ตอนที่ 13 — ความจริงที่ซ่อนเร้นถูกเปิดเผย
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบเหงาเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ภาคินัยตัดสินใจถอยห่าง นลินดารู้สึกได้ถึงกำแพงที่มองไม่เห็นแต่กลับหนาทึบเหลือเกินระหว่างเธอกับเขา ทุกครั้งที่สายตาต้องกันในโรงพยาบาล เธอจะรีบหลบเลี่ยงราวกับว่าการสบตาจะยิ่งทำให้ความรู้สึกที่พยายามกดเอาไว้มันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอพยายามทำความเข้าใจการตัดสินใจของเขา ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดเหลือเกินก็ตาม บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับทั้งคู่แล้ว หรือไม่ก็มีเหตุผลอื่นใดที่เธอไม่สามารถล่วงรู้ได้
“นลินดา” เสียงทุ้มคุ้นหูเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินออกจากห้องตรวจคนไข้ เธอชะงักเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง
ภาคินัยยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเคย ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่เธอ แต่ในความเย็นชานั้น กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้นลินดาใจสั่นอย่างประหลาด
“คุณหมอภาคินัย มีอะไรให้ดิฉันช่วยคะ” เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก
“ผมแค่อยากจะคุยด้วยนิดหน่อย” เขาตอบ พลางกวาดสายตาไปรอบๆ ทางเดินที่ค่อนข้างโล่ง
“ตอนนี้ไม่สะดวกเท่าไหร่ค่ะ ดิฉันมีเคสต่อ” เธอตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว สมองสั่งให้หนีไปให้ไกลที่สุด ก่อนที่ความรู้สึกที่กำลังก่อตัวจะเกินกว่าจะควบคุมได้
“แค่ห้านาที ผมสัญญา” ภาคินัยยืนกราน ดวงตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ ไม่ยอมให้เธอหลีกเลี่ยงไปได้ง่ายๆ
นลินดารู้สึกเหมือนถูกจับได้ เธอไม่อยากคุย ไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาในตอนนี้ แต่สายตาของเขากลับกดดันให้เธอไม่สามารถปฏิเสธได้อีก เธอพยักหน้าอย่างจำใจ “ก็ได้ค่ะ ห้านาที”
ทั้งสองเดินไปยังมุมหนึ่งของโรงพยาบาลที่ค่อนข้างเงียบสงบ เป็นมุมที่น้อยคนนักจะเดินผ่าน นลินดาประสานมือไว้แน่น รอคอยสิ่งที่ภาคินัยกำลังจะพูด
“คุณกำลังเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า” ภาคินัยเริ่มบทสนทนา
“ดิฉันเข้าใจอะไรผิดคะ” เธอเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“เรื่องของเรา” เขาตอบตรงๆ “ผมถอยห่าง ไม่ได้หมายความว่าผมไม่รู้สึกอะไร”
คำพูดนั้นทำเอานลินดาแทบยืนไม่อยู่ หัวใจของเธอพองโตขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “แล้ว…แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนั้นล่ะคะ” เธอเอ่ยถาม เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ภาคินัยถอนหายใจเบาๆ “เพราะมันซับซ้อนกว่าที่คุณคิด นลินดา” เขากล่าว “ผม…ผมมีภาระผูกพันบางอย่างที่ต้องจัดการก่อน”
“ภาระผูกพัน?” นลินดาทวนคำ “หมายความว่ายังไงคะ”
“คุณจำเรื่องที่ผมเคยเล่าให้ฟังไม่ได้เหรอ ว่าผมต้องดูแลใครบางคน” เขาถามกลับ
นลินดาพยายามนึกย้อนกลับไปในอดีต เธอจำได้ว่าเขาเคยพูดถึงครอบครัว แต่รายละเอียดนั้นไม่ชัดเจนนัก “ดิฉันจำได้ค่ะ แต่…คุณบอกว่าคุณอยู่คนเดียว”
“นั่นมันเป็นอดีต” ภาคินัยพูด พลางหลบสายตาเธอไปครู่หนึ่ง “ตอนนี้ผมมีคนที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ และ…มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”
“คนนั้นเป็นใครคะ” ความสงสัยและความห่วงใยเริ่มปะปนกันในน้ำเสียงของนลินดา
“เป็นน้องสาวของผม” เขาตอบ “เธอป่วยหนัก ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด และผมเป็นคนเดียวที่เธอไว้ใจ”
นลินดาอึ้งไป การที่ภาคินัยต้องรับภาระหนักขนาดนี้โดยที่เธอไม่รู้มาก่อน มันทำให้เธอรู้สึกผิดที่คิดว่าเขาเย็นชาหรือหยิ่งยโส “คุณ…คุณไม่เคยบอกดิฉันเลย”
“ผมไม่อยากให้คุณต้องมาแบกรับเรื่องของผมด้วย” ภาคินัยยอมรับ “คุณมีชีวิตของคุณ มีอนาคตของคุณ ผมไม่อยากเอาเรื่องวุ่นวายของผมไปทำให้คุณลำบาก”
“แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียวแล้วนะคะ” นลินดาพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “คุณกำลังทำทุกอย่างคนเดียว และดูเหมือนคุณจะกำลังทนทุกข์ทรมานด้วย”
“ผมทำได้” เขาตอบเสียงหนักแน่น
“คุณอาจจะทำได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว” นลินดาเดินเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว “คุณเคยบอกว่าคุณชอบคนที่เข้มแข็ง แต่บางครั้ง คนที่เข้มแข็งที่สุดก็คือคนที่กล้าขอความช่วยเหลือ”
ภาคินัยมองหน้านลินดา แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณ…คุณจะยอมรับเรื่องแบบนี้จริงๆ เหรอ”
“ถ้าคุณยอมเปิดใจให้ดิฉัน” เธอเอ่ยตอบ “ดิฉันก็จะพร้อมรับฟังและพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณ”
“นลินดา…” เขาพึมพำชื่อเธอเบาๆ ราวกับจะชั่งใจ
“ดิฉันรู้ว่ามันอาจจะเร็วไป และคุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยทุกอย่าง” นลินดาพูดต่อ “แต่ขอให้คุณรู้ไว้ว่า…ดิฉันไม่ได้รังเกียจคุณเลย ดิฉันเข้าใจ และอยากจะช่วย”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ และความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“ผม…ผมต้องคิดอีกที” ภาคินัยกล่าวในที่สุด “ขอบคุณนะ นลินดา”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มบางๆ “ถ้าคุณต้องการอะไร โทรหาดิฉันได้เสมอ”
นลินดาเดินกลับไปที่ห้องตรวจด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้นกว่าเดิม การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้ความเข้าใจผิดระหว่างเธอกับภาคินัยคลี่คลายลงไปบ้าง แม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่แน่นอน แต่เธอก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
3,879 ตัวอักษร