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น พิมพ์พิกาได้ขออนุญาตแม่ชีนวล เพื่อเข้าไปกราบเรียนถามท่านเจ้าอาวาส
เมื่อไปถึงกุฏิของท่านเจ้าอาวาส พิมพ์พิกาก็ถวายบังคมอย่างนอบน้อม
"กราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสเจ้าค่ะ" พิมพ์พิกาเอ่ย "ลูกมีเรื่องสำคัญที่อยากจะกราบเรียนปรึกษาเจ้าค่ะ"
ท่านเจ้าอาวาสเงยหน้าขึ้นจากหนังสือสวดมนต์ ใบหน้าของท่านเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น "โยมพิมพ์พิกา เข้ามาก่อนสิ มีเรื่องอันใดที่ทำให้จิตใจของเจ้าเป็นทุกข์เล่า"
พิมพ์พิกาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ทราบจากแม่ชีนวล ตั้งแต่การปรากฏตัวของเงาชายหนุ่ม ไปจนถึงความจริงที่ว่าเขาคืออดีตคนรักของนายบุญส่งในชาติภพนั้น และเธอคือผู้ที่พรากชีวิตเขาไป
ท่านเจ้าอาวาสรับฟังอย่างตั้งใจตลอดเวลา เมื่อพิมพ์พิกาเล่าจบ ท่านก็เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาความทุกข์ของเธออย่างลึกซึ้ง
"อืม..." ท่านเจ้าอาวาสพยักหน้าช้าๆ "เรื่องกรรมนั้นลึกซึ้งนัก โยมพิมพ์พิกา"
"หนูไม่รู้จะทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ" พิมพ์พิกากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "หนูอยากจะชดใช้กรรมที่ทำไว้ แต่หนูไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร"
"การชดใช้กรรมที่แท้จริง..." ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "ไม่ใช่การตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ตนเองหลุดพ้นจากกิเลสที่ทำให้เกิดกรรมนั้นขึ้นมา"
"หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?" พิมพ์พิกาถาม
"ชายหนุ่มผู้นั้น... เขายังยึดติดอยู่กับความโกรธ ความแค้น และความอาฆาต" ท่านเจ้าอาวาสอธิบาย "เพราะเขาไม่สามารถปล่อยวางสิ่งที่สูญเสียไปได้"
"แล้วหนูจะช่วยเขาปล่อยวางได้อย่างไรเจ้าคะ?" พิมพ์พิกาถามอย่างกระตือรือร้น
"เจ้าเอง... ก็เคยยึดติดอยู่กับความทุกข์จากอดีตเช่นกัน" ท่านเจ้าอาวาสชี้ให้เห็น "เจ้าเคยจมปลักอยู่กับความเศร้าเสียใจ โทษตัวเอง และรู้สึกผิด"
"ใช่เจ้าค่ะ" พิมพ์พิกายอมรับ "แต่หนูได้เรียนรู้ที่จะยอมรับ และตั้งมั่นที่จะทำความดี"
"ถูกต้อง" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "นั่นคือการเริ่มต้นของการชดใช้"
"แต่หนูยังไม่เข้าใจเจ้าค่ะ" พิมพ์พิกายังคงสับสน "แล้วหนูจะช่วยเขาได้อย่างไร?"
"จงแผ่เมตตาให้เขา" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "เมตตาต่อเขา... และเมตตาต่อตนเอง"
"แผ่เมตตา?" พิมพ์พิกาทวนคำ
"ใช่" ท่านเจ้าอาวาสพยักหน้า "เมื่อเจ้าสามารถยอมรับความผิดของตนเองได้อย่างแท้จริง และตั้งมั่นที่จะไม่ก่อกรรมเช่นนั้นอีก... นั่นคือการชดใช้ที่แท้จริง"
"แล้วหนูจะรู้ได้อย่างไรว่าหนูได้ชดใช้จนครบถ้วนแล้ว?" พิมพ์พิกาถาม
"เมื่อจิตของเจ้าสงบ... เมื่อความทุกข์ที่เกิดจากอดีตคลายลง... และเมื่อเจ้าสามารถมองเห็นถึงความเมตตาในทุกสรรพสิ่ง... นั่นคือสัญญาณ" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว
"แต่... หากเขาไม่ยอมให้อภัยหนูล่ะเจ้าคะ?" พิมพ์พิกาถามด้วยความกังวล
"การให้อภัย... เป็นสิ่งที่เขาจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "หน้าที่ของเจ้า คือการทำจิตของตนเองให้บริสุทธิ์ และส่งผ่านความปรารถนาดีไปยังเขา"
"หนูควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรกเจ้าคะ?" พิมพ์พิกาถาม
"กลับไปที่กุฏิของเจ้า" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "นั่งสมาธิ... และตั้งจิตอธิษฐานขอให้เขาพบกับความสงบสุข... ขอให้เขาได้ปล่อยวางความทุกข์... และขอให้เขาได้พบกับหนทางแห่งการพ้นทุกข์"
"หนูจะลองทำดูเจ้าค่ะ" พิมพ์พิกากล่าวด้วยความหวัง
"จำไว้ว่า..." ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "เส้นทางแห่งการชดใช้กรรม... คือเส้นทางแห่งการพัฒนาจิตใจของตนเอง"
พิมพ์พิกากราบลาท่านเจ้าอาวาสด้วยหัวใจที่เบาบางลงกว่าเดิม แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังดูเลือนราง แต่เธอก็ได้พบกับทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว
เมื่อกลับมาถึงกุฏิ พิมพ์พิกาก็นั่งลงบนเสื่อกก หลับตาลง และเริ่มเจริญสมาธิ เธอพยายามรวบรวมสติ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ที่เคยรบกวนจิตใจ
เธอเพ่งไปยังลมหายใจเข้าออกของตนเอง และเมื่อจิตเริ่มสงบลง เธอก็เริ่มตั้งจิตอธิษฐาน
"ข้าพเจ้า... พิมพ์พิกา... ขออธิษฐาน... ด้วยจิตอันบริสุทธิ์... ขอส่งความปรารถนาดี... ไปยังจิตวิญญาณ... ที่เคยเป็นอดีตคนรักของนายบุญส่ง... ในอดีตชาติ"
เธอส่งความปรารถนาดีนั้นออกไปอย่างต่อเนื่อง ภาพของเงาชายหนุ่มปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้ แววตาของเขาดูไม่แข็งกร้าวเท่าเดิม มีความเศร้าโศกอยู่ แต่ก็มีความอ่อนโยนปรากฏขึ้นเล็กน้อย
"ขอให้ท่าน... ได้พบกับความสงบ... ขอให้ท่านได้ปล่อยวาง... ความโกรธ... ความแค้น... และความอาฆาต"
"ขอให้ท่าน... ได้พบกับแสงสว่าง... และพบกับหนทางแห่งการพ้นทุกข์"
พิมพ์พิกาภาวนาต่อไปเรื่อยๆ เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปรอบตัวเธอ ความเย็นยะเยือกที่เคยสัมผัสได้ เริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามา
เงาชายหนุ่มค่อยๆ เลือนรางลง แต่คราวนี้ ไม่ใช่การหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นเคย แต่เป็นการจางหายไปอย่างนุ่มนวล ราวกับเขากำลังจะจากไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า
ก่อนที่เงาจะหายไปจนหมดสิ้น พิมพ์พิกากลับสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมาถึงเธอ มันไม่ใช่ความโกรธแค้นอีกต่อไป แต่เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน... มีทั้งความเศร้า... ความเสียใจ... และ... การยอมรับ
"ขอบคุณ..." เป็นเสียงแผ่วเบาที่ดังขึ้นในหัวของเธอ ราวกับเป็นคำขอบคุณจากจิตวิญญาณที่กำลังจะหลุดพ้น
แล้วเงาชายหนุ่มก็หายไปจนหมดสิ้น กุฏิของพิมพ์พิกากลับสู่ความสงบอีกครั้ง แต่คราวนี้ เป็นความสงบที่แตกต่างออกไป มันเป็นความสงบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและความหมาย
พิมพ์พิกาลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปี่ยมไปด้วยน้ำตา แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลืบปีติยินดี เธอรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ถูกยกออกจากใจอย่างสมบูรณ์
เธอได้ชดใช้กรรมแล้ว... ไม่ใช่ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก แต่ด้วยการพัฒนาจิตใจของตนเอง และการส่งมอบความปรารถนาดีไปยังผู้ที่เคยทำร้ายเธอ
เธอเข้าใจแล้วว่า การชดใช้กรรมที่แท้จริง คือการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น การละวางกิเลส และการดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางแห่งความดีงาม
5,645 ตัวอักษร