คุณหมอคนนี้หัวใจฉันจอง

ตอนที่ 22 / 34

ตอนที่ 22 — รอยร้าวที่เริ่มปรากฏ

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านม่านโปร่งบางเข้ามากระทบใบหน้าของแก้วตาที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงผู้ป่วย เสียงเครื่องช่วยหายใจดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่แววตาที่เคยสดใสของเธอตอนนี้กลับดูอ่อนล้าและซีดเซียว ภาคินัยยืนมองภาพนั้นอยู่นาน รอยยิ้มที่เคยประดับบนริมฝีปากบางค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความกังวลที่ฉายชัดในดวงตา เขาเดินเข้าไปใกล้ วางมือลงบนหน้าผากของเธอ สัมผัสได้ถึงความอุ่นเล็กน้อยที่ยังคงมีอยู่ “แก้วตา… เธอได้ยินพี่ไหม” เสียงกระซิบแผ่วเบาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ไร้การตอบสนองใดๆ “คุณหมอภาคินัยคะ” เสียงพยาบาลสาวดังขึ้นเรียกสติเขา “คุณหมอเรียกให้ไปดูเคสฉุกเฉินที่ห้อง ER ค่ะ” ภาคินัยหันไปมองพยาบาลสาวด้วยแววตาที่ฉายประกายความเป็นมืออาชีพอีกครั้ง “ครับ ผมไปเดี๋ยวนี้” เขาก้มลงจูบหน้าผากของแก้วตาเบาๆ “เดี๋ยวพี่มานะ” แล้วรีบเดินออกจากห้องไป ทิ้งความเงียบและความเป็นห่วงไว้เบื้องหลัง ในห้องฉุกเฉินยังคงวุ่นวายเหมือนเช่นเคย เสียงเครื่องมือแพทย์ดังระงม เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์วิ่งวุ่นไปมา ภาคินัยก้าวเข้าไปพร้อมกับทีมแพทย์ที่ปรึกษา “เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงเข้ม “คนไข้ชาย อายุประมาณ 50 ปี มีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ช็อกขั้นรุนแรงค่ะ” พยาบาลรายงาน “สงสัยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” ภาคินัยเดินตรงไปยังเตียงผู้ป่วย ตรวจสอบสภาพของคนไข้ด้วยสายตาที่เฉียบคม “วัดความดันโลหิต ด่วน! เตรียมยาและอุปกรณ์สำหรับทำ CPR” เขาสั่งการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด “หมอสมชาย คุณช่วยประเมินสภาพผู้ป่วยเบื้องต้น และเตรียมส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ” “รับทราบครับคุณหมอ” หมอสมชายรีบตอบรับ ภาคินัยลงมือทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ขณะเดียวกันนั้นเอง พยาบาลก็รายงานผลการวัดความดันโลหิตที่ต่ำจนน่าใจหาย “ความดัน 60/40 ค่ะคุณหมอ” “แย่แล้ว” ภาคินัยพึมพำ เขาหันไปมองทีมแพทย์ “เราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้” การรักษาดำเนินไปอย่างตึงเครียด ภาคินัยและทีมแพทย์ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อยื้อชีวิตชายคนนั้น เขาต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้แรงกดดันมหาศาล การรักษาอาการหัวใจวายเฉียบพลันนั้นละเอียดอ่อนและต้องการความแม่นยำสูง ทุกวินาทีมีความหมาย “ยาโดบูทามีน เข้าทางสายให้เลย” ภาคินัยออกคำสั่ง “เตรียมยาอะดรีนาลีนไว้ ถ้าความดันไม่ตอบสนอง” เวลาผ่านไปราวกับเนิ่นนาน ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมห้องฉุกเฉิน มีเพียงเสียงเครื่องวัดต่างๆ ที่ดังเป็นจังหวะ ภาคินัยยังคงจดจ่ออยู่กับการรักษา แต่ก็อดนึกถึงแก้วตาไม่ได้ อาการของเธอที่เพิ่งจะดีขึ้นเล็กน้อย และเขากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เธอหายดี “หัวใจเต้นกลับมาสม่ำเสมอแล้วครับคุณหมอ ความดันเริ่มคงที่” พยาบาลคนหนึ่งรายงานด้วยน้ำเสียงโล่งอก ภาคินัยถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาก้มลงดูผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เพิ่งส่งมา “กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายไปพอสมควร แต่เรายื้อชีวิตเขาไว้ได้” เขาหันไปทางหมอสมชาย “ให้ย้ายคนไข้ไปห้อง ICU ทันที และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด” “ครับคุณหมอ” หลังจากจัดการเรื่องคนไข้เสร็จ ภาคินัยก็ตรงกลับไปที่ห้องของแก้วตา ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เขาก็เห็นว่าแก้วตากำลังขยับเปลือกตาบางๆ ช้าๆ “แก้วตา… ตื่นแล้วเหรอ” เขาเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว “เป็นยังไงบ้าง” แก้วตาพยายามปรับโฟกัสของดวงตาให้มองเห็นใบหน้าของภาคินัยที่กำลังก้มลงมาใกล้ “คุณหมอ… เกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงของเธอแหบพร่า “ไม่มีอะไรแล้วครับ คนไข้ที่ห้องฉุกเฉินปลอดภัยแล้ว” ภาคินัยตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ “เธอไม่ต้องห่วงนะ” “ฉัน… ฝันถึงคุณ” แก้วตาพูดเบาๆ “ฝันว่าคุณกำลังต่อสู้เพื่อชีวิตใครสักคน” ภาคินัยนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาจับมือของแก้วตาที่ยังคงอ่อนแรง “นั่นอาจจะเป็นเพราะเธอรู้สึกถึงความกังวลของพี่ก็ได้” “พี่ภาคินัยคะ” แก้วตาเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนหวาน “อย่าหักโหมนะคะ” “พี่รู้แล้ว” เขาบีบมือเธอเบาๆ “พักผ่อนนะ” ภาคินัยนั่งลงข้างเตียง สังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของแก้วตา แม้จะเป็นเพียงการขยับเปลือกตา หรือการตอบสนองที่แผ่วเบา ก็ทำให้หัวใจของเขากระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ เขารู้ดีว่าการต่อสู้ยังอีกยาวไกล แต่การได้เห็นเธอมีสัญญาณชีพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ “ถ้าพรุ่งนี้อาการดีขึ้น พี่จะพาเธอออกไปเดินเล่นที่สวนนะ” ภาคินัยเสนอ “อากาศดีๆ อาจจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น” แก้วตายิ้มเล็กน้อย “จริงๆ เหรอคะ” “จริงสิ” ภาคินัยตอบยืนยัน “พี่จะดูแลเธอให้ดีที่สุด” เขามองนาฬิกา “ได้เวลาให้ยาแล้ว เดี๋ยวพี่เรียกพยาบาลให้นะ” หลังจากพยาบาลเข้ามาจัดการเรื่องยาและวัดสัญญาณชีพเรียบร้อยแล้ว ภาคินัยก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขามองใบหน้าของแก้วตาที่เริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้างแล้ว “พี่รักเธอนะ แก้วตา” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบา “รักมากจริงๆ” วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป แก้วตาเริ่มมีการตอบสนองต่อการรักษามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอสามารถลืมตาได้นานขึ้น พูดคุยโต้ตอบได้บ้าง แม้จะยังคงอ่อนเพลีย แต่รอยยิ้มก็เริ่มกลับมาประดับบนใบหน้าของเธออีกครั้ง ภาคินัยดีใจมาก เขาทุ่มเทเวลาดูแลเธออย่างใกล้ชิด ไม่ละสายตาไปไหน แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ภาคินัยกำลังตรวจผลการตรวจเลือดของแก้วตา เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ ค่าการทำงานของตับของเธอเริ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย “เป็นไปได้อย่างไร” เขาพึมพำกับตัวเอง “มีอะไรผิดปกติเหรอคะคุณหมอ” พยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ถาม “ค่าการทำงานของตับของแก้วตา… สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ภาคินัยขมวดคิ้ว “เราต้องตรวจหาสาเหตุให้เร็วที่สุด” เขาเดินออกจากห้องตรวจอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหัวหน้าแพทย์ เขาพบกับอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งที่กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ “อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องด่วนจะขอปรึกษาครับ” “ว่ามาสิ ภาคินัย” อาจารย์แพทย์เงยหน้าขึ้นมอง ภาคินัยอธิบายถึงอาการของแก้วตา พร้อมทั้งผลการตรวจที่น่าเป็นห่วง “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมค่าการทำงานของตับถึงสูงขึ้นขนาดนี้ ทั้งที่การรักษาดำเนินไปด้วยดี” อาจารย์แพทย์พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “อาการแบบนี้ อาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของการปรับแต่งยีน หรืออาจมีสาเหตุอื่นที่ซับซ้อนกว่านั้น เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจ” “ผมกังวลว่ามันอาจจะเกี่ยวกับยาที่แก้วตาได้รับ” ภาคินัยเอ่ยขึ้น “ยาตัวนั้น… มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างซับซ้อน” อาจารย์แพทย์ตอบ “เราต้องติดตามอาการของคนไข้ทุกรายอย่างใกล้ชิด” ภาคินัยกลับมาที่ห้องของแก้วตาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เขาพยายามเก็บความกังวลไว้ไม่ให้เธอเห็น แต่แก้วตาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขาได้ “คุณหมอภาคินัยคะ เกิดอะไรขึ้น” “เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ภาคินัยพยายามยิ้ม “แค่กำลังคิดเรื่องงานนิดหน่อย” “แน่ใจนะคะ” แก้วตามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ “คุณหมอดูไม่สบายใจ” ภาคินัยตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังเธอ “คือ… ค่าการทำงานของตับเธอสูงขึ้นเล็กน้อยนะ” เขาเลือกใช้คำที่อ่อนโยนที่สุด “แต่ไม่ต้องห่วงนะ พี่กำลังหาวิธีแก้ไขอยู่” แก้วตาหน้าซีดเผือด “สูงขึ้น… หมายความว่ายังไงคะ” “หมายความว่าเราต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาเล็กน้อย” ภาคินัยพยายามปลอบเธอ “ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้กับเธอเสมอ” เขาจับมือของเธอไว้แน่น “จำได้ไหมที่พี่เคยบอกว่าการรักษาครั้งนี้มันซับซ้อนแค่ไหน” แก้วตากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ค่ะ” “เราอาจจะต้องเจออุปสรรคบ้าง แต่พี่จะไม่ยอมแพ้” ภาคินัยมองตาเธออย่างมั่นคง “พี่จะพาเธอผ่านมันไปให้ได้” หลังจากนั้น ภาคินัยก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาและการปรับแต่งยีน เขาร่วมปรึกษาหารือกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า การรักษานี้มีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ “ถ้าผลข้างเคียงยังคงรุนแรงขึ้น เราอาจจะต้องหยุดการรักษาชั่วคราว” อาจารย์แพทย์กล่าวกับเขาในการประชุมทีม “ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการกลับไปสู่จุดเริ่มต้น” ภาคินัยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา “หยุดการรักษา… ไม่ได้นะครับอาจารย์” เขาเอ่ยเสียงเครือ “ผมยอมไม่ได้” “พี่เข้าใจความรู้สึกของภาคินัยนะ” อาจารย์แพทย์พูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “แต่เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้เป็นอันดับแรก” ภาคินัยนั่งลงอย่างหมดแรง เขาหันไปมองรูปแก้วตาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน รอยยิ้มของเธอในวันนั้น… มันช่างแตกต่างจากสภาพของเธอในตอนนี้เหลือเกิน เขาต้องต่อสู้กับอะไรอีกบ้าง? และเขาจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่? ความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของเขา

6,644 ตัวอักษร