ตอนที่ 1 — ลมหนาวพัดพาความเศร้าสู่เรือนใหญ่
สายลมเย็นยะเยือกแห่งปลายปีพัดผ่านม่านลูกไม้บางเบาเข้ามาปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากนิทราอันแสนเชื่องช้า ดวงตาเรียวสวยค่อยๆ ปรือเปิด เผยให้เห็นแววเศร้าหมองที่ฉายชัดอยู่ภายใน แสงแดดยามเช้าสาดส่องลอดเข้ามาเป็นลำ ทาบทับลงบนใบหน้าซีดเซียวของเธอ ‘อนิสา’ กำมือแน่น สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่เกาะกุมหัวใจไม่เคยจางหายไป วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ ‘ท่านชาย’ บิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เหลือไว้เพียงมรดกอันมหาศาล และภาระหนี้สินที่หนักอึ้งจนเกือบจะทำให้ครอบครัวต้องล่มสลาย
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังมาจากโถงทางเดินด้านนอก แสดงว่ามีบางคนกำลังเดินมาใกล้ เธอรีบปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงอันนุ่มนิ่ม เธอเดินไปยังตู้เสื้อผ้า เลือกชุดกระโปรงสีดำเรียบง่ายที่ถูกเตรียมไว้สำหรับวันนี้โดยเฉพาะ ชุดที่บ่งบอกถึงความโศกเศร้า แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความสง่างามตามแบบฉบับของตระกูล
“คุณหนูอนิสาคะ” เสียงของแม่บ้านคนสนิท ‘ป้าสมร’ ดังขึ้นเมื่อเธอเปิดประตูห้องออกมา ป้าสมรใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “คุณผู้หญิงรออยู่ข้างล่างค่ะ”
อนิสาพยักหน้าเบาๆ “ค่ะป้าสมร” เธอก้าวเดินลงบันไดไม้สักบานใหญ่ เสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนก้องในความเงียบของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของบิดา
เมื่อมาถึงห้องรับแขก ‘คุณหญิงอรทัย’ มารดาของเธอ นั่งรออยู่แล้ว บนใบหน้าของท่านยังคงมีร่องรอยของความโศกเศร้าที่ยังไม่จางหายไป แม้จะผ่านไปหนึ่งปีแล้วก็ตาม ท่านหญิงอรทัยมองดูลูกสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเป็นห่วง
“มาแล้วหรืออนิสา” น้ำเสียงของท่านหญิงอรทัยแผ่วเบา “แม่ว่าวันนี้เราคงต้องคุยเรื่องสำคัญกัน”
อนิสาเดินเข้าไปนั่งลงข้างมารดา “เรื่องหนี้สินของคุณพ่อใช่ไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุด
คุณหญิงอรทัยถอนหายใจยาว “ใช่ลูก แม่พยายามหาทางออกแล้ว แต่ดูเหมือนว่า... ทางเดียวที่เราจะรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้ ก็คือต้องยอมรับข้อเสนอของตระกูล ‘วราฤทธิ์’”
คำว่า ‘วราฤทธิ์’ ทำให้หัวใจของอนิสาบีบรัดอย่างแรง ตระกูลวราฤทธิ์เป็นตระกูลมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจ เป็นคู่แข่งทางการค้าที่ท่านชายเคยมีปัญหากันอย่างหนักในอดีต “ข้อเสนออะไรคะ” เธอถามอย่างไม่แน่ใจ
“คุณ ‘ราเมศ’ วราฤทธิ์ เขา... เขาขอหมั้นหมายกับเรา” คุณหญิงอรทัยกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “เพื่อแลกกับการยกหนี้สินทั้งหมดที่เราติดค้างอยู่”
อนิสาเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู “หมั้น? หมั้นกับใครคะ”
“กับเรา... กับอนิสา” คุณหญิงอรทัยกล่าวพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอหน่วย “แม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเรา แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ”
“คุณพ่อคงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องมันจะมาถึงจุดนี้” อนิสากล่าวอย่างขมขื่น “ท่านชายคงเสียใจมากถ้าท่านรู้”
“แม่ก็คิดอย่างนั้น” คุณหญิงอรทัยเอื้อมมือมาจับมือลูกสาวไว้แน่น “แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องยอมรับมัน เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว”
“แล้ว... แล้วคุณราเมศเป็นคนอย่างไรคะ” อนิสาถามอย่างมีความหวังริบหรี่ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะเป็นคนดี
“แม่ไม่เคยเจอเขาเป็นการส่วนตัว” คุณหญิงอรทัยส่ายหน้า “แต่จากที่ได้ยินมา เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นคนที่เด็ดขาดและมีอำนาจมาก”
“แต่... หนูไม่เคยรู้จักเขาเลยนะคะ” อนิสากล่าวอย่างอึดอัด “เราจะแต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันได้อย่างไร”
“แม่เข้าใจความรู้สึกของลูกนะ” คุณหญิงอรทัยบีบมือลูกสาว “แต่เมื่อสัญญาเลือดนี้ถูกผูกขึ้นแล้ว เราก็ต้องทำตาม”
คำว่า ‘สัญญาเลือด’ ดังก้องอยู่ในหูของอนิสา มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นพันธะที่ถูกผูกมัดไว้ด้วยหนี้สินและชะตากรรมของครอบครัว เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสติ แต่ภาพใบหน้าของ ‘นที’ คนรักที่จากไปเมื่อปีก่อน ก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขายังคงเป็นความทรงจำที่สวยงามที่สุดในชีวิตของเธอ
“แม่คะ หนูขอเวลาคิดสักครู่ได้ไหมคะ” เธอเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“ได้สิลูก” คุณหญิงอรทัยเห็นความเจ็บปวดในดวงตาของลูกสาว “แม่รู้ว่ามันยาก แต่เราต้องเข้มแข็งนะ”
อนิสาพยักหน้า เธอเดินออกจากห้องรับแขก มุ่งหน้าสู่สวนกุหลาบหลังบ้าน ที่ซึ่งเป็นที่โปรดของบิดาและเป็นที่ที่เธอเคยใช้เวลาอยู่กับนที ดอกกุหลาบสีแดงสดที่บิดาปลูกไว้ ยังคงเบ่งบานสะพรั่ง แต่สำหรับเธอในวันนี้ มันกลับดูเหมือนดอกไม้แห่งความเศร้าโศก
ลมเย็นพัดมาอีกครั้ง พัดเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามพื้นดิน แต่ความเย็นที่รู้สึกได้ในวันนี้ มันลึกล้ำกว่าความเย็นของลมเสียอีก มันคือความเย็นเยียบที่กัดกินหัวใจ เธอยืนอยู่ท่ามกลางหมู่กุหลาบ สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักอึ้งของชะตากรรมที่กำลังจะถาโถมเข้ามา สัญญาเลือดที่ผูกพันอนาคตของเธอไว้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
3,782 ตัวอักษร