สังโยชน์ 10 รั้งรักให้มั่นคง

ตอนที่ 4 / 46

ตอนที่ 4 — รูป กามฉันทะ ที่เปลี่ยนไป

ภาคก้มลงมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าของเขาเมื่อครู่ จางหายไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความยากลำบากในการทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนตนเอง “พี่รู้ว่ามันไม่ง่ายนะพิมพ์ การจะมองเห็นความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา บางทีเราก็พยายามหลอกตัวเอง หรือไม่ก็มองข้ามมันไป” เขาพยักหน้าช้าๆ “ความรู้สึกหวง เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อเรารักใครสักคน เราก็ไม่อยากให้เขาไปสนใจคนอื่น หรือมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับใครมากกว่าเรา มันเป็นส่วนหนึ่งของกามฉันทะ หรือความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เราได้รับจากคนรักของเรา” พิมพ์พยักหน้าเห็นด้วย เธอเงยหน้ามองภาค สายตาฉายแววครุ่นคิด “หนูเข้าใจค่ะพี่ภาค แต่ก่อนหนูคิดว่าความหึงหวงคือความรักที่มั่นคง คือเครื่องพิสูจน์ว่าเราแคร์เขามากแค่ไหน แต่พอหนูลองนั่งพิจารณาตามที่พี่ภาคอธิบายในหนังสือ... มันไม่ใช่แบบนั้นเลย” เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียงความคิด “ความหวงที่หนูรู้สึก มันทำให้หนูมองพี่ภาคด้วยสายตาที่ระแวง ทำให้หนูไม่ไว้ใจ ทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่พี่ภาคคุยกับคนอื่น แม้ว่าคนที่พี่ภาคคุยด้วยจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ไม่มีอะไรเกินเลย หนูก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี” “นั่นแหละคือสิ่งที่พี่กำลังจะบอก” ภาคกล่าวเสริม “กามฉันทะที่บริสุทธิ์ คือความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ดีงามที่ได้รับจากคนรัก มันทำให้เรามีความสุข ทำให้ความสัมพันธ์ของเรามีสีสัน แต่เมื่อไหร่มันแปรเปลี่ยนเป็นความยึดติด ความกลัวที่จะสูญเสีย ความไม่ไว้ใจ นั่นแหละคือจุดที่กามฉันทะเริ่มกลายเป็นปัญหา” “แล้วเราจะแยกแยะมันได้อย่างไรคะพี่ภาค ว่าอันไหนคือความยินดีอันบริสุทธิ์ อันไหนคือความยึดติดที่ก่อให้เกิดทุกข์” พิมพ์ถามอย่างจริงจัง เธอพลิกหน้าหนังสือไปมา ราวกับกำลังค้นหาคำตอบที่ชัดเจน ภาคหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา เขากางออกไปหน้าที่สาม ซึ่งมีหัวข้อเขียนไว้ว่า “ความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส” เขาชี้ไปที่ข้อความบางส่วน “ลองอ่านตรงนี้ดูนะพิมพ์ ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า ‘ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามฉันทะ คือความยินดีในกามทั้งหลาย’ ซึ่งกามนี้ก็หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าปรารถนา แต่เมื่อกามฉันทะนั้นประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็จะก่อให้เกิดทุกข์” “ความยึดมั่นถือมั่น...” พิมพ์ทวนคำ “หมายความว่าเรายึดติดในตัวบุคคลนั้น ยึดติดในความสัมพันธ์นั้น ยึดติดในความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน จนกลัวว่ามันจะหายไปใช่ไหมคะ” “ถูกต้อง” ภาคพยักหน้า “ลองสังเกตตัวเองเวลาที่ความหวงเกิดขึ้นนะพิมพ์ ลองถามตัวเองว่า ‘ฉันกำลังมีความสุขกับความรู้สึกที่มีต่อภาค หรือฉันกำลังกลัวที่จะเสียภาคไป’ ถ้าคำตอบคือ ‘กลัวที่จะเสียภาคไป’ นั่นแหละคือสัญญาณของความยึดมั่นถือมั่นที่กำลังครอบงำ” “หนูลองคิดดูแล้ว... ส่วนใหญ่ที่หนูรู้สึกหวงพี่ภาค มันคือความกลัวมากกว่าค่ะ” พิมพ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “หนูกลัวว่าจะมีคนอื่นที่ดีกว่าหนูเข้ามา ทำให้พี่ภาคเปลี่ยนใจ หนูกลัวว่าความรักของพี่ภาคจะลดลง หนูกลัวว่าเราจะเลิกกัน” น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาอีกครั้ง ภาคเอื้อมมือไปประคองใบหน้าของหญิงสาวเบาๆ “ไม่เป็นไรนะพิมพ์ พี่รู้ว่ามันเจ็บปวด การเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองมันไม่ง่ายเลย แต่มันคือหนทางเดียวที่เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ได้” เขาเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา “หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราตำหนิตัวเอง แต่มันมีไว้เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองและปรับปรุงแก้ไข” “หนูเคยคิดว่าการแสดงความหึงหวงออกมาคือการแสดงความรัก แต่ตอนนี้หนูเริ่มเข้าใจแล้วว่า มันคือการแสดงความไม่มั่นคงภายในใจของเราเอง” พิมพ์กล่าว “เวลาที่หนูหวงพี่ภาคมากเกินไป หนูไม่ทานข้าว หนูไม่นอน หนูเอาแต่คิดวนไปวนมา มันก็ทำให้หนูไม่มีความสุข แล้วมันก็ทำให้พี่ภาคอึดอัดไปด้วย” “ใช่แล้ว” ภาคเห็นด้วย “ความหวงที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่น มันเหมือนโซ่ที่ล่ามเราไว้กับความทุกข์ มันทำให้เรามองโลกในแง่ลบ ทำให้เราไม่ไว้ใจคนรอบข้าง และที่สำคัญที่สุด มันทำให้เราทำลายความสัมพันธ์อันดีงามที่เรามีอยู่” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความคิด “ลองมองย้อนกลับไปในอดีตนะพิมพ์ ตอนที่เราเริ่มคบกันใหม่ๆ ความรักของเราเป็นอย่างไร” พิมพ์หลับตาลงช้าๆ ภาพวันวานผุดขึ้นมาในความคิด “ตอนนั้น... หนูไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้เลยค่ะ” เธอยิ้มบางๆ “หนูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอพี่ภาค หนูตื่นเต้นทุกครั้งที่พี่โทรหา หนูดีใจทุกครั้งที่พี่ภาคบอกรัก” “แล้วตอนนั้นเรามีความหวงเกิดขึ้นไหม” ภาคถาม “มีบ้างค่ะ แต่เป็นความหวงที่น่ารัก เป็นความหวงที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความสำคัญต่อเขา” พิมพ์ตอบ “มันไม่ใช่ความหวงแบบที่ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือทำลายความสุขของเรา มันเป็นความหวงที่เกิดจากความรัก และความเข้าใจ” “นั่นแหละคือกามฉันทะที่บริสุทธิ์” ภาคกล่าว “มันคือความยินดีในสิ่งที่เรามี แต่เราไม่ได้ยึดติดจนมองไม่เห็นสิ่งอื่น เรายังคงมีความสุขกับการได้รับสิ่งนั้นๆ โดยไม่กังวลว่ามันจะหายไปไหน” เขาพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ “สังโยชน์ข้อแรก คือ กามฉันทะ ความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เมื่อเราเข้าใจว่ากามฉันทะที่ก่อให้เกิดทุกข์นั้น มาจากความยึดมั่นถือมั่น เราก็จะเริ่มคลายมันออกได้” “แล้วเราจะคลายมันออกได้อย่างไรคะ” พิมพ์ถาม น้ำเสียงมีความหวัง “ด้วยการเจริญสติ” ภาคตอบอย่างหนักแน่น “เมื่อเรารู้สึกถึงความหวง หรือความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น ให้เรามีสติรับรู้ความรู้สึกนั้น โดยไม่ตัดสินมันว่าดีหรือไม่ดี แค่รับรู้ว่า ‘ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกหวง’ จากนั้นให้เรามองเข้าไปที่ต้นตอของความรู้สึกนั้น ว่ามันเกิดจากความกลัวอะไร จากความยึดติดอะไร เมื่อเราเห็นต้นตอที่แท้จริง เราก็จะสามารถปล่อยวางมันได้” “การปล่อยวาง...” พิมพ์พึมพำ “มันยากจังเลยค่ะพี่ภาค” “พี่รู้ว่ามันยาก” ภาคกล่าว “แต่เราจะค่อยๆ ฝึกฝนไปด้วยกันนะพิมพ์ วันนี้เราอาจจะยังปล่อยวางได้ไม่หมด แต่พรุ่งนี้ เราอาจจะทำได้ดีขึ้นอีกนิด วันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นความแตกต่าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจของเราเอง” เขาจับมือของพิมพ์มากุมไว้ “ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่ความรักที่เต็มไปด้วยความหึงหวง หรือความหวาดระแวง แต่มันคือความรักที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความปรารถนาดีต่อกัน” พิมพ์เงยหน้ามองภาค เธอเห็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและความเข้าใจของเขา ความรู้สึกอึดอัดในใจค่อยๆ คลี่คลาย เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากมือของภาค และจากคำพูดของเขา “หนูจะพยายามค่ะพี่ภาค หนูจะลองสังเกตความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้น” “ดีมาก” ภาคยิ้ม “การเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่นอย่างถูกวิธี มันคือการเดินทางที่ยาวนาน แต่เราจะเดินไปด้วยกันนะ” เขาหันกลับไปมองหนังสือ “เรามาต่อกันที่สังโยชน์ข้อที่สองเลยดีไหม” พิมพ์พยักหน้าเห็นด้วย เธอวางสตรอว์เบอร์รี่ลง แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านตามภาค ความสัมพันธ์ของพวกเขา เริ่มต้นบทใหม่ ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น.

5,625 ตัวอักษร