คุณหมอคนนี้หัวใจฉันจอง

ตอนที่ 1 / 34

ตอนที่ 1 — เหตุการณ์ระทึกในห้องฉุกเฉิน

เสียงไซเรนหวีดหวิวแผดก้องไปทั่วความเงียบสงัดของค่ำคืน รถพยาบาลคันสีขาวปราดเปรียวแล่นฝ่าความมืดมุ่งหน้ามายังโรงพยาบาลด้วยความเร่งรีบ ภายในรถเข็นเปลหาม ร่างของหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ นอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาพร่ามัวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านผ้าก๊อซที่ปิดแผลฉกรรจ์บริเวณต้นแขนซ้ายอย่างไม่หยุดหย่อน "คนไข้หญิง อายุประมาณ 22 ปี มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนซ้าย เสียเลือดมาก สัญญาณชีพไม่คงที่" เสียงของเจ้าหน้าที่กู้ภัยดังขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านระบบสื่อสารขณะที่รถพยาบาลจอดเทียบท่าที่หน้าอาคารห้องฉุกเฉิน ทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ทีมแพทย์พยาบาลก็เข้าประจำตำแหน่งอย่างว่องไว แพทย์เวรประจำห้องฉุกเฉิน หรือที่ใครๆ ก็เรียกขานกันว่า "หมอสายน้ำแข็ง" ดร.ภาคินัย ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่แฝงไว้ด้วยมาดเคร่งขรึม เย็นชา ดวงตาสีเข้มฉายแววฉลาดเฉลียว สวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดสะอ้าน เดินเข้ามาตรวจคนไข้ด้วยท่าทีสุขุม รอบคอบ "กดห้ามเลือดให้แน่นกว่าเดิม ตรวจสอบสัญญาณชีพละเอียดอีกครั้ง" น้ำเสียงทุ้มต่ำของ ดร.ภาคินัย ดังขึ้นอย่างมีอำนาจ สั่งการลูกทีมอย่างรวดเร็ว พยาบาลสาวคนหนึ่งรีบเข้ามาประคองศีรษะของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง "คุณคะ ได้ยินไหมคะ เราจะช่วยคุณนะคะ" หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเห็นใบหน้าซีดเซียวของตนเองสะท้อนในดวงตาของใครบางคน ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะพร่าเลือนไปอีกครั้ง "เธอคือใครกันแน่" ดร.ภาคินัย ถามเสียงเรียบ พยายามรวบรวมข้อมูลจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่กู้ภัย "ไม่ทราบค่ะคุณหมอ ตรวจสอบจากกระเป๋าแล้วไม่พบเอกสารระบุตัวตนใดๆ ค่ะ" พยาบาลสาวตอบ "มีพยานในที่เกิดเหตุไหม" "ไม่มีครับคุณหมอ เจ้าหน้าที่พบเธอเพียงลำพังข้างทาง ใกล้ๆ กับซากรถจักรยานยนต์ที่พลิกคว่ำ" เจ้าหน้าที่กู้ภัยให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดร.ภาคินัย ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ประวัติแพ้ยา?" "ไม่ทราบค่ะคุณหมอ" "งั้นก็ต้องระวังเป็นพิเศษ" เขาหันไปสั่งการต่อ "เตรียมยาชา ยาปฏิชีวนะ และเตรียมห้องผ่าตัดฉุกเฉินไว้ด้วย ฉันจะเข้าไปตรวจบาดแผลอย่างละเอียด" ทีมแพทย์รีบเคลื่อนย้ายหญิงสาวไปยังห้องตรวจ ดร.ภาคินัย เริ่มทำการตรวจบาดแผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เขาใช้เครื่องมือแพทย์ตรวจสอบความลึกของบาดแผล และประเมินความเสียหายของอวัยวะภายใน "เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ต้นแขนน่าจะขาด" เขาพึมพำกับตัวเอง "ต้องรีบผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม มิเช่นนั้นเลือดจะไหลจนหมดตัว" "คุณหมอคะ คนไข้มีอาการชักเกร็งค่ะ!" พยาบาลสาวร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก ดร.ภาคินัย หันไปมองคนไข้ที่กำลังกระตุกอย่างรุนแรง "ให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยากันชักทันที! รีบพาเข้าห้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้!" เสียงสัญญาณชีพที่ดังขึ้นอย่างผิดปกติบ่งบอกถึงภาวะอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ดร.ภาคินัย เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าเตียงคนไข้ไปยังห้องผ่าตัด ท่ามกลางความวุ่นวายและความกดดัน เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตหญิงสาวที่ไม่รู้จักคนนี้ให้ได้ "คุณกำลังจะไปไหนคะคุณหมอ" เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของโถงทางเดิน ดร.ภาคินัย เหลือบตามอง เห็นหญิงสาวผมยาวสลวย ใบหน้าหวานใส ดวงตาโตเป็นประกาย กำลังเดินเข้ามาหาด้วยความเร่งรีบ สวมชุดเดรสสีฟ้าอ่อน เธอกำลังถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ "ผมกำลังจะไปผ่าตัดฉุกเฉิน" เขาตอบเสียงขรึม พยายามก้าวข้ามเธอไป "แต่ว่า... ฉันมีนัดกับคุณหมอนะคะ" หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อย พยายามขวางทาง "ผมชื่อภาคินัย เป็นแพทย์เวรฉุกเฉิน ตอนนี้ผมไม่ว่างจริงๆ" เขาพยายามพูดอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สีหน้ายังคงเคร่งขรึม "ฉันชื่อนลินดาค่ะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณหมอ" นลินดาพยายามพูดเสียงดังขึ้น แต่ก็ยังคงมีความลังเล "เรื่องอะไรก็ตามรอไว้ก่อน ตอนนี้ชีวิตคนไข้สำคัญที่สุด" ดร.ภาคินัย กล่าว และเดินนำทีมแพทย์เข้าไปในห้องผ่าตัด ทิ้งให้นลินดา ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น มองตามร่างสูงสง่าของเขาไปด้วยความผิดหวัง ภายในห้องผ่าตัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ดร.ภาคินัย สวมหน้ากากและชุดผ่าตัด กำลังบรรจงเย็บเส้นเลือดใหญ่ที่ขาดอย่างประณีต เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา "ช่วยดันแสงมาทางนี้หน่อย" เขาออกคำสั่ง "คุณหมอคะ สัญญาณชีพคงที่แล้วค่ะ" พยาบาลแจ้งข่าวดี ดร.ภาคินัย ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาค่อยๆ วางเครื่องมือลง "ปิดแผลให้เรียบร้อย ส่งคนไข้ไปพักฟื้นที่ห้อง ICU" เขาถอดหน้ากากออก รู้สึกเหนื่อยอ่อน แต่ก็มีความสุขที่สามารถรักษาชีวิตคนไข้รายนี้ไว้ได้ "คุณหมอเก่งที่สุดเลยค่ะ" พยาบาลคนหนึ่งกล่าวชม "ผมแค่ทำหน้าที่ของผม" ดร.ภาคินัย ตอบ พลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก "แต่คุณหมอต้องพักผ่อนนะคะ ดึกมากแล้ว" "ผมรู้" เขามองนาฬิกา "แต่ผมยังต้องเคลียร์งานเอกสารอีกนิดหน่อย" เมื่อออกมาจากห้องผ่าตัด ดร.ภาคินัย ก็พบว่านลินดา ยังคงนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน เธอคงจะรอมานานแล้ว ดวงตาของเธอแดงก่ำ บ่งบอกว่าคงจะร้องไห้มา "คุณยังไม่กลับอีกเหรอ" เขาถามอย่างแปลกใจ "ฉันรอคุณหมอค่ะ" เธอตอบเสียงเบา "ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ว่าง" "ฉันรู้ค่ะ แต่เรื่องของฉันมันสำคัญจริงๆ" นลินดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความอ้อนวอน "มันเกี่ยวกับ... เรื่องของครอบครัวฉัน" ดร.ภาคินัย ถอนหายใจ "เอาล่ะๆ คุณอยากคุยตอนนี้ใช่ไหม" เขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว "ว่ามาสิ" นลินดามองเขาด้วยความโล่งใจ เธอเล่าเรื่องราวของเธออย่างละเอียด เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่กำลังมีปัญหาเรื่องธุรกิจอย่างหนัก เธอต้องการความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนเพื่อประคับประคองบริษัทไม่ให้ล้มละลาย "ฉันได้ยินมาว่าคุณหมอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากในหน้าที่การงาน และมีฐานะดี ฉันจึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณหมอ" นลินดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ดร.ภาคินัย นิ่งเงียบไป เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากเขาโดยตรงเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่เคยพบเจอผู้หญิงที่กล้าแสดงออกถึงความต้องการของตนเองอย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน "คุณรู้จักผมดีแค่ไหนถึงได้มาขอร้องแบบนี้" เขาถามกลับอย่างเย็นชา "ฉัน... ฉันรู้จักคุณหมอจากข่าวสาร และจากการพูดคุยกับคนรู้จักค่ะ" นลินดาตอบอย่างตะกุกตะกัก "แล้วคุณคิดว่าผมจะให้เงินคุณง่ายๆ เพียงเพราะคุณมาขออย่างนั้นเหรอ" "ฉัน... ฉันยินดีที่จะทำทุกอย่างที่คุณหมอต้องการเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ" นลินดาพูดออกไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เพียงเพราะความสิ้นหวัง ดร.ภาคินัย เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่เคยคาดคิดว่าเธอจะพูดเช่นนั้น "ทุกอย่างที่คุณหมอต้องการอย่างนั้นเหรอ" เขาทวนคำพูดของเธอ ใบหน้าของเขาฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก "ค่ะ" นลินดาตอบเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเล็กน้อย "ผมว่าคุณกำลังพูดพล่อยๆ นลินดา" ดร.ภาคินัย พูดเสียงเย็น "ผมไม่ต้องการอะไรจากคุณทั้งนั้น และผมก็ไม่ให้เงินใครโดยไม่มีเหตุผล" "แต่... แต่ครอบครัวของฉันกำลังจะลำบากนะคะ" นลินดาเริ่มน้ำตาไหลอีกครั้ง "ผมเสียใจด้วย" เขาตอบอย่างเฉยเมย "แต่ผมทำอะไรให้คุณไม่ได้จริงๆ" ดร.ภาคินัย ลุกขึ้นยืน "ผมต้องไปแล้ว ขอโทษด้วยที่คุยกับคุณได้ไม่นาน" เขาเดินจากไป ทิ้งให้นลินดา นั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังในความเงียบของโรงพยาบาล ขณะที่ ดร.ภาคินัย กำลังเดินกลับไปยังห้องทำงานของเขา เขาก็ได้ยินเสียงพยาบาลพูดคุยกัน "คุณหมอภาคินัยนี่เย็นชาจริงๆ เลยนะ" "ใช่ ฉันเคยเห็นเขาตรวจคนไข้ตอนที่อาการหนักมาก เขายังนิ่งได้เลย" "แต่เขาก็เก่งมากนะ ช่วยชีวิตคนไว้ได้ตั้งหลายคน" ดร.ภาคินัย ได้แต่ยิ้มมุมปาก เขาชินแล้วกับคำวิจารณ์พวกนี้ เขาเลือกที่จะเป็นแบบนี้ เพื่อปกป้องตัวเอง และเพื่อทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด แต่ในใจลึกๆ เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม นลินดา ถึงได้กล้าเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และคำพูดที่ว่า "ยินดีที่จะทำทุกอย่างที่คุณหมอต้องการ" ก็ยังคงก้องอยู่ในหูของเขา ---

6,223 ตัวอักษร