สามีที่ฉันไม่เคยเลือก

ตอนที่ 2 / 39

ตอนที่ 2 — ชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยความห่างเหิน

หลังเสร็จสิ้นพิธีอันยิ่งใหญ่ ทิพยรัตน์และภาคินัยก็ถูกพาตัวไปยังห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้ภายในคฤหาสน์ส่วนตัวของตระกูลอัครเดช ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ของตระกูลวิชญกร บรรยากาศภายในห้องหอหรูหราโอ่อ่า ประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดและเทียนหอม แต่กลับไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องได้ ทิพยรัตน์นั่งลงบนโซฟาตัวยาว ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามา เธอถอนหายใจยาว มองออกไปยังวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ามืดสนิท ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า แต่กลับไม่อาจทำให้หัวใจของเธอรู้สึกสดใสขึ้นได้ ภาคินัยเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสบายๆ เขาถอดสูทออก วางพาดไว้บนเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเดินมานั่งลงบนโซฟาอีกฝั่งหนึ่งของทิพยรัตน์ เว้นระยะห่างที่ชัดเจนระหว่างทั้งสอง “คืนนี้คุณเหนื่อยนะ” ภาคินัยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด “ค่ะ” ทิพยรัตน์ตอบรับเสียงเบา โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่นอกหน้าต่าง “ผมจะให้คนเตรียมห้องนอนอีกห้องให้คุณ” ภาคินัยพูดต่อ “เราจะได้ไม่ต้องรบกวนกัน” ทิพยรัตน์หันขวับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ “คุณ… คุณหมายความว่าไงคะ” “ก็หมายความว่า คืนนี้เราจะนอนแยกห้องกัน” ภาคินัยตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผมคิดว่ามันคงจะดีกว่าสำหรับเราทั้งคู่” “แต่… ตามธรรมเนียม…” ทิพยรัตน์พยายามพูด “ผมไม่สนใจธรรมเนียม” ภาคินัยตัดบท “ผมคิดว่าการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการต่างคนต่างอยู่สักพัก น่าจะดีกว่าการต้องมาฝืนใจกัน” ทิพยรัตน์รู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำอีกครั้งว่าการแต่งงานครั้งนี้มันช่างไร้ความหมาย เธอได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างจำใจ “ผมจะไปอาบน้ำก่อนนะ” ภาคินัยลุกขึ้นยืน “ถ้าคุณต้องการอะไร เรียกคนรับใช้ได้เลย” ภาคินัยเดินจากไป ทิ้งให้ทิพยรัตน์นั่งนิ่งอยู่คนเดียวกับความคิดมากมาย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมภาคินัยถึงปฏิบัติต่อเธอเช่นนี้ หรือว่าเขาเองก็ไม่ได้ต้องการการแต่งงานครั้งนี้เช่นกัน หลังจากภาคินัยหายเข้าไปในห้องน้ำ ทิพยรัตน์ก็ลุกขึ้นยืน เธอเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่มุมห้อง หยิบเสื้อผ้าชุดนอนออกมา ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังห้องนอนอีกห้องที่เตรียมไว้ให้เธอ ห้องนอนใหม่ของทิพยรัตน์ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังคงความหรูหราเอาไว้ เธอจัดการกับข้าวของส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ เธอหลับตาลง พยายามขับไล่ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กำลังกัดกินหัวใจ เช้าวันรุ่งขึ้น ทิพยรัตน์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลอดม่านเข้ามา เธอพบว่าตัวเองยังคงอยู่บนเตียงในห้องนอนของตัวเอง ไม่ใช่ห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้ “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณผู้หญิง” เสียงของแม่บ้านคนหนึ่งดังขึ้น ทิพยรัตน์ลุกขึ้นนั่ง “อรุณสวัสดิ์ค่ะ” “คุณภาคินัยให้ดิฉันมาเตรียมอาหารเช้าให้ค่ะ” แม่บ้านกล่าว “ขอบคุณค่ะ” ทิพยรัตน์ตอบรับ เมื่อทิพยรัตน์ลงมายังห้องอาหาร เธอก็พบว่าภาคินัยนั่งรออยู่แล้ว เขาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ “คุณทานอะไรมาแล้วคะ” ทิพยรัตน์ถาม “ยัง” ภาคินัยตอบสั้นๆ “งั้นเดี๋ยวฉันจะให้คนมาเสิร์ฟนะคะ” ทิพยรัตน์บอก “ขอบคุณ” ภาคินัยกล่าว บรรยากาศระหว่างทั้งสองยังคงเย็นชา ไม่มีความสนิทสนมใดๆ ทิพยรัตน์พยายามจะชวนคุยเรื่องอื่น แต่ภาคินัยก็ตอบเพียงสั้นๆ ราวกับไม่ต้องการสนทนา “วันนี้คุณมีนัดอะไรหรือเปล่าคะ” ทิพยรัตน์ถาม “มี” ภาคินัยตอบ “ผมต้องเข้าบริษัท” “อ๋อค่ะ” ทิพยรัตน์พยักหน้า “แล้ว… ฉันต้องทำอะไรคะ” “อยู่บ้านของคุณก็ได้” ภาคินัยตอบ “ถ้าเบื่อก็ออกไปข้างนอกได้ แต่ระวังตัวด้วย” “ค่ะ” “ถ้ามีปัญหาอะไร หรือต้องการอะไร บอกคนรับใช้ได้เลย” ภาคินัยเสริม “ขอบคุณค่ะ” หลังจากอาหารเช้า ภาคินัยก็ออกไปทำงานทันที ทิ้งให้ทิพยรัตน์อยู่บ้านหลังใหญ่เพียงลำพัง เธอเดินสำรวจบ้านอย่างคร่าวๆ พบว่าบ้านหลังนี้มีความหรูหราโอ่อ่า แต่กลับขาดความอบอุ่น ตลอดทั้งวัน ทิพยรัตน์ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ และเดินเล่นในสวน เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เมื่อถึงช่วงเย็น ภาคินัยก็กลับมาถึงบ้าน เขามีสีหน้าเหนื่อยอ่อนจากการทำงาน “วันนี้คุณเป็นไงบ้าง” ภาคินัยถามเมื่อเห็นทิพยรัตน์นั่งรออยู่ “ก็… เรื่อยๆ ค่ะ” ทิพยรัตน์ตอบ “ดีแล้ว” ภาคินัยยิ้มบางๆ “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย บอกได้นะ” “ขอบคุณค่ะ” “คืนนี้ผมคงต้องทำงานต่ออีกหน่อย” ภาคินัยกล่าว “คุณเข้านอนก่อนได้เลย” “ค่ะ” ทิพยรัตน์มองตามหลังภาคินัยไป เธอไม่รู้ว่าชีวิตคู่ของเธอจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน การแต่งงานที่ปราศจากความรัก มีแต่ความห่างเหินและความเย็นชา วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทิพยรัตน์ยังคงใช้ชีวิตประจำวันอย่างเงียบเหงา ภาคินัยก็ยังคงทำงานหนัก และกลับบ้านดึกดื่นทุกวัน พวกเขาสองคนกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าภายใต้ชายคาเดียวกัน วันหนึ่ง ทิพยรัตน์ตัดสินใจที่จะพูดคุยกับภาคินัยอย่างจริงจัง “คุณภาคินัยคะ” “ครับ” ภาคินัยตอบรับ โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารบนโต๊ะ “ฉัน… ฉันอยากจะคุยกับคุณเรื่องชีวิตคู่ของเรา” ทิพยรัตน์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ภาคินัยเงยหน้าขึ้นมองเธอ “มีอะไรหรือ” “ฉัน… ฉันรู้สึกว่าเราห่างเหินกันเกินไป” ทิพยรัตน์เอ่ย “เราแต่งงานกันมาสักพักแล้ว แต่เหมือนเรายังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่เลย” ภาคินัยถอนหายใจเบาๆ “ผมรู้” “แล้ว… คุณคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดีคะ” ทิพยรัตน์ถามด้วยความหวัง “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ภาคินัยตอบ “แต่ผมคิดว่า… เราควรจะให้เวลากันและกัน” “ให้เวลา… เพื่ออะไรคะ” ทิพยรัตน์ถาม “เพื่อรอให้ความรักเกิดขึ้นเอง หรือเพื่อรอให้เรายอมรับในสิ่งที่เราเป็นอยู่” “คุณอยากจะให้ผมตอบว่าอะไร” ภาคินัยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะหงุดหงิด “ฉัน… ฉันแค่อยากให้เราลองทำความรู้จักกันให้มากขึ้น” ทิพยรัตน์พูด “ฉันอยากให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” ภาคินัยมองทิพยรัตน์นิ่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน “ผม… ผมไม่แน่ใจว่าผมจะทำได้” “ทำไมคะ” ทิพยรัตน์ถาม “ผม… ผมไม่เคยคิดเรื่องความรักมาก่อน” ภาคินัยตอบ “การแต่งงานครั้งนี้ มันเป็นเรื่องของธุรกิจและครอบครัว” คำพูดของภาคินัยยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจของทิพยรัตน์ เธอรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดแทงอีกครั้ง “งั้น… ถ้าคุณไม่ต้องการความรักจากฉัน ก็ไม่เป็นไรค่ะ” ทิพยรัตน์พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “แต่ฉันอยากให้เรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ไหมคะ” ภาคินัยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ถ้าคุณต้องการ” ทิพยรัตน์ได้แต่ยิ้มฝืนๆ เธอรู้ว่าการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน

5,115 ตัวอักษร